<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 18:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พลเอก ประวิตร” ห่วงฝนตกหนักช่วง 3 เดือนนี้   สั่ง สทนช.ตรวจความพร้อมพื้นที่รับน้ำนองลุ่มน้ำภาคกลาง หนุนทุ่งท่าวุ้ง – ผักไห่ - เจ้าเจ็ด...โมเดลแก้มลิงตามระบบผังน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;ldquo;พลเอก ประวิตร&amp;rdquo; ห่วงฝนตกหนักช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ สั่ง สทนช. เร่งติดตามมาตรการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำรองรับน้ำหลาก 1น ใน 10 มาตรการรับมือฤดูฝน หนุนพัฒนาระบบรับน้ำเข้าออกทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา โมเดลเก็บน้ำช่วงฝนใช้ประโยชน์หน้าแล้ง ชี้เป็นพื้นที่แก้มลิงที่สอดล้องตามผลศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองในฤดูฝนปี 2564 และความก้าวหน้าผลการศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน ในบริเวณพื้นที่รับน้ำนองท่าวุ้ง ต.บางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ณ ประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ หรือ กอนช. มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝนที่จะเริ่มตกเพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนจากนี้ ดังนั้น จึงเรียกประชุม กอนช.เป็นการด่วนในวันพรุ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อติดตามประเมินผลความก้าวหน้าตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี&amp;rsquo;64 ตามที่ได้สั่งการและเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานภายใต้ กอนช.มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนรายพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและขาดแคลนน้ำได้ทั้งก่อนเกิดภัย และระหว่างเกิดภัยเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ทันที ซึ่งรวมถึงความพร้อมของพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำจุดต่างๆ หรือแก้มลิงที่มีศักยภาพรองรับน้ำหลากได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่ง กอนช.มีการคาดการณ์ว่าในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. จะมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในภาคกลาง รวม 368 ตำบล 56 อำเภอ ใน 9 จังหวัด ได้แก่ จ.ชัยนาท นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมการรับน้ำหลากครั้งนี้ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใน 12 ทุ่งที่กรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเริ่มจัดสรรน้ำสนับสนุนภาคเกษตรช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ค. 64 ปัจจุบันมีการเพาะปลูกในพื้นที่แล้วประมาณ 90 กว่า% และจะเริ่มเก็บน้ำเข้าทุ่งในช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ซึ่งทั้งสามทุ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ราว 784 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อให้เกษตรกรนำน้ำไปเพาะปลูกหลังจากฤดูฝนสิ้นสุดลง และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ใกล้เคียง โดย สทนช. พร้อมสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ทั้งสามทุ่งดังกล่าว โดยมีระบบบังคับน้ำเข้า-ออก เพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นที่เก็บน้ำดังกล่าวให้มากขึ้นในอนาคตด้วย&amp;nbsp; เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองที่มีศักยภาพตามโครงการศึกษาจัดทำผังในพื้นที่ตอนกลาง 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน โดยขณะนี้มีความก้าวหน้ากว่า 90% และจะศึกษาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้ แล้วส่งต่อให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินและทางน้ำอย่างชัดเจน จะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ช่วยลดความเสียหายให้แก่ชุมชนเมือง รวมถึงพืชผลทางการเกษตรจากปริมาณน้ำที่ไหลหลากจากพื้นที่ตอนบนเข้ามารวมตัวในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ขณะเดียวกัน ยังสามารถจัดระบบทางน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา สทนช.ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วนในโครงการศึกษาจัดทำผังในพื้นที่ตอนกลางทั้ง 4 ลุ่มน้ำ อาทิ คณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ รวมถึงชี้แจงทำความเข้าใจในการกำหนดขอบเขต 4 พื้นที่หลัก ที่อาจจะมีผลกระทบกับประชาชนได้พื้นที่ ได้แก่ 1.พื้นที่ทางน้ำหลากริมแม่น้ำ 2) พื้นที่ทางน้ำหลากเพื่อระบายน้ำ 3) พื้นที่น้ำนอง และ 4) พื้นที่ลุ่มต่ำ ก่อนที่หน่วยงานจะนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการเบี่ยงเบนทางน้ำ กระแสน้ำ หรือกีดขวางการไหลของน้ำที่เป็นอุปสรรคในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมน้ำแล้งได้ในอนาคต &amp;rdquo;ดร.สมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการพัฒนาทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ที่มีผลดำเนินการที่เห็นผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจน คือ สามารถรองรับน้ำหลากเพิ่มขึ้น แก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งให้กับประชาชน&amp;nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2564 เรื่องการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลากตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 15 สิงหาคม 2564 ตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้ว สทนช.ยังติดตามความก้าวหน้าความพร้อมการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองอื่นๆ อาทิ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ มีพื้นที่ 0.265 ล้านไร่ได้เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 0.245 ล้านไร่ รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ได้ดำเนินการเตรียมแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมาตรรวม 13.04 ล้าน ลบ.ม.ที่จะต้องมีการติดตามผลการเตรียมการให้เป็นไปตามแผนสามารถรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝนนี้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113188</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, กอนช., ขาดแคลนน้ำ, จัดสรรน้ำสนับสนุนภาคเกษตร, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พื้นที่ลุ่มต่ำ, พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย, มาตรการบริหารจัดการน้ำ, มาตรการรับมือฤดูฝน, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แก้มลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_61164dcc71253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2026 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ&quot; จากแล้งสุดในอีสาน สู่ต้นแบบทางรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จังหวัดขอนแก่น เป็นจังหวัดใหญ่ และเป็นประตูสู่อีสาน ที่มีพื้นที่เป็นอันดับที่ 15 ของประเทศ ด้วยขนาด 6.8 ล้านไร่ และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น รวมไปถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการศึกษา เทคโนโลยี การคมนาคม มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ประเพณี และธรรมชาติอันสวยงาม ทำให้เมืองแห่งนี้การเป็นหนึ่งในทำเลทองของภาคอีสาน มีนักลงทุนมาทำธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย

แต่ถึงอย่างนั้นขอนแก่นก็ยังต้องแบกรับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ที่ต้องประสบทุกปี เกือบทั้ง 26 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ที่ได้รับการกล่าวขานว่า แล้งที่สุด ฝนตกน้องที่สุดในภาคอีสาน &amp;nbsp;หรือแล้ง 4ปี ฝนดี 2ปี &amp;nbsp;สลับกัน ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากมานานกว่า 40 &amp;nbsp;ไม่สามารถทำการเกษตรได้ คนหนุ่มคนสาวต่างอพยพไปรับจ้างขายแรงงานต่างถิ่น โอกาสที่ครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็เฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา และออกพรรษาเท่านั้น

ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ ลักษณะพื้นที่ของชุมชนมีความสูงต่ำเป็นลอนคลื่น ป่าไม้ถูกทำลาย เมื่อฝนตกลงมาห้วย หรือคลองที่อยู่สูงก็ไม่สามารถที่จะดักน้ำไว้ได้ น้ำส่วนใหญ่จึงไหลหลากลงสู่ห้วยในพื้นที่ต่ำกักเก็บไว้ได้ก็ไม่พอใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ช่วงแล้งที่สุด คนในหมู่บ้านกว่า 300 คน ต้องยืนต่อคิวอาบน้ำในบ่อน้ำบ่อเดียวกัน ส่วนน้ำดื่มต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ไปตักน้ำในบ่อน้ำตื้นใกล้ป่าภูถ้ำ เราอยู่ไม่ได้ต้องอพยพไปรับจ้างต่างจังหวัด คิดว่าไปกรุงเทพฯ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เป็นเหมือนเมืองสวรรค์ ผมไปอยู่กรุงเทพฯ 28 วัน มันไม่ใช่สวรรค์เป็นนรก เราเป็นเหมือนเขียดที่คลุกดินทรายกำลังจะดิ้นตาย มันทรมาน ซึ่งสิ่งที่เราไปเห็นทำให้รู้ว่าบ้านเราเป็นสวรรค์&amp;quot;นายพิชาญ ทิพวงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต สะท้อนภาพความแล้งน้ำของชุมชนในอดีต
ขาวบ้านใช้เวลา &amp;nbsp; 4 ปี แก้ปัญหา ด้วยการขุดคลองที่ลอนคลื่นต่ำหรือลำห้วยที่มีอยู่เดิม เพื่อให้น้ำไหลไปรวมกันที่ต่ำหมด &amp;nbsp;หลังจากนั้นใช้วิธีการสูบ เมื่อจะนำน้ำมาไปใช้ในพื้นที่สูง แต่ก็ยังทำให้ต้นทุนการอุปโภคบริโภคน้ำ และทำการเกษตรอยู่ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พิชาญเล่าอีกว่า จากปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้ชาวบ้านทั้ง 15 ชุมชน ในอ.แวงน้อย เริ่มหันมาศึกษาการบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง ภายใต้กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าป่าภูถ้ำ ภูกระแต และได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต ขึ้นในปี 2553 &amp;nbsp;โดยพิชาญ &amp;nbsp;รับหน้าที่เป็นประธาน &amp;nbsp;ศึกษาเก็บข้อมูลร่วมกับชาวบ้าน เริ่มต้นด้วยการรักษาป่าต้นน้ำ ที่เหลือเพียง 2,800 ไร่ จาก 5,000 ไร่ เนื่องจากการบุกรุกของนายทุนนอกพื้นที่ ที่เข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อย ส่งผลเกิดการบุกรุกถางป่า ทำให้ผืนป่าลดลง ขาวบ้านจึงหันมารักษาป่า เพื่อให้ป่ามีสภาพที่สมบูรณ์ &amp;nbsp;สามารถเข้าไปหาของป่า หรือนำวัวไปกินหญ้าได้ แต่จุดประสงค์สำคัญคือ ต้องการให้ป่าช่วยชะลอน้ำไม่ให้น้ำแล้งใมนหน้าแล้ง &amp;nbsp;หรือในฤดูฝนช่วยไม่ให้น้ำหลากท่วมพื้นที่ &amp;nbsp;แต่แม้จะพยายามอนุรักษ์ป่าที่เหลืออยู่ 2,800 ไร่ &amp;nbsp;แต่ชุมชนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาดีนัก เพราะบางปียังประสบความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วมอยู่อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.คลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านสละที่ดินบางส่วนของตนเพื่อให้น้ำไหลผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;พื้นฐานเดิม ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เป็นผืนป่าสำคัญของชุมชน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูระงำตอนล่าง ปาที่นี่มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง หรือป่าโคก เป็นป่าต้นน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำชีทางด้านทิศตะวันตก คนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ใช้ป่านี้ในการเลี้ยงโค กระบือ เก็บหาของป่า เช่น เห็ด กระเจียว อีลอก ผักหวาน ผักติ้ว แย้ เป็นต้น และมีพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดอีกด้วย ดังนั้นแม้ว่าเราจะดูแลให้ป่าที่เหลือ 2,800 ไร่กลับมาสมบูรณ์ แต่ก็ยังประสบกับความแห้งแล้งเหมือนเดิม &amp;quot;พิชาญเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกมุมของคลองใส้ไใก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ต่อมาในปี 2554 ทางสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร &amp;nbsp;(สสนก.) ได้คัดเลือกให้&amp;quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ &amp;quot;เป็นหนึ่งในชุมชนเครือข่ายบริหารจัดการน้ำ และเข้าร่วมฝึกอบรมเรียนรู้การทำผังน้ำ การสำรวจข้อมูลน้ำ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีการกักเก็บน้ำใช้ได้เพียงพอ รวมไปถึงการสนับสนุนชุมชนในการแก้ปัญหาน้ำโดยอาศัยโมเดล เลิกแล้ง เลิกจน &amp;nbsp;ของ&amp;quot;เอสซีจี&amp;quot; ที่ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และภาคีเครือข่าย ในการพัฒนา &amp;nbsp;โดยเอสซีจีและมูลนิธิอุทกพัฒน์ &amp;nbsp;ยกให้ชุมชนแห่งนี้ เป็นพื้นที่ต้นแบบในการแก้ปัญหาแล้งซ้ำซาก สามารถพึงพาตนเองได้ มีความรู้ทางด้านการตลาด แปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม มีรายได้ที่มั่นคง ชุมชนยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต และบอกเล่าการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการเเก้ปัญหาภัยเเล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมีโอกาสได้เจอกับ ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษา สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสน. อาจารย์ตั้งคำถามที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านเป็นนักร้อง เรียกร้องตรงนั้นตรงนี้ คัดค้านโครงการนั้นโครงการนี้ อาจารย์จึงทิ้งคำถามไว้ว่า หากคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ไม่ดีพอ แล้วเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร จึงทำให้เรากลับมาคิดภายใต้โจทย์ใหญ่ของชุมชน ว่าเราจะหาทางเก็บน้ำ 2 ปีให้ข้ามแล้ง 4 ปีได้อย่างไร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเเก้ไขปัญหาร่วมกัน

หลังจากนั้น พิขาญ &amp;nbsp;ได้อบรมความรู้ในการบริหารจัดการน้ำและการใช้เครื่อง มื่อกับ &amp;nbsp;สสนก. และรู้จักใช้เครื่อง GPS แผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียม โปรแกรม QGIS ใช้สำรวจโครงสร้างแหล่งน้ำ สถานะแหล่งน้ำ ทางน้ำธรรมชาติ และความต้องการใช้น้ำ ทราบค่าระดับความสูงต่ำ เกิดเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำแล้งบนพื้นที่สูงลอนคลื่น อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถทราบทิศทางการไหลของน้ำและการจัดการน้ำ&amp;nbsp;จากเดิมฝนตกน้ำหลากไหลลงแม่น้ำชี ต้องให้ภาครัฐสูบน้ำมาให้ใช้ จึงได้มีการทำคลองฟ้าประทานชล คลองดักน้ำหลากเมื่อฝนตก เพื่อให้น้ำไหลลงสู่แหล่งกักเก็บน้ำหลัก 2 แห่ง คือ หนองผักหวาน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และหนองฝายบ้าน แหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพความแห้งแล้งในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; เมื่อได้องค์ความรู้การจัดการน้ำแล้ว พิชาญ บอกว่า ได้เริ่มดำเนินการวางแผน เมื่อฝนตกปกติในช่วงเดือนเมษยน-ตลาคม จึงทำการเก็บน้ำ และมีน้ำเก็บตั้งแต่ปี 2559-2560 &amp;nbsp; &amp;nbsp; และน้ำพอใช้ไปถึง &amp;nbsp;4 ปี ข้างหน้า (2561-2564) &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้น้ำเหลือประมาณ 3,000-4,000 ลบ.ม. อาจจะน้อยเพราะเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว &amp;nbsp;เมื่อฝนตกลงน้ำจะถูกดักไว้ด้วยคลองฟ้าประทานชล ก่อนน้ำจะไหลไปตามคลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านได้บริจาคพื้นที่บางส่วนให้น้ำไหลผ่าน และสามารถเก็บน้ำทำเกษตรได้ด้วย ก่อนไหลลงสู่หนองผักหวานที่สูงจากน้ำทะเลประมาณ 214 ม.รทก. ก็คือสระแก้มลิง จากเดิมที่เก็บน้ำได้ 25,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีได้เพียง 20 ไร่ ปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 80,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีจากฝนทิ้งช่วงได้ถึง 300 ไร่ &amp;nbsp; อีกส่วนจะไหลไปยังหนองฝายบ้านซึ่งอยู่ในระดับต่ำ สูงจากน้ำทะเลเพียง 202 ม.รทก. &amp;nbsp;จากเดิมกักเก็บน้ำได้ 20,000 ลบ.ม. ใช้น้ำปีละ 9,000 ลบ.ม. สำหรับ 75 ครัวเรือน ในปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 90,000 ลบ.ม. สำรองใช้ได้ประมาณ 5 ปี

พิชาญ ชี้อีกว่าน้ำจะเก็บได้มากน้อยแค่ไหน ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมฝนแต่ละปีด้วย เพราะปกติฝนจะตกเดือนละครั้ง แต่ถ้าตกแบบพรำๆ ก็กักเก็บน้ำได้น้อย แต่หากฝนดีตกหนักติดต่อกัน 1 สัปดาห์ &amp;nbsp; ก็สามารถจะกักเก็บน้ำได้เยอะประมาณ 200 มิลลิเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p&gt;พิพิธภัณฑ์บริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
		
	


&lt;p&gt;
