<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2020 13:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2020 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ส่งอาหาร-ผลไม้ไทยลุยซูเปอร์ฯ ออนไลน์แดนโรตี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.2563&amp;nbsp; นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าผลไม้สดและอาหารไทย ผ่านช่องทางออนไลน์ (Online In-Store Promotion) ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจนไน สาธารณรัฐอินเดียในชื่องานว่า &amp;ldquo;Thai Food Bazaar&amp;rdquo; ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม &amp;ndash;11 กันยายน 2563 โดยกรมได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม BigBasket ซุปเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดียจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทยบนเว็บไซต์ (www.bigbasket.com) และแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ มุ่งเน้นขยายตลาดสินค้าไทยในเมืองเศรษฐกิจสำคัญของอินเดียใต้ ได้แก่ เมืองเจนไน รัฐทมิฬนาฑู และเมืองไฮเดอราบัด รัฐเตลังคานา โดยสามารถสร้างยอดขาย มูลค่ารวม 1,828,000 รูปี (914,000 บาท) ตลอดการจัดงานรวม 30 วัน ประกอบด้วยผลไม้สด มูลค่า 1,472,000 รูปี (736,000 บาท) และผลิตภัณฑ์อาหารไทย 356,000 รูปี (178,000 บาท) โดยผลไม้ไทยที่มียอดขายสูงสุด ได้แก่ ลำไย มะขามหวาน แก้วมังกร และผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่มียอดขายสูงสุด ได้แก่ เส้นผัดไทย น้ำผลไม้พร้อมดื่ม กะทิสำเร็จรูป ปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนกระป๋อง&amp;nbsp;

การจัดงาน Thai Food Bazaar ที่เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยผลตอบรับที่ดีนั้น กรมได้วางแผนเพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างรอบด้าน ทั้งการใช้แบนเนอร์ประชาสัมพันธ์ผลไม้สด อาหารและเครื่องดื่มของไทยบนหน้าเว็บไซต์หลักและหน้ารายการผักและผลไม้สดและบนแอปพลิเคชันของโทรศัพท์มือถือ การจัดกิจกรรมสินค้าไทย&amp;nbsp;ราคาพิเศษ (Fresho Days) เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงสุดสัปดาห์ การส่งข้อความไปยังฐานลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ (Push Notification) และการติดสัญลักษณ์ธงชาติไทยกับภาพสินค้าที่วางจำหน่ายเพื่อสร้างการรับรู้สินค้าไทยในหมู่ผู้บริโภคอินเดีย

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;ldquo;ที่ผ่านมา DITP ได้ลงนามMOU กับ BigBasket ในช่วงการจัดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกัน ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ต้องการขยายตลาดสินค้าไทยสู่ต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซมากยิ่งขึ้นตามแนวโน้มการค้าของโลกยุคใหม่ โดยต่อมารมว. พณ. จุรินทร์ฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดร้านค้าออนไลน์ของไทย (TOPTHAI Store) บนแพลตฟอร์มของ BigBasket ณ เมืองเบงกาลูรู (บังกาลอร์) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 ในช่วงการเดินทางเยือนอินเดีย ซึ่งนับเป็นความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมลำดับแรกภายหลังการลงนาม MOU ดังกล่าว ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค. &amp;ndash; ก.ย. 2563) ร้าน TOPTHAI Store สามารถสร้างยอดขายสินค้าไทย มูลค่ารวม 25.47 ล้านรูปี หรือประมาณ 12.74 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเมื่อรวมยอดขายสินค้าไทยจากการเปิดร้าน TOPTHAI Store และการจัดงาน Thai Food Bazaar ล่าสุดที่ผ่านมาบนแพลตฟอร์ม BigBasket คิดเป็นมูลค่ารวม 27.3 ล้านรูปี หรือประมาณ 13.65 ล้านบาท&amp;rdquo; อธิบดีให้ข้อมูลเพิ่มเติม

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;ldquo;การจัดงาน Thai Food Bazaar ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นการต่อยอดจากการลงนาม MOU ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังนับเป็นการปรับตัวเชิงรุกของกรมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในตลาดอินเดียใต้อีกด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่หรือ New Normal ในอินเดียที่วิกฤติโควิด-19 ภายในประเทศยังไม่คลี่คลาย ทั้งนี้ กรมวางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริม การขายออนไลน์ร่วมกับ BigBasket อีกครั้งในช่วงมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2564 โดยเตรียมพิจารณาเพิ่มจำนวนเมืองที่จัดกิจกรรม พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สินค้าและบริการของไทย รวมถึงการเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากลตามแคมเปญ TRUST THAILAND ของกระทรวงพาณิชย์ ควบคู่กับการโปรโมทผลไม้ไทยอื่นๆ ที่มีศักยภาพในตลาดอินเดีย อาทิ ทุเรียน ชมพู่ มะม่วงเขียวเสวย ลิ้นจี่ ซึ่งไทยสามารถส่งออกไปอินเดียโดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ FTA ไทย-อินเดีย อันจะเป็นอีกหนึ่งหนทางในการขยายตลาดให้แก่สินค้าผลไม้สด รวมถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยภายใต้นโยบาย &amp;ldquo;เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด&amp;rdquo; ของรัฐบาล ซึ่งกรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีส่วนช่วยให้มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการของไทย สู่ตลาดอินเดียในภาพรวมเติบโตได้อีกทางหนึ่ง&amp;rdquo; อธิบดีกรมส่งเสริมระหว่างประเทศกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80612</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สาธารณรัฐอินเดีย, #อาหาร, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), ขายผลไม้, สมเด็จ สุสมบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201015/image_big_5f87ef4c4a5b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2020 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2020 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จุรินทร์” บุกห้างโมเดิร์นเทรด นำเกษตรกรทำสัญญาขายผลไม้ 16,700 ตัน 762 ล้านบาท พร้อมสั่งพาณิชย์ทั่วประเทศทำหน้าที่”เซลล์แมนจังหวัด”ขายผลไม้ให้เกษตรกร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมTops market ในห้างเซ็นทรัล ตามโครงการความร่วมมือระบายสินค้าเกษตร-ผลไม้ กับห้างสรรพสินค้า&amp;nbsp; ที่ Tops market สาขาแจ้งวัฒนะ โดยนายจุรินทร์ ใช้เวลาช่วงเช้าของวันนี้ตรวจเยี่ยมโครงการความร่วมมือเชื่อมโยงและกระจายสินค้าเกษตร-ผลไม้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด ซึ่งมีทั้งวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี สหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตร จังหวัดตราดวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออกอำเภอบางแพจังหวัดราชบุรีกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์วิถีธรรมชาติจังหวัดกำแพงเพชรและเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี สุโขทัยอุทัยธานี นครปฐม สมุทรสาครสุพรรณบุรี ยะลา และอื่นๆ&amp;nbsp; บรรยากาศเต็มไปด้วยความกลุ่มใจของกลุ่มเกษตรกรที่ได้มีโอกาส สินค้าเกษตรเข้าร่วมรายการในห้างสรรพสินค้า ไหญ่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้หลังการตรวจเยี่ยม นายจุรินทร์ กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการความร่วมมือนี้เกิดจาก นโยบายที่ได้ทำข้อตกลง MOU เมื่อวันที่ 9 มีนาคม&amp;nbsp; 2563 ในทุกห้างสรรพสินค้า&amp;nbsp; โดยหลักการร่วมมือกัน &amp;ldquo;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;rdquo; เพื่อร่วมมือกันทำงานให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพจากเกษตรกรและกระทรวงพาณิชย์ช่วยระบายสินค้าทางการเกษตรไปยังตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับระยะเวลานี้ที่จำเป็นต้องเร่งทำเป็นกรณีพิเศษคือเรื่องผลไม้ ซึ่งผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้วจะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วง 3-4 เดือนถัดจากนี้ไป สำหรับการเตรียมการเรื่องตลาดผลไม้นั้นได้มีการประชุมร่วมกันกับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ล้ง สหกรณ์การเกษตร กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรผู้ทำผลไม้แปรรูป และผู้ส่งออกร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาเราต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องปรับแผนงานทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ขณะนี้เราได้ข้อสรุปร่วมกันว่าสำหรับผลไม้นั้นจะต้องช่วยกันดำเนินการนอกจากทางด้านการผลิตที่ผลไม้ไทยถือว่ามีคุณภาพมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งทางด้านการตลาดต้องดำเนินการทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ และขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการช่วยระบายผลไม้ทั้งในส่วนตลาดออฟไลน์ และตลาดออนไลน์ควบคู่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะสำหรับตลาดต่างประเทศขณะนี้ประสบปัญหาอยู่ว่าเรื่องผลไม้ในภาพรวมเราจะต้องส่งออกตัวสำคัญร้อยละ 60 ต้องปรับ มาเป็นตลาดในประเทศเพื่อช่วยชาวสวนเพิ่มให้มากขึ้นและส่วนของตลาดออนไลน์ในสัปดาห์นี้กระทรวงพาณิชย์จะได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียงหลายแพลตฟอร์มเพื่อนำผลิตผลของเกษตรกรขึ้นไปบนออนไลน์เพื่อที่จะได้ช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้กับเกษตรกรแต่สำหรับตลาดออฟไลน์นั้น ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้รับความร่วมมืออย่างดีกับตลาดค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ &amp;quot; นายจุรินทร์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ไปประชุมร่วมกับสมาคมค้าส่งค้าปลีกสินค้าเกษตรไทยและสมาคมตลาดสดในการช่วยระบายผลไม้ไปยังตลาดในประเทศที่ตลาดไท