<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2020 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2020 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BDMS ทิ้งหุ้นบำรุงราษฎร์เกลี้ยงพอร์ตเปลี่ยนมือรายใหม่ รับเงิน 18,613.7 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ย. 2563 นางนฤมล น้อยอ่ำ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส และประธานเจ้าหน้ำที่บริหารด้านการเงิน บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS)&amp;nbsp; แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า BDMS ได้ข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นสามัญบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) (BH) ที่บริษัทถืออยู่ทั้งหมดจำนวน 180.71 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22.71% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของ BH ให้กับผู้ซื้อ ราคาหุ้นละ 103 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 18,613.7 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 บริษัทได้รับการยืนยันจากผู้ซื้อเกี่ยวกับความแน่นอนของแหล่งเงินทุน โดยบริษัทจึงคาดว่าจะสามารถดำเนินการขายเงินลงทุนในหุ้นสามัญ BH บางส่วนผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ&amp;nbsp; ในเบื้องต้นจำนวน 90.50 ล้านหุ้น ที่ราคา 103 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 9,321.5 ล้านบาทได้ ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563

สำหรับเงินลงทุนในหุ้นสามัญ BH ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 90.21 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11.34% ของหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วของ BH บริษัทคาดว่าการซื้อขายดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2563 โดยการทำรายการดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนขึ้นกับความสำเร็จในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมของผู้ซื้อ&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84849</URL_LINK>
                <HASHTAG>#รพ.บำรุงราษฎร์, BDMS, ขายหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180618/image_big_5b272f8ec7269.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สามารถ&#039;เคาะขายหุ้นบริษัทย่อย &#039;วันทูวัน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;23 พ.ย. 2563 บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น ระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 &amp;nbsp;ได้มีมติอนุมัติให้จำหน่ายหุ้นสามัญของ บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ (บริษัทย่อย) ให้กับนายบุญเอื้อ จิตรถนอม นายสุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์ และนายณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 193,700,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.18 ของทุนจดทะเบียน &amp;nbsp;มูลค่าหุ้นละ 2.40 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 464.88 ล้านบาท โดยจะทำการซื้อขายกันในวันที่ 9 ธันวาคม 2563 พร้อมทั้งบริษัทฯ จะได้รับเงินปันผลระหว่างกาลจาก บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