&amp;quot;การดำเนินงานที่ทำให้เราเห็นผลในช่วง 4 ปี ยังมีจุดที่ต้องดำเนินการแก้ไข คือที่ หนองฝายบ้าน มีน้ำไม่เพียงพอใช้ ซึ่งเกิดจากการคำนวนสมดุลน้ำที่คาดเคลื่อน คือ คำนวนเพียงน้ำสำหรับไว้ใช้ ไม่ได้คำนวนน้ำที่สูญเสียคือน้ำที่ซึมลงใต้ดินหรือเกิดจากการระเหย ดังนั้นน้ำที่สำรองได้ 90,000 ลบ.ม. สามารถใช้ได้เพียง 3 &amp;nbsp;ปีกว่าเท่านั้น ในความจริงน้ำที่ต้องสำรองคือ 120,000 ลบ.ม. ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านปรับตัวในสวนนอกจากพืชผัก ก็ยังมีบ่อเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บทเรียนจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้น พิชาญ บอกว่า นอกจากทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรยังได้เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เพราะปกติชาวบ้านจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่น มีการสำรวจพื้นที่เพื่อวางผังแปลง ในพื้นที่ต่ำก็ขุดสระเก็บน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในรอบการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับพื้นที่ 1 ไร่เท่ากันในรอบปีการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เปลี่ยนวิถีการผลิตจำนวน 68 ราย มีรายได้จากผลผลิตรวมประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี และในอนาคตก็มีแผนที่จะสร้างหนองกักเก็บน้ำเพิ่มอีก 2 หนอง ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 90,000 &amp;nbsp;ลบ.ม. และติดตั้งระบบกรองน้ำด้วย และพร้อมจะขยายผลความคิด และวิธีการนี้ ไปช่วยเหลือชุมชนใกล้เคียงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำมี ปุ้งโพธิ์ เกษตรกรที่หันมาปลูกพืชผสมผสานพร้อมจัดพื้นที่สำรองน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

เกษตรกรที่มีความพึงพอใจในการบริหารจัดการน้ำของชุมชน &amp;nbsp;นายคำมี ปุ้งโพธิ์ &amp;nbsp;บอกว่า ก่อนหน้านี้ปลูกมันเพียงอย่างเดียว ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติที่มาตามฤดูกาล ประสบปัญหาบางปีไม่มีฝน เจอน้ำแล้งหนักมาก ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการและเห็นว่ามีประโยชน์จึงได้มีการจัดสรรที่ดินให้เหมาะสมกับพื้นที่ นอกจากแปลงที่ไว้ทำนา ก็ยังมีการปลูกพืชผสมผสาน เช่น ผักหวาน ผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ และมีการเสริมระบบสำรองน้ำด้วยสระและถังสำรองน้ำ เพื่อกระจายน้ำภายในแปลง ทำให้สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนลงได้ 30,000 บาท/ปี มีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาท/ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างรายได้จากผลผลิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;เราต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงแม้เป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาก่อน เมื่อมีน้ำก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผู้คนในท้องถิ่นไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นไปหางานในเมืองใหญ่ ดินบ้านเราอาจไม่ดี แต่ลองเปลี่ยนใหม่ว่า ดีแล้วที่มีดิน ดีแล้วที่มีน้ำ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่อย่างไร ให้เกิดผลสำเร็จ ผมคิดว่าบ้านเป็นฐานที่มั่นที่อบอุ่นและมีความสุขที่สุด อย่างโควิดอยู่ที่นี่ไม่อดตาย เข้าไปทุ่งนาเข้าสวนก็ได้กินแล้ว เราต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่มีอยู่ชุมชนที่ยังไม่รู้จักจัดการตัวเอง อย่ารอคนอื่นมาแก้ไขปัญหา เมื่อน้ำคือชีวิต ทุกคนต้องการน้ำ เราต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันเรียนรู้ เพื่อที่จะรอดแล้งด้วยการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม สร้างป่าต้นน้ำให้มีความเขียวชอุ่ม แม้ในฤดูแล้ง&amp;rdquo; พิชาญทิ้งท้าย

&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;huc99
g2g168p
g2g888
super168
slot888
369superslot
joker999
riches666
u31
789bet
