<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2020 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2020 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;บินไทย&#039;อาการหนักQ3ขาดทุน2.15หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย. 2563 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินของโลกในไตรมาส 3 ของปี 2563 แม้ว่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวจากการเดินทางภายในประเทศ แต่ยังคงต่ำกว่าระดับปกติอยู่มาก ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการจํากัดการเดินทางระหว่างประเทศทั้งของประเทศไทยและประเทศต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3 ของปี 2563 จำนวน 21,531 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16,851 ล้านบาท (360.1%) โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 21,536 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 9.87 บาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนต่อหุ้น 2.14 บาทและงวด9เดือนแรก ม.ค.-ก.ย. ขาดทุน 49,552 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้นในไตรมาส3/63 จำนวน 9.87 บาทและงวด 9 เดือนขาดทุน 22.70 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการลดค่าใช้จ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนอย่างเข้มข้น และยังคงให้บริการขนส่งสินค้าในบางเส้นทาง รวมทั้งจัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อนำคนไทยกลับบ้าน นอกจากนี้ ยังมุ่งหารายได้เพิ่มจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผู้โดยสาร โดยการเจาะตลาดลูกค้าภาคพื้นให้มากขึ้น ขณะที่บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้เริ่มกลับมาเปิดให้บริการผู้โดยสารในเส้นทางภายในประเทศอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับไตรมาส 3/63บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) ลดลง 95.0% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) ลดลง 97.8% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 34.9% ต่ำกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 80.0% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 0.49 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 91.9% สำหรับด้านการขนส่งสินค้ามีปริมาณการผลิตด้านพัสดุภัณฑ์ (ADTK) ต่ำกว่าปีก่อน 96.2% ปริมาณการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (RFTK) ต่ำกว่าปีก่อน 93.6% อัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (Freight Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 91.2% สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ยที่ 52.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,727 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 41,289 ล้านบาท หรือ 91.7% สาเหตุสำคัญเนื่องจากทั้งรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง 37,654 ล้านบาท (95.1%) รายได้จากการบริการอื่นๆ ลดลง 1,718 ล้านบาท (56.2%) สำหรับค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 19,375 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 28,483 ล้านบาท (59.5%) สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานผันแปรลดลงจากปริมาณการผลิต ปริมาณการขนส่ง และจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายคงที่ที่อยู่ในระดับสูงทำให้การลดลงของค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป ส่งผลให้ขาดทุนจากการดำเนินงาน 15,648 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 12,806 ล้านบาท (450.6%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ประกอบด้วยผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ถาวรจำนวน 444 ล้านบาท ผลขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 จำนวน 35 ล้านบาท ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 5,306 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการตีมูลค่าทางบัญชี ผลกำไรสำหรับการป้องกันความเสี่ยงของกลุ่มรายการของฐานะสุทธิจำนวน 32 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัทฯ ดำเนินการฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนตามที่บริษัทฯ เสนอ โดยขณะนี้คณะผู้ทำแผนอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83589</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ขาดทุน, ผลประกอบการไตรมาส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201030/image_big_5f9b87d51268b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2020 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2020 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยามเบรกขยายเวลาลดค่าโดยสารแอร์พอร์ตลิงก์อ่วม3เดือนขาดทุน2.7 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ย.2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า นายรพี ผ่องบุพกิจ ประธานคณะกรรมการบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์พร้อมคณะกรรมการชุดใหม่ได้ขอเข้าพบเพื่อรับมอบนโยบายและได้มารายงานเรื่องปัญหาต่างๆของแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยเฉพาะเรื่องภารกิจเนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัด ทำให้การหารายได้ถูกจำกัดไปด้วย จึงได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ไปดูว่าจะสามารถคลายล็อคได้แค่ไหนอย่างไร และไม่ให้ทับซ้อนองค์กรที่จัดตั้งมาแล้วและกำลังจะจัดตั้งขึ้น เช่น การฝึกอบรมบุคลากร ซึ่งกำลังจัดตั้งสถาบันรางจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดการทับซ้อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หลังมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหาร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รายงานมติการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ที่ได้อนุมัติให้มีการขยายเวลาลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าแอรพอร์ต เรล ลิงก์ ช่วงพญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ ต่ออีก 3 เดือน ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2563 &amp;ndash;กลางเดือน ม.ค.64 เพื่อช่วยลดค่าครองชีพในการเดินทางให้กับประชาชน &amp;nbsp;แต่ผลการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวในช่วงก่อนหน้านี้ กลับพบว่า ส่งผลกระทบทำให้แอร์พอร์ตเรลลิงก์ประสบปัญหาขาดทุนวันละ 3 หมื่นบาท ซึ่งสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า เมื่อดำเนินการแล้วต้องไม่สร้างภาระให้กับตัวเอง จึงมอบให้แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ กลับไปทบทวนมาตรการลดราคาใหม่อีกครั้ง รวมทั้งให้หาวิธีปรับลดต้นทุน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อไป แต่หากไม่สามารถปรับลดต้นทุนได้ก็ให้พิจารณายกเลิกมาตรการลดค่าโดยสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากนี้แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จะต้องกลับไปทดสอบสมมุติฐานตามโมเดลลดราคาที่คิดมา เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หากพบว่า ไม่มีปัญหาขาดทุน ก็ให้ดำเนินการมาตรการขยายเวลาปรับลดราคาได้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน แต่หากลดราคาไปแล้วเกิดภาวะไม่สมดุล ต้องประสบกับภาวะขาดทุนก็ไม่ต้องลดค่าโดยสาร&amp;rdquo;นายศักดิ์สยาม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ยังเสนอที่จะร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) นำร่องการให้บริการตั๋วร่วมเป็น 2 รายแรก เพื่อให้ประชาชนที่ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าทั้ง 2 ระบบ สามารถใช้ข้ามระบบระหว่างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ &amp;nbsp;รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง โดยใช้บัตรใบเดิมที่ตนเองถืออยู่ได้ ซึ่งตนได้ให้ทั้ง 2 หน่วยงานเร่งจัดทำแผนงานมานำเสนอ หากทำได้จริงก็ให้นำไปดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับมาตรการลดค่าโดยสาร รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้มีการลดราคานอกช่วงเวลาเร่งด่วน (Off Peak Hour) วันจันทร์ &amp;ndash; วันศุกร์ 3 ช่วงเวลา ได้แก่ 05.30 &amp;ndash; 07.00 น. , 10.00 &amp;ndash; 17.00 น. และ 20.00 &amp;ndash; 24.00 น. ให้แก่ผู้โดยสารที่ถือบัตรสมาร์ทพาสประเภทบุคคลทั่วไป &amp;nbsp;Adult Card ) จากอัตราค่าโดยสารปกติ 15 &amp;ndash; 45 บาท เหลือ 15 - 25 บาท โดยจะคิดอัตราค่าโดยสารสถานีแรก 15 บาท สถานีที่สอง 20 บาท และสถานีที่ 3 เป็นต้นไปคิดค่าโดยสาร 25 บาท ซึ่งมาตรการเดิมได้ให้บริการเป็นเวลา 3 เดือน สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.63 แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สูญรายได้ไปประมาณ 2.7 ล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83063</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดทุน, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, เบรกลดราคา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201017/image_big_5f8a887053996.