<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 20:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮ่องกงห้าม &#039;โจชัว หว่อง&#039; ลงเลือกตั้งสภาท้องถิ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะกรรมการการเลือกตั้งของฮ่องกงตัดสิทธิ์ &amp;quot;โจชัง หว่อง&amp;quot; นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยวัย 22 ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นปลายปีนี้ อ้างเจ้าตัวมีแนวความคิดสุ่มเสี่ยงต่อการแยกเอกราช ขณะหว่องโต้เป็นเรื่องการเมืองที่รับใบสั่งจากรัฐบาลปักกิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจชัว หว่อง / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารที่ 29 ตุลาคมว่า นักเคลื่อนไหวหนุ่มรายนี้เคยถูกส่งเข้าคุกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จากการมีส่วนร่วมในการประท้วงของขบวนการร่มเมื่อปี 2557 ภายหลังพ้นจากคุกเมื่อเดือนมิถุนายน หว่องก็เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อมานานร่วม 5 เดือน แต่เขาไม่ได้เป็นแกนนำของการเคลื่อนไหวครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หว่องกล่าวโจมตีการตัดสินใจตัดสิทธิ์เขาเมื่อวันอังคารว่า เป็นการเซ็นเซอร์ทางการเมือง เขาเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวจากมากกว่า 1,100 คน ที่โดนตัดสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับแต่ฮ่องกงตกอยู่ในภาวะวิกฤติทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตัดสินใจห้ามผมไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเกิดจากแรงผลักดันทางการเมืองอย่างชัดเจน&amp;quot; หว่องแถลง &amp;quot;เหตุผลที่ว่านั้นคือการตัดสินด้วยความคิดเห็นส่วนตัวเรื่องเจตนาของผมเพื่อธำรงกฎหมายพื้นฐาน แต่ทุกรู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงอยู่ที่ตัวตนของผม เพราะผมคือโจชัว หว่อง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวโทษกรรมการการเลือกตั้งในเขตที่เขาลงสมัครว่าตีความอุดมการณ์ทางการเมืองของเขาผิดไป ซึ่งบ่งบอกว่าการตัดสิทธิ์ครั้งนี้เป็นแค่คำสั่งจากรัฐบาลปักกิ่ง เป็นภารกิจทางการเมืองที่ปักกิ่งมอบหมายมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลอรา อารอน กรรมการการเลือกตั้งในเขตนั้น ชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรว่า หว่องขาดคุณสมบัติ เนื่องจากความคิดของเขาเรื่องการกำหนดการปกครองด้วยตนเองไม่ได้ปฏิเสธทางเลือกเรื่องการแยกเอกราชของฮ่องกง ซึ่งเธอถือว่าขัดต่อกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีคำถามว่านายหว่องยอมรับอำนาจอธิปไตยของสาธารณรัฐประชาชนจีนเหนือฮ่องกงหรือไม่ และเขามีทัศนะเรื่องเอกราชและการลงประชามติว่าเป็นทางเลือกสำหรับฮ่องกงหรือไม่&amp;quot; รอยเตอร์อ้างคำชี้แจงของอารอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หว่องและพรรคเดโมซิสโตของเขายืนกรานปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช แต่ส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเลือกรูปแบบการปกครองและรัฐบาลของตนเอง และการลงประชามติเพื่อให้ชาวฮ่องกงตัดสินใจว่าพวกเขาต้องการการปกครองแบบใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านโฆษกรัฐบาลฮ่องกงกล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนการตัดสินใจตัดสิทธิ์หว่อง และปฏิเสธว่าไม่ใช่การเซ็นเซอร์ทางการเมือง หรือการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือการเพิกถอนสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งตามที่สมาชิกในสังคมบางคนกล่าวหา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49138</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดคุณสมบัติ, สภาท้องถิ่น, ห้ามลงเลือกตั้ง, ฮ่องกง, โจชัว หว่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db8452a6ad11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทุ้ง&#039;บิ๊กตู่&#039;รีบประกาศ50รายชื่อสำรองส.ว.ประเภทสรรหาจับตาหลายคนขาดคุณสมบัติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17พ.ค.62-มี​​รายงานข่าวแจ้งว่า นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ &amp;nbsp;คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ยังไม่ประกาศรายชื่อสำรองผู้จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ประเภทสรรหา จำนวน 50 คนในราชกิจจานุเบกษา ทั้งๆที่รายชื่อสำรองผู้จะเป็นส.ว.ประเภทเปิดรับสมัคร และเลือกกันเอง จำนวน 50 คนได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วพร้อมๆกับวันที่ประกาศรายชื่อส.ว. 250 คน ทำให้เกิดการวิเคราะห์วิจารณ์ไปต่างๆนานา เช่น คสช.