นอกจากเราใช้ตลอดค้าส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่สองเราใช้ตลาดในท้องถิ่นพาณิชย์จังหวัดจะประสานกับเกษตรกรเพื่อช่วยระบายผลไม้ในประเทศ ในจังหวัดต่างๆให้ได้มากที่สุด ประการที่สาม ในการที่ได้สั่งการให้เตรียมการที่จะนำสหกรณ์การเกษตรที่ผลิตผลเม้ทั่วทั้งประเทศที่กระทรวงเกษตรส่งรายชื่อมาให้มีทั้งหมด 114 สหกรณ์ด้วยกันจะต้องประชุมร่วมกันกับพาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัดเพื่อให้พาณิชย์จังหวัดไปสำรวจตลาดที่ตนเองรับผิดชอบและทำการสั่งซื้อเพื่อที่จะไประบายในจังหวัดของตัวเองช่วยให้ลองกองจากนราธิวาส สามารถขายที่อุบล ที่อีสานที่ภาคเหนือที่กรุงเทพได้ช่วยให้มะม่วงจากอีสานจากภาคเหนือมาขายกรุงเทพภายภาคหน้าอื่นได้สลับกันโดยพาณิชย์จังหวัดจะเป็นสื่อกลางทำหน้าที่เซลล์แมนจังหวัดขายผลไม้ให้เกษตรกรและ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สี่ การร่วมมือกับโมเดิร์นเทรดต่างๆมีการทำ MOU ร่วมกันเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาและที่มาที่ท็อปส์วันนี้ก็เกิดจาก MOU ที่เราได้ลงนามร่วมกันที่จะช่วยเป็นแหล่งระบายผลไม้ให้กับเกษตรกรซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากทั้งบิ๊กซีโลตัส เดอะมอล์ แมคโคร ท็อปส์ มาร์เก็ต ที่มาเยี่ยมวันนี้ ขอบคุณท็อปส์ด้วยที่เป็นหนึ่งในสี่โมเดิร์นเทรดใหญ่ในการที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์โดยได้ทำสัญญา 40 สัญญา เพื่อระบายผลไม้จากหลายจังหวัดทั่วประเทศซึ่งช่วยให้สามารถขายผลไม้จากสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศได้ถึง 16,700 ตันและมีมูลราคา 762 ล้านบาทสำหรับความร่วมมือที่วันนี้ซึ่งท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ช่วยระบายในหลายสาขาของท็อปส์ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้มีโอกาสในการระบายผลไม้ของตนเองผ่านโมเดิร์นเทรดขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทางท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ตในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp; โดยก่อนหน้านี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2563 ออกมา 3&amp;nbsp; มาตรการ ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 1 ส่งเสริมการซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีการทำข้อตกลงระหว่าง Tops Market/ The Mall / Makro/ Lotus / Big C กับ สถาบัน เกษตรกรจากจังหวัดเชียงใหม่ ลําพูน น่าน สุโขทัย ตราด จันทบุรี กว่า 40 สัญญา โดยมีผลไม้ 9 ชนิด ได้แก่ ส้มเขียวหวาน ลําไย ลิ้นจี่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สละ และสับปะรด ปริมาณรวม 16,699.30 ตัน มูลค่ารวมกว่า 761.988 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2&amp;nbsp; เพิ่มช่องทางการจัดจําหน่าย&amp;nbsp; โดยจับมือกับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจํากัด(CPN) จัดพื้นที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้เกษตรกร จําหน่ายผักและผลไม้ให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านกิจกรรม &amp;ldquo;ตลาดผลไม้รวมใจ&amp;rdquo; ระหว่างวันที่ 15 - 30 เม.ย. 63 โดยมีเซ็นทรัล 5 สาขา (ประกอบด้วย เวสเกต /ลาดพร้าว / พระราม 2/พระราม3/อิสวิลล์)และมีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วม 14 กลุ่ม (พะเยา /อุตรดิตถ์/ พิจิตร/ ศรีสะเกษ/ อุดรธานี /ลพบุรี / จันทบุรี/ นครปฐม / ราชบุรี/ สมุทรสาคร / ปทุมธานี / ปัตตานี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 3 มาตรการรณรงค์การบริโภคในประเทศ เชิญชวนให้ประชาชนในประเทศบริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล คนไทย ได้บริโภคผลไม้เกรดส่งออก รสชาติอร่อย ในราคา เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และภายใต้ ความร่วมมือการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 และการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ COVID-19 ห้างท็อปส์ได้มีมาตรการเกษตรกรทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดย ช่องทางออฟไลน์ ท็อปส์รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปทั่วประเทศ จาก 1,170 ชุมชน 24,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ สินค้าเกษตรกว่า 9,000 รายการ และช่องทางออนไลน์ สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่าน www.tops.co.th และแอปพลิเคชั่น Grab ครอบคลุมพื้นที่บริการ 41 จังหวัดซึ่งจากสถานการณ์ COVID-19 พบว่า ผู้บริโภคนิยมสั่งซื้อผัก ผลไม้ อาหารสดเพิ่มมากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63695</URL_LINK>
                <HASHTAG>Tops market, กระทรวงพาณิชย์, ขายผลไม้, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200420/image_big_5e9d335e64694.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