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทยอ่วมพิษโควิดกระหน่ำทำผลประกอบการครึ่งปี63ขาดทุน 2.8 หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ส.ค.63-นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศจำเป็นต้องดำเนินมาตรการควบคุมและจำกัดการเดินทางอย่างเข้มงวด ทำให้ปริมาณความต้องการเดินทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศลดลงเป็นอย่างมาก บริษัทฯ จึงได้ปรับลดเที่ยวบินให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารที่ต้องการเดินทาง&amp;nbsp;
ทั้งนี้รวมทั้งมีมาตรการและการบริหารจัดการด้านการเงินและกระแสเงินสดอย่างเคร่งครัด โดยไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้รวมทั้งสิ้น 38,001 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 11,790 ล้านบาท หรือ 23.7% สาเหตุสำคัญเนื่องจากรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 42,609 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 8,010 ล้านบาท (15.8%) บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 22,676 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไร 456 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญศิลป์ กล่าวว่า ไตรมาส 2/63สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินของโลกอย่างรุนแรงอีกทั้ง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประกาศห้ามอากาศยานขนส่งผู้โดยสารทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ทำให้บริษัทฯ จำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยบริษัทฯ ยังคงดำเนินมาตรการต่างๆ ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนอย่างเข้มงวดและรักษาสภาพคล่องทางการเงินเพื่อให้บริษัทฯ สามารถมีเงินสดในมือให้มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในไตรมาส2 ได้ทำการบินเฉพาะเที่ยวบินขนส่งสินค้าเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และเที่ยวบินพิเศษเพื่อนำคนไทยกลับบ้าน ทำให้มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) ลดลง 96.5% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) ลดลง 99.5% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 10.3% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเฉลี่ยที่ 74.7% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 0.08 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 98.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับด้านการขนส่งสินค้ามีอัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (Freight Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 99.9% สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ยที่ 52.8% เนื่องจากบริษัทฯ หยุดทำการบินชั่วคราว ทำให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดรายได้จากธุรกิจการบิน แต่มีรายได้ในส่วนอื่นทดแทน ได้แก่รายได้จากการขนส่งสินค้า การจัดเที่ยวบินพิเศษการให้บริการสายการบินลูกค้า การจำหน่ายอาหารจากครัวการบิน ทำให้บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,492 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 40,017 ล้านบาท หรือ 94.1% แต่ในไตรมาสที่ 2 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น อีกทั้งคณะกรรมการบริษัทฯ ฝ่ายบริหารและพนักงานร่วมกันสมัครใจปรับลดเงินเดือนตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม 2563 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทฯ ทำให้มีค่าใช้จ่ายรวม 16,193 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 33,428 ล้านบาท (67.4%) ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 5,353 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1,525 ล้านบาท (22.2%)ทำให้ช่วงครึ่งแรกปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อย มีผลขาดทุนสุทธิรวมกันราว 28,029 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 21,607 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิที่ 6,422 ล้านบาท หรือคิดเป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้นราว 336%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74392</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ขาดทุน, ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, ผลประกอบการครึ่งปีแรก, สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f9e892985.