ยังตกลงกันไม่ได้ใช่หรือไม่ว่าพรรคพวกคนใกล้ชิดจะเป็นคนใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​​ ในรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ส.ว.ประเภทสมัครที่อำเภอและเลือกกันเองตามลำดับจนถึงระดับประเทศนั้น กกต.เป็นผู้ดำเนินการคัดไว้ 200 คน และส่งให้คสช.คัดไว้ 50 คนเพื่อแต่งตั้งเป็นส.ว. และอีก 50 คนเป็นสำรอง กรณีส.ว.ตัวจริงขาดคุณสมบัติหรือเสียชีวิตก็จะเลื่อนรายชื่อสำรองตามลำดับขึ้นมาเป็นส.ว.แทน ซึ่งได้ประกาศรายชื่อสำรองไปแล้ว แต่ส.ว.ประเภทสรรหาที่คณะกรรมการสรรหาคัดรายชื่อไว้ 400 คน ส่งให้คสช.เลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นส.ว. 194 คนและอีก 6 คน ที่เป็นผู้นำกองทัพและตำรวจ ได้มีการประกาศรายชื่อไปแล้วเมื่อ 14 พฤษภาคม รวมเป็นส.ว. 250คน แต่กลับไม่ประกาศรายชื่อสำรองส.ว.ประเภทสรรหา 50 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​​รายงานข่าวกล่าวว่า การรวมรวมรายชื่อประเภทสรรหา 400 คน ทางคณะกรรมการสรรหาที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้าคสช.เป็นประธานได้คัดรายชื่อโดยที่ไม่มีใครทราบหลักเกณฑ์ ผู้ที่ถูกมีชื่อติดใน 400 คน ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากคสช.และเอกสารใบรับรองประวัติเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพื่อให้ตอบว่าประสงค์หรือไม่ประสงค์ในการเป็นส.ว.สรรหา 194 คน ปรากฏว่ามีบางคนได้ตอบว่า ไม่ประสงค์เพราะเคยถูกปฏิเสธจากสนช.ด้วยการโหวตคว่ำไม่ให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ถูกเสนอชื่อรายนี้ได้เขียนจดหมายส่งถึง คสช.เพื่อให้ได้รับรู้ว่า ตนเองไม่เชื่อมั่นในกระบวนการสรรหาเช่นนี้ว่าจะคัดเลือกคนที่มีความรู้และประสบการณ์อย่างแท้จริงเข้าไปเป็นส.ว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​​ข่าวแจ้งว่า กระบวนการสรรหาส.ว.โดยคสช.ที่ไม่โปร่งใส ไร้หลักเกณฑ์ ตามที่ประกาศรายชื่อไปแล้วนั้น กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์และคาดว่าในไม่ช้าจะมีส.ว.หลายคนถูกตรวจสอบเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติ ประเด็น การถือหุ้นสื่อ เหมือนกับที่ส.ส.หลายสิบคนถูกตรวจ สอบอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36085</URL_LINK>
                <HASHTAG>250 ส.ว., ขาดคุณสมบัติ, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ส.ว.สรรหา, ส.ว.เลือกกันเอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190517/image_big_5cde26495ec03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมต.หุ้น!เกาะเก้าอี้ อ้างรอศาลรธน.เคาะ/ทษช.บี้บิ๊กตู่ผิดเปิดไอจี-เฟซ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;อิทธิพร&amp;quot; รับ กกต.มีมติส่งศาล รธน.ฟัน 3 รมต.-1 อดีต รมช. ถือหุ้นสัมปทานรัฐขาดคุณสมบัติ &amp;quot;สุวิทย์&amp;quot; ไม่กังวลยันใกล้ไขก๊อกเล่นการเมือง &amp;quot;ไพรินทร์&amp;quot; &amp;nbsp;ยันก่อนรับตำแหน่งโอนหุ้นเข้ากองทุนหมดแล้ว &amp;quot;เรืองไกร&amp;quot; จ่อยื่นสอย &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ต่อ ชี้เปิดเว็บ-ไอจี-เฟซบุ๊กเข้าข่ายเจ้าของสื่อขัด รธน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการประชุมลับเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณารายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไต่สวน กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ได้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบรัฐมนตรี 4 รายคือ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมช.ศึกษาธิการ ถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐเข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นว่าการถือครองหุ้นของทั้ง 4 รัฐมนตรีเข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง เห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 มกราคม นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยอมรับว่า กกต.ได้มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายสุวิทย์, นพ.ธีระเกียรติ, นายไพรินทร์ และ ม.ล.ปนัดดา สิ้นสุดลงหรือไม่จากกรณีถือหุ้นสัมปทานรัฐ เข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 170 วรรคสาม แต่ขอที่จะไม่เปิดเผยว่าเป็นความเห็นตามที่คณะกรรมการไต่สวนเสนอหรือไม่ และ กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์หรือเสียงข้างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการพิจารณา ไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นการพิจารณาไปตามเนื้อหา รายละเอียดทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นใหม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งได้ตัดสินไป กกต.