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100071</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;ขอนแก่น&#039;, ขาดแคลนน้ำ, ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต, ดร.รอยล จิตรดอน, ปัญหาภัยแล้ง, พิชาญ ทิพวงษ์, สสนก., เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e758c66583.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2021 21:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2021 21:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไต้หวันแล้งหนักสุดรอบ56ปี ต้องปันส่วนน้ำเขตอุตสาหกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ไต้หวันประกาศใช้มาตรการปันส่วนน้ำกับครัวเรือนและธุรกิจมากกว่า 1 ล้านรายในเขตอุตสาหกรรมหนักภาคกลางของไต้หวัน เนื่องจากกำลังเผชิญภัยแล้งหนักที่สุดในรอบ 56 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้การประปาไต้หวันลดการจ่ายน้ำให้กับนครไถจง, เมืองเหมียวลี่และเทศมณฑลจางฮว่า เหลือสัปดาห์ละแค่ 2 วัน และรัฐบาลไต้หวันเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือการขาดแคลนน้ำที่เลวร้ายที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่มีการปันส่วนน้ำ ทางการไต้หวันออกกฎห้ามใช้น้ำหลายข้อ เช่น ห้ามบริการสระผมในร้านเสริมสวยและห้ามล้างรถที่ปั๊มน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไต้หวันต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างหนักเนื่องจากไม่มีไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งแม้แต่ลูกเดียวเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักทรัพยากรน้ำของไต้หวันเผยว่า อ่างเก็บน้ำเจิงเหวิน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำใหญ่ที่สุดของไต้หวันในเมืองไถหนานภาคใต้ของประเทศ มีระดับน้ำเหลือไม่ถึง 12% ขณะที่อ่างเก็บน้ำไป่เหอ น้ำแห้งสนิท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขาดแคลนน้ำอย่างหนักของไต้หวันส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตไมโครชิปของไต้หวัน ที่มีแผนเร่งผลิตเพื่อทดแทนการขาดแคลนไมโครชิปทั่วโลก ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในรถยนต์, ไอโฟนและคอมพิวเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการไต้หวันมีมาตรการใช้น้ำอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยในโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมบังคับให้ลดการใช้น้ำลง 15% ในบางพื้นที่ของภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กล่าวว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ใหญ่ 2 แห่งในนครไถจงภาคกลางของไต้หวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของธุรกิจไฮเทคหลายแห่ง ได้รับการยกเว้นจากมาตรการปันส่วนน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลู เซี่ยวเยี่ยน นายกเทศมนตรีนครไถจง แถลงเมื่อวันอังคารที่ 6 เมษายนว่า รัฐบาลจะจัดสรรน้ำให้กับโรงเรียน, ศูนย์การแพทย์และสถานสังคมสงเคราะห์เป็นลำดับแรก ถ้ายังไม่มีมรสุมหรือไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งไต้หวัน การปันส่วนใช้น้ำต้องขยายออกไปอีก และรัฐบาลจะมีมาตรการแก้ไขปัญหานี้ต่อไป.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98562</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดแคลนน้ำ, ปันส่วนน้ำ, ภัยแล้ง, แล้งสุดรอบ56ปี, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605dd301e689e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2020 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯห่วงใยสถานการณ์น้ำ กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค.63 -&amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นห่วงสถานการณ์น้ำในขณะนี้ ทั้ง ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง รวมถึงน้ำแล้งในบางพื้นที่ ซึ่งได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการแล้ว
โดยจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ระบุว่าภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงบางแห่ง ภาคใต้ฝนตกต่อเนื่อง ในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. 63 ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางพื้นที่ และคาดการณ์ในช่วง 1-3 วันข้างหน้า อ่างเก็บน้ำรัชชประภา จะมีน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 16 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำบางลางจะมีน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 14 ล้าน ลบ.ม.