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดทำ ทอท.อ่วมผู้โดยสารวูบ70%ปีหน้าเสี่ยงขาดทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.63-นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ ทอท. เปิดเผยว่า จากวิกฤติโควิด-19 ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการบิน ทั้งด้านผู้ประกอบการเที่ยวบินต้นทุนต่ำ ทราบมาว่ามีสภาวะพนักงานล้นเกินความต้องการ (Over Employment) จึงต้องพยายามรักษาอัตราจ้างงานไว้ ขณะที่สายการบินแห่งชาติอยู่ระหว่างพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการ

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ ทอท.เองก็เจอสภาวะตัวเลขผู้โดยสารลดลงมากจนถึงจุดต่ำสุดและคาดว่าจะใช้เวลาฟื้นกลับมาเป็นปกติในเดือน ตุลาคม 2565 หรืออีกกว่า 2 ปีนับจากนี้ โดยเฉพาะช่วงที่ยังไม่เปิดประเทศผู้โดยสารรวมของ ทอท.จะเหลือยอดอยู่เพียง 25% จากยอดผู้โดยสารปกติ เนื่องจากเที่ยวบินระหว่างประเทศฝรั่งหายไปทั้งหมดและเที่ยวบินภายในประเทศชาวต่างชาติที่เป็นสัดส่วน 50% ไม่มีการเดินทาง

สำหรับตัวเลขผู้โดยสารล่าสุดในวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 พบว่ามีผู้โดยสารเพียง 52,000 คน/วัน จากช่วงปกติมีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 140,000 คน แบ่งเป็น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เหลือ 15,000 คน จากเดิม 187,000 คน/วัน ลดลง 91.6% ท่าอากาศยานดอนเมือง เหลือ 40,000 คน/วัน จากเดิม 114,000 คน/วัน ลดลง 65% ขณะที่ท่าอากาศยานภูเก็ตลดลง 84% ท่าอากาศยานหาดใหญ่ลดลง 35% และท่าอากาศเชียงรายลดลง 40%

อย่างไรก็ตามทอท.คาดการณ์ผู้โดยสารตลอดปี 2563 จะหดตัวลง 72% เหลือ 38.81 ล้านคน เมือ่เทียบกับปีก่อนซึ่งมียอดผู้โดยสาร 141 ล้านคน ขณะที่ปี 2564 ตัวเลขผู้โดยสารจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งที่ 14% ยอดรวมทั้งปี 55 ล้านคน ส่วนปี 2565 ตัวเลขผู้โดยสารจะเติบโตต่อเนื่องที่ 132% ยอดรวมทั้งปี 128 ล้านคน จากนั้นปี 2566 ตัวเลขผู้โดยสารจะกลับมาเติบโตกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดอีกครั้งที่ 150 ล้านคน ส่งผลให้ ทอท.ต้องเดินหน้าลงทุนพัฒนาสนามบินต่อเนื่องและยืนยันว่าจะไม่หยุดลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมรับยุครุ่งเรืองของตลาดการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง

&amp;ldquo;สภาวะตลาดการบินจะยังคงมืดมิดและคาดการณ์ไม่ได้จนกว่าจะมีวัคซีนรักษาโควิด-19 ถือเป็นอุปสรรคของ ทอท.ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนไปพร้อมกับลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2563-2564 มีความเสี่ยงที่จะเจอปัญหาสภาพคล่อง จนต้องเตรียมแผนสำรองเพื่อรับมือ แต่ทุกอย่างนี้ต้องอยู่บนเงื่อนไขว่าจะไม่มีโควิดระลอกที่ 2&amp;rdquo; นายนิตินัยกล่าว

นายนิตินัยกล่าวต่อว่า ยืนยันว่าปี 2563 ทอท.ยังไม่ขาดทุน เนื่องจากตุนเงินทุนสะสมไว้แล้วจากช่วงพีคของการท่องเที่ยวช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ดังนั้นปัญหาสภาพคล่องและสภาวะขาดทุนของ ทอท.อาจเกิดขึ้นในปี 2564 ซึ่งถือเป็นอีกปีที่ตัวเลขผู้โดยสารตกต่ำมาก แม้ปัจุบันจะมีเงินสดในมือ 50,000 ล้านบาท แต่ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะไม่เพียงพอในปี 2564 จากงบเบิกจ่ายและลงทุนต่อเนื่อง หลังจากนี้จึงต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง หากมีความจำเป็นต้องกู้คงดำเนินการกู้ภายในประเทศ ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ 1.กู้สถาบันการเงิน 2.ออกหุ้นกู้(บอนด์) เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ทั้งนี้สมมติฐานทั้งหมดอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าไม่มีการแพร่ระบาดโควิด ระลอกที่ 2