ก็คำนึงถึงศาลรัฐธรรมนูญ และเหตุผลในคำวินิจฉัยนั้นด้วย อันไหนเป็นกรณีเหมือนกัน เราก็ต้องมองไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มองเอาไว้ กรณีไหนคล้ายกัน แต่ไม่ใช่โดยแท้ ก็จะถือว่ายังไม่เกี่ยวข้อง และอาจจะเป็นประเด็นที่เราเห็นว่า ยังไม่มีบรรทัดฐานชัดเจน ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า ที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด&amp;quot; นายอิทธิพรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กรณีนี้ข้อเท็จจริงต่างจากกรณีการถือครองหุ้นของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ผิด และศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยชัดเจนใช่หรือไม่ ประธาน กกต.กล่าวว่า คงสรุปอย่างนั้นไม่ได้ แต่ละกรณีมีหลายประเด็น บางประเด็นก็เกี่ยวพัน หรือคล้ายกัน ส่วนระยะเวลาการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องตามหลักปฏิบัติโดยปกติ เมื่อผ่านเป็นมติ กกต.แล้ว ทางสำนักงาน กกต.ดำเนินการในขั้นตอนต่อไปโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวนายเรืองไกร สมาชิกพรรคเพื่อไทย (ในขณะนั้น) ได้ยื่นคำร้องขอให้กกต.ตรวจสอบเมื่อเดือน ม.ค.และ ก.พ.2561 โดยตามคำร้องระบุว่า ม.ล.ปนัดดาได้แสดงรายการทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ว่ามีหุ้นของบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. กว่า 6,000 หุ้น แม้จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่เหตุผลที่นายเรืองไกรอ้างในการยื่น กกต.ตรวจสอบย้อนหลัง เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติในลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ จะต้องเว้นวรรคการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ตามมาตรา 160 ประกอบ 187
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสุวิทย์ คำร้องระบุถือหุ้นในบริษัท GPSC หรือบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) 9 หมื่นหุ้น ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่รวมบริษัทลูกของ ปตท. ที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ ขณะที่นายไพรินทร์และคู่สมรสถือหุ้นที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ โดยถือหุ้นใน บมจ. GPSC 5 หมื่นหุ้น, บมจ.IRPC 2.4 แสนหุ้น, บมจ.
&amp;nbsp;ปตท. 5 พันหุ้น, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมีคอล 6 หมื่นหุ้น, บมจ.ไทยออย 4 หมื่นหุ้น, บมจ.กัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเมมท์ 3 แสนหุ้น, บมจ.บ้านปู พาวเวอร์ หมื่นหุ้น บมจ.อินทัช โฮลดิ้ง 2.6 หมื่นหุ้น, สำหรับ นพ.ธีระเกียรติ ถือหุ้นสัมปทาน SCG ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 5 พันหุ้น
เมิน กกต.ฟันถือหุ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ไม่กังวลกับเรื่องดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อการทำงานในฐานะรัฐมนตรีและงานการเมือง &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พูดคุยกับพรรคพลังประชารัฐ ขณะที่ภารกิจในฐานะรัฐมนตรีนั้นใกล้เสร็จหมดแล้ว เมื่อถึงเวลาจะลาออกมาทำงานการเมืองเต็มตัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเร็วขึ้หรือช้าลง เพราะเราดูภารกิจเป็นหลัก เช่นการจัดตั้งกระทรวงใหม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีนี้จะทำให้ถูกโจมตีหรือไม่นั้น นายสุวิทย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม แต่เรามีความบริสุทธิ์ใจ มีหลักฐานเตรียมพร้อมเพื่ออธิบาย ขอยืนยันว่า เมื่อถึงเวลาจะแสดงสปิริตอยู่แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง และหารือร่วมกับ 4 รัฐมนตรี แต่ใกล้เวลาแล้วที่เราจะตัดสินใจ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ เพราะเรามีแผนที่จะลาออกกันอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพรินทร์เปิดเผยว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่งตนเองได้โอนหุ้นทั้งหมดเข้าสู่กองทุนส่วนบุคคลทั้งหมดแล้ว และไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยวในการบริหารจัดการในหุ้นดังกล่าว ขณะเดียวกันได้ชี้แจงต่อ กกต.ไปแล้ว โดยยืนยันตนเองบริสุทธิ์ ส่วนจะผิดกติกาหรือไม่นั้น คงต้องรอผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การสืบสวนครั้งนี้จะไม่มีผลต่อต่อตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมืองอีกในรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธีระเกียรติกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ผลสรุปต้องรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี หาก กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐมนตรีทั้ง 4 คนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เลยหรือไม่ว่า จะเป็นกรณีเดียวกับนายดอน ซึ่งท้ายสุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งให้พักงาน นายดอนก็ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ สำหรับกรณีนี้เช่นเดียวกัน เมื่อ กกต.ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ก็อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ถ้าสั่งให้พักงานก็ต้องพัก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หลังจากเกิดเรื่องขึ้นทั้ง 4 คน สามารถลาออกจากการถือหุ้นได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่รัฐมนตรีจะตัดสินใจ อย่างไรก็ตามกรณีนี้จะมีหลักอยู่ 3 อย่างคือ ศาลอาจจะพิจารณาให้ 4 รัฐมนตรีหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ หรือรัฐมนตรีหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่เอง หรือ 4 รัฐมนตรีจะขอลาออกเลยก็ได้ โดยในส่วนของคดี 4 รัฐมนตรีก็ไปต่อสู้กันในศาล ซึ่งหากเทียบกับกรณีของนายดอน จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะสามารถตามดำเนินคดีกับ 4 รมต.ได้หรือไม่นั้น นายวิษณุกล่าวว่า ไม่จำเป็น แต่ทราบว่าเรื่องนี้มีการไปร้องที่ ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งกรณีไปร้องที่ ป.ป.ช. เป็นเรื่องคุณสมบัติ แต่กรณีไปร้องที่ กกต. เป็นเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า หากศาลพิจารณาให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 4 คน ตอนนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้ที่ขัดคุณสมบัติ ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เพราะต้องรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแสดงสปิริตลาออกของ 4รัฐมนตรีว่า มาตรฐานทางการเมืองแต่ละพรรคมีความแตกต่างกัน ตนทำได้แต่เพียงพูดว่าถ้าสำหรับพวกตนก็เป็นอีกบรรทัดฐานหนึ่ง แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ไม่มีความประสงค์ที่จะปรับเปลี่ยนหรือยกระดับในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และได้แต่ท่องคาถาว่า แล้วแต่กฎหมายอย่างเดียว&amp;nbsp;
ถึงคิวยื่นสอย &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ เปิดเผยว่า หลังจากติดตามข้อเท็จจริงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี เปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ของตนเองเพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ กับพี่น้องประชาชนแล้ว พบว่ากรณีดังกล่าวอาจมีปัญหาข้อกฎหมายตามมา และอาจเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติห้ามนายกฯ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ถ้าเป็นก็มีบทบัญญัติให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น กรณีที่นายกฯ เปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ จึงอาจเข้าข่ายเป็นเจ้าของสื่อมวลชนใดๆ ตามมาได้ ซึ่งนายกฯ ทราบดีมาก่อนแล้ว เห็นได้จากมติ ครม.เมื่อวันที่ 1 ก.ย.58 ซึ่งมีการพิจารณาเรื่องร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ...ที่มีความในมาตรา 3 ระบุว่า &amp;ldquo;สื่อมวลชน&amp;rdquo; หมายความว่าสื่อกลางที่นำข่าวสาร สาร และเนื้อหาสาระทุกประเภทไปสู่มวลชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล หรือในรูปอื่นใด ที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ยังทราบถึงข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญแล้วด้วย ทั้งนี้ ตามความในหนังสือที่ นร 1503/ว(ร)157 ลงวันที่ 5 เม.ย.60 ข้อ 3.2.3 ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี คือเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ดังนั้นเมื่อนายกฯ รู้กฎหมายอยู่แล้ว แต่ยังเปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์และเว็บไซต์ของตนเองเพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ กับพี่น้องประชาชน ย่อมถือว่าการฝ่าฝืนข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญสำเร็จแล้ว และเข้าข่ายที่จะทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ดังนั้นในวันที่ 14 ม.ค.นี้ เวลา 11.00 น. ผมจะไปยื่นเรื่องให้ กกต.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่&amp;quot; นายเรืองไกรระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26344</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต.มีมติส่งศาล, ขาดคุณสมบัติ, ถือหุ้นสัมปทานรัฐ, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, หนังสือพิมพ์, เปิดเว็บ-ไอจี-เฟซบุ๊กเข้าข่ายเจ้าของสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c389c7fc223a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