นางนฤมล กล่าวว่า ขณะที่การปฏิบัติการฝนหลวง วันที่ 1-12 พ.ค.63 เพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 5 แห่ง รวม 1.3 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณฝนตกหนักในภาคตะวันออกที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองสียัด กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับคุณภาพน้ำแม่น้ำสายหลักส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ พร้อมกันนี้รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำด้านอุปโภค บริโภค และโครงการเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำสำหรับกักเก็บน้ำในฤดูฝน ปี 2563 ในพื้นที่ EEC ประกอบด้วย การขุดเจาะบ่อบาดาล จัดหาแหล่งน้ำผิวดิน ซ่อมแซมระบบประปา วางท่อน้ำดิบ เชื่อมโยงแหล่งน้ำ ฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิมและก่อสร้างแหล่งน้ำใหม่พร้อมระบบ เมื่อแล้วเสร็จ ส่งผลให้ จ.ระยองมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 0.55 ล้าน ลบ.ม./ปี จ.ฉะเชิงเทรามีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 2.77 ล้าน ลบ.ม./ปี จ.ชลบุรีมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 10.92 ล้าน ลบ.ม.

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง 29 จังหวัด หน่วยงานให้ความช่วยเหลือสนับสนุนน้ำอุปโภค-บริโภคการประปานครหลวงสนับสนุนน้ำ 3,784 ลิตร รวมสะสม 0.68 ล้านลิตร กรมชลประทานแจกจ่ายน้ำอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่ จ.ลพบุรี ขุดเจาะบ่อบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขุดเจาะบ่อบาดาล 21 บ่อ รวมสะสม 1,916 บ่อ เพิ่มน้ำต้นทุน กรมทรัพยากรน้ำ สนับสนุนเครื่องสูบน้ำในการสูบน้ำเติมสระเก็บน้ำสาธารณะของหมู่ที่ 5 บ้านดงจิก จ.จันทบุรี เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66090</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดแคลนน้ำ, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, น้ำ, แล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200503/image_big_5eaec41ce1e0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยเผชิญภัยรอบด้าน!นายกฯสั่งด่วนกู้สถานการณ์ภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.63 - นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง และปริมาณน้ำทั่วประเทศขณะนี้ เนื่องจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ระบุว่า ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศมีอากาศร้อน บางพื้นที่ยังมีน้ำน้อยปกติ ไปจนไปถึงน้ำน้อยระดับวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปติดตามสถานการณ์แล้ว โดยจากการหารือในที่ประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ หรือ กอนช. ได้มีการให้เร่งรัดการดำเนินโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำปี 2562/63ให้เป็นไปตามแผน ประเมินสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำ และจัดเตรียมแผนปฏิบัติการรองรับสถานการณ์น้ำในกรณีปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงวันที่ 30 มิ.ย.63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมตลอดถึงให้จัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำและแผนการเพาะปลูกพืชในฤดูฝนปี 2563 ตรวจสอบสภาพอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ และสถานีโทรมาตร เร่งรัดดำเนินการปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำปี 2562 ให้แล้วเสร็จในฤดูฝนนี้ โดย กอนช ได้มอบ GISTDA ตรวจสอบปริมาณวัชพืชและผักตบชวาในแม่น้ำคูคลอง และให้กรมโยธาธิการและผังเมืองประสานหน่วยปฏิบัติจัดทำแผนกำจัดวัชพืช&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง 23 จังหวัด กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภค 84,000ลิตรใน จ.น่าน จ.นครพนม จ.ชัยภูมิ จ.ลพบุรี และ จ.ภูเก็ต ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ขุดเจาะบ่อบาดาลแล้ว 1,148 บ่อ สูบน้ำ 71.93 ล้าน ลบ.ม. ซ่อมแซมประปาบาดาล 241 แห่ง และแจกจ่ายน้ำสะอาด 15.42 ล้านลิตร นอกจากนี้ กรมชลประทานได้สนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรใน จ.ลำปาง จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์และจ.นครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62007</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดแคลนน้ำ, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, ภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e87fe112b85b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 17:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านจันทบุรี130 ครัวเรือนร้องขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภควอนรัฐช่วยด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.63-ตัวแทนชาวบ้านหมู่ที่ 11 บ้านมาบโอน ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าวให้ช่วยนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ เนื่องจากสระน้ำกลางหมู่บ้านที่มีพื้นที่กว่า 4 ไร่ เริ่มเกิดวิกฤตน้ำเริ่มแห้งขอด และจะมีน้ำเหลือใช้ได้อีกเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งในพื้นที่มีชาวบ้านกว่า 130 ครัวเรือน หรือมากกว่า 500 คน ที่ต้องใช้น้ำในการอุปโภคเริ่มเดือดร้อนกันทั่วหน้า บางครัวเรือนต้องชื้อน้ำมาใช้อุปโภคแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสิทธิ์ สิทธิโชค อายุ 26 ชาวบ้านหมู่ที่ 11 บ้านมาบโอน ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ในช่วงนี้ตนเองและชาวบ้านได้มาช่วยกันดูแลการเปิดปิดน้ำอุปโภคที่ส่งผ่านประปาหมู่บ้าน และมีการแบ่งเวลาในการเปิดปิดน้ำ หลังน้ำในสระที่ใช้ในการทำประปาหมู่บ้านเริ่มแห้งขอด สามารถเดินลงไปได้ และเหลือน้ำพอใช้เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น จึงอยากวอนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาช่วยดูแล ขุดสระให้ลึกขึ้น เพื่อให้เจอตาน้ำ และใช้ในการกักเก็บน้ำไว้ในปีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางบังอร มาสวัสดิ์ อายุ 66 ปี ชาวบ้านที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่ กล่าวว่า ตอนนี้เริ่มได้รับผลกระทบจากน้ำประปาหมู่บ้านไม่ไหลแล้ว เพราะต้องใช้น้ำในการซักผ้า ล้างจานและใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วงนี้ทำได้เพียงประหยัดน้ำที่มีในถังให้มากที่สุด และถ้าหากน้ำไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องซื้อน้ำจากรถน้ำมาใช้เบื้องต้น หรือขอไปยังเทศบาลฯให้นำน้ำสะอาดมาช่วยเหลือ จึงอยากวอนหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลความเดือดร้อนของชาวบ้านด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57955</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดแคลนน้ำ, จันทบุรี, ภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e5256ab75f5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุรีรัมย์ประกาศภัยแล้ง 8 อำเภอ แจกน้ำบรรเทาความเดือดร้อนไปแล้วกว่า 4 ล้านลิตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.63 - สถานการณ์ภัยแล้งที่จังหวัดบุรีรัมย์ยังขายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) เพิ่มอีก 2 อำเภอคือ อำเภอเมืองบุรีรัมย์&amp;nbsp;และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จากที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศไปแล้ว 6 อำเภอ คือ อ.พลับพลาชัย,&amp;nbsp; ประโคนชัย, โนนดินแดง, ละหานทราย, หนองหงส์ และ อ.นางรอง รวมขณะนี้ประกาศไปแล้ว 8 อำเภอ มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;47 ตำบล 488 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อนกว่า 31,000 ครัวเรือน นาข้าวได้รับความเสียหายกว่า 35,000 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากมีการประกาศเขตให้การช่วยเหลือ หลายหน่วยงานก็ได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งการนำน้ำสะอาดออกไปแจกจ่าย ซึ่งขณะนี้ได้แจกจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยไปแล้วกว่า 4 ล้านลิตร พร้อมทั้งได้ระดมเครื่องสูบน้ำเข้าไปทำการสูบผันน้ำไปเติมยังสระกลางหมู่บ้านเพื่อใช้สำหรับผลิตประปาหมู่บ้านแล้วกว่า 3.5 ล้านลิตร&amp;nbsp;พร้อมกันนี้ยังได้ดำเนินการเป่าล้างบ่อบาดาลที่อุดตันในพื้นที่ 5 อำเภอ 180 หมู่บ้าน รวม 236 บ่อ เพื่อให้สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสัญญ์ธวัชร์ ริ้วเหลือง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่าขณะนี้ทางจังหวัดได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ภัยแล้งทั้งระดับจังหวัด และอำเภอทั้ง 23 อำเภอเพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง และมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนและทันท่วงที ซึ่งนอกจากจะดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะเร่งด่วนแล้ว ก็ได้มีแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะยาวด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55398</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดแคลนน้ำ, จังหวัดบุรีรัมย์, สถานการณ์ภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2abbf219a75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