ทั้งนี้เมื่อผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนหนักอึ้งและผู้โดยสารลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลโดยตรงกับกิจการเกี่ยวเนื่องภายในสนามบิน ซึ่ง ทอท.มองเห็นปัญหาอยู่ 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ครัวการบิน 2.คลังสินค้า 3.บริการภาคพื้น 4.ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน เพราะมีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการรายเดิมอาจปิดกิจการ จนอาจส่งผลกระทบงานบริการผู้โดยสารภายในสนามบิน โดยเฉพาะกลุ่ม คลังสินค้าและบริการภาคพื้น ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย หากรายใหญ่ล้มเลิกไป รายที่เหลือไม่มีศักยภาพเพียงพอบริการผู้โดยสารแน่นอน ขณะที่กลุ่มครัวการบินยังคงไม่มีความแน่นอนว่า การบินไทย จะเดินไปทางไหนต่อ ดังนั้น ทอท.จึงเตรียมสรุปข้อมูลเพื่อเสนอคณะกรรมการ ทอท.เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ เช่น การเตรียมความพร้อมบริษัทลูกของ ทอท.เพื่อเข้าไปดำเนินงานแทนผู้ประกอบการเดิม

สำหรับแผนการเพิ่มรายได้ในช่วงวิกฤติการบินปี 2563-2564 นั้น ทอท.ได้ต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ใหม่ไว้ 4 ด้าน โดยทุกกลุ่มธุรกิจจะเริ่มทำเงินในปี 2564 ประกอบด้วย 1.ศูนย์รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร (Certify Hub) จดทะเบียนบริษัทแล้วเสร็จ ส.ค.นี้ก่อนเปิดบริการเต็มรูปแบบในเดือน ธ.ค.ปลายปีนี้ 2.เมืองการบินสุวรรณภูมิ (Airport City) ขณะนี้แปลงสีผังเมืองเสร็จแล้ว เปิดให้เอกชนเริ่มลงทุนในเดือน ก.ย.-ต.ค. ควบคู่ไปกับการขยายสัญญาสัมปทานที่ดินแปลงบี 723 ไร่ ให้หมดอายุในปี 2595 จากเดิมปี 2575 เพื่อจูงใจนักลงทุน 3.บริษัทลูก ทอท. ขณะนี้เริ่มให้บริการด้านภาคพื้นแล้วที่สนามบินดอนเมืองและจะขยายไปสนามบินภูเก็ตเร็วๆนี้ 4.แอพพลิเคชั่น AOT Airports พบว่าได้รับความนิยมอย่างมากมีผู้ดาวน์โหลดถึง 500,000 ครั้ง สูงกว่าสนามบินชั้นนำในต่างประเทศขึ่งมียอดดาวน์โหลดเพียง 200,000 ครั้ง

ส่วนด้านข้อพิพาทหนี้สินกับการบินไทยนั้น ยังต้องรอดูความชัดเจนของศาลล้มละลายกลางวึ่งจะมีคำตัดสินในวันที่ 17 ส.ค.นี้ เบื้องต้นพบว่าตัวเลขหนี้ดังกล่าวไม่กระทบต่องานบริการสนามบินของ ทอท. เพราะมีวงเงินไม่มาก แบ่งเป็น หนี้สินค้างจ่ายหมุนเวียน 700-800 ล้านบาท และหนี้สินข้อพิพาทด้านการใช้ที่ดินราว 2,000 ล้านบาท ขณะที่สัญญางานเดิมระหว่าง ทอท.และการบินไทยเมื่อเปลี่ยนเป็นเอกชนแล้ว ต้องเปลี่ยนสัญญามาใช้รูปแบบการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) แทน

สำหรับความคืบหน้าด้านโครงการอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ทิศเหนือ (North Expansion) วงเงิน 42,000 ล้านบาท ที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้เห็นชอบ อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาพัฒน์ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป ขณะที่โครงการรันเวย์ 3 วงเงิน 22,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ใช่วง ต.ค.นี้ ใช้เวลา 2 ปี แล้วเสร็จช่วงปลายปี 2565 ส่วนด้านโครงการพัฒนาสนามบินดอนเมืองเฟส 3 วงเงิน 32,000 ล้านบาทนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งขั้นตอนจะไม่ช้าแน่นอน เพราะเป็นการพิจารณาร่วมกันภายในกระทรวงคมนาคม ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่นแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72922</URL_LINK>
                <HASHTAG>AOT, ขาดทุน, ทอท., บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT), ผลประกอบการครึ่งปีแรก, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d10881669633.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2019 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2019 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นกแอร์ เซ็งผลประกอบการไตรมาส3ขาดทุนเกือบ50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ย.62-นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส3/62 บริษัท (ไม่รวมบริษัทย่อย) มีการขาดทุนอยู่ที่ 486.86 ล้านบาท ลดลง 49.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีการขาดทุนอยู่ที่ 973.79 ล้านบาท และใน 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทมีการขาดทุนอยู่ที่ 1,240.95 ล้านบาท ลดลง 29.02% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีการขาดทุนอยู่ที่ 1,748.47 ล้านบาท โดยปัจจัยที่ทำให้บริษัทมีการขาดทุนลดลง เนื่องจากบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถลดต้นทุนต่างๆได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแผนการลดค่าใช้จ่ายตามแผนการฟื้นฟูธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส3/62 บริษัทรายได้จากค่าโดยสารอยู่ที่ 2,437.76 ล้านบาท เติบโต 0.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากค่าโดยสารอยู่ที่ 2,436.03 ล้านบาท รวมทั้งบริษัทยังมีรายได้จากค่าโดยสารในประเทศโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น และมีอัตราการใช้เครื่องบินต่อลำอยู่ที่ 9.47 ชั่วโมงปฏิบัติการต่อวัน เพิ่มขึ้น 13.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีอัตราการใช้เครื่องบินต่อลำอยู่ที่ 8.37 ชั่วโมงปฏิบัติการต่อวัน
อีกทั้งบริษัทยังมีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 3,273.53 ล้านบาท ลดลง 14.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 3,837.45 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนอากาศยานที่ลดลง ประกอบกับบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างประสิทธิภาพ ตามแผนการลดค่าใช้จ่าย ตามแผนการฟื้นฟูธุรกิจของบริษัท ส่งผลให้ในไตรมาส 3/62 บริษัทมีต้นทุนต่อปริมาณการผลิตผู้โดยสารอยู่ที่ 2.05 บาทต่อที่นั่งต่อกิโลเมตร ลดลง 15.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีต้นทุนต่อปริมาณการผลิตผู้โดยสารอยู่ที่ 2.43 บาทต่อที่นั่งต่อกิโลเมตร และมีต้นทุนต่อปริมาณการผลิตผู้โดยสารที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1.44 บาทต่อที่นั่งต่อกิโลเมตร ลดลง 15.29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีต้นทุนต่อปริมาณการผลิตผู้โดยสารที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1.70 บาทต่อที่นั่งต่อกิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามใน 9 เดือนแรกของปี 62 บริษัทยังมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 10,652.07 ล้านบาท ลดลง 13.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 12,283.67 ล้านบาท ตามจำนวนอากาศยานที่ลดลง ประกอบกับการที่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพในการบินให้ตรงต่อเวลา (On-time performance) เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังสามารถลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ตามแผนการลดค่าใช้จ่ายตามแผนการฟื้นฟูธุรกิจของบริษัท ทำให้ต้นทุนต่อปริมาณผู้โดยสารลดลงเป็น 2.17 บาทต่อที่นั่งต่อกิโลเมตรลดลง5.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีต้นทุนต่อปริมาณผู้โดยสารอยู่ที่ 2.29 บาทต่อที่นั่งต่อกิโลเมตร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50271</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดทุน, นกแอร์, วุฒิภูมิ จุฬางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dcd0e763a6bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 21:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 21:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รายการภาษีเผยธุรกิจ &#039;ทรัมป์&#039; ขาดทุนยับ 10 ปีมากกว่า 1,170 ล้าน$</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นิวยอร์กไทมส์อ้างข้อมูลที่ได้จากแบบแสดงรายการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยื่นต่อสรรพากรสหรัฐ เผยว่า ทรัมป์แจ้งผลการดำเนินธุรกิจขาดทุนรวมเป็นเงินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2528-2537 และทำให้ทรัมป์ไม่ต้องจ่ายภาษีเป็นสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2562 ว่าข้อมูลในแบบแสดงรายการภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยยื่นต่อสำนักงานสรรพากรสหรัฐ (ไออาร์เอส) แจ้งว่า ธุรกิจหลักๆ ของทรัมป์ประสบภาวะขาดทุนมโหฬารจนทำให้เขาไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้เป็นเวลา 8-10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ทรัมป์แจ้งว่าธุรกิจของเขาขาดทุนทั้งในปี 2533 และปี 2544 ถึงปีละ 250 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากเกิน 2 เท่าของผู้เสียภาษีทุกรายในรายงานประจำปีของไออาร์เอสที่สุ่มตัวอย่างผู้มีรายได้สูง และในช่วงเวลา 10 ปีนับถึงปี 2537 ธุรกิจหลักของทรัมป์ ที่มีอาทิ กาสิโน, โรงแรม และอาคารที่พักอาศัย มีผลประกอบการขาดทุนรวม 1,170 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวยังไม่ให้ทัศนะตอบโต้รายงานข่าวของนิวยอร์กไทมส์ แต่รายงานของไทมส์อ้างคำกล่าวของชาร์ลส์ ฮาร์ดเดอร์ ทนายความของทรัมป์ว่า ข้อมูลรายการภาษีไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า มหาเศรษฐีจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้โอนการบริหารกิจการให้กับลูกชายหลังชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2559 มักคุยโวโอ้อวดถึงความสามารถในการบริหารธุรกิจของเขาระหว่างการหาเสียง ทั้งความฉลาดหลักแหลมและทักษะในการเจรจาต่อรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ยืนกรานไม่เปิดเผยข้อมูลการยื่นภาษี ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมานานหลายสิบปี ไม่ว่าตั้งแต่ตอนที่ทรัมป์ยังมีชื่อเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี หรือหลังจากชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีแล้ว โดยทรัมป์อ้างว่าไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากข้อมูลภาษีของเขากำลังถูกตรวจสอบบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของไทมส์มีออกมา 1 วันให้หลังสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลัง ปฏิเสธจะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิกาพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ตามคำร้องขอของริชาร์ด นีล ประธานคณะกรรมาธิการจากพรรคเดโมแครต โดยอ้างเหตุผลว่าคำร้องขอให้เขาชี้แจงเรื่องการยื่นภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นปราศจากวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย, ก่อคำถามด้านรัฐธรรมนูญ และคุกคามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้จ่ายภาษี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35356</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดทุน, รายการภาษี, สรรพากรสหรัฐ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2e519108eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2018 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  “ยาสูบ” โอดไม่ไหวแล้ว หวั่นรีดเงินสมทบ 2 บาททำขาดทุนกระอัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ยาสูบ&amp;rdquo; หวั่นรีดเงินสมทบจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ทำขาดทุนกระอัก โอดตั้งแต่ใช้ภาษีใหม่ฉุดกำไรเหลือไม่ถึงพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณะสุขยังพยายามที่จะเสนอร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้มีการเก็บเงินจากการขายบุหรี่อีก 2 บาท เข้ากองทุนบัตรทอง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในการประชุมสัปดาห์นี้ หากไม่ทันก็จะเสนอในครั้งหน้าก่อนที่จะสิ้นปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเก็บเงินสมทบจากบุหรี่ดังกล่าว จะกระทบกับอุตสาหกรรมยาสูบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการดำเนินงานของ ยสท. ที่ผ่านมามีการขึ้นภาษีอัตราบุหรี่ใหม่ ก็ทำให้ยอดขายลด ซึ่งส่งผลทำให้กำไรลดลงตามไปด้วยจากเคยกำไรปีละ 9 พันล้านบาท เหลือกำไรปีล่าสุดไม่ถึงพันล้านบาท เนื่องจากภาษีที่สูงขึ้นทำให้กำไรบุหรี่จากซองละประมาณ 7 บาท เหลือไม่ถึง 1 บาท ดังนั้นหากมีการเก็บเงินเข้ากองทุนบัตรทองอีก จะทำให้ผลการดำเนินของ ยสท. ประสบผลขาดทุนอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 ภาษีบุหรี่ตามมูลค่าจะปรับขึ้นจาก 20% เป็น 40% จะทำให้กระทบกับอุตสาหกรรมยาสูบ และการดำเนินของ ยสท. เพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งที่ผ่านมาทาง ยสท. ได้ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวออกไปไป แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ทำให้ ยสท. ต้องเตรียมตัวในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ มีการเก็บเงินบุหรี่เข้ากองทุนบัตรทอง 2 บาท และไม่มีการเลื่อนการขึ้นภาษี 40% ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ สมาคมชาวไร่ยาสูบและตัวแทนภาคียาสูบประเทศไทย ได้เรียกร้องให้รัฐยกเลิกร่างกฎหมายเก็บภาษีบุหรี่สมทบกองทุนบัตรทอง พร้อมสนับสนุนการเลื่อนภาษียาสูบ 40% ออกไป หลังจากที่ได้รับผลกระทบ จาก ยสท. ลดโควตาซื้อใบยาสูบลง 50% ในฤดูการเพราะปลูกล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ครม. ได้เห็นชอบมาตรการชดเชยเงินให้ชาวไร่ยาสูบให้ได้รายได้ 70% ของที่เคยได้ แต่เป็นมาตรการชั่วคราวช่วยเฉพาะฤดูกาลเพาะปลูกล่าสุดเท่านั่้น นอกจากนี้ ครม. ยังให้กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปศึกษาเรื่องการสนับสนุนให้มีการปลูกพืชอื่นทดแทน หรือสนับสนุนการทำอาชีพอื่นที่เหมาะสมให้กับชาวไร่ยาสูบให้เสร็จแล้วเสร็จภายในปีหน้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24496</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย, กำไรหด, ขาดทุน, พ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข, เก็บเงิน 2บาทขายบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7def04429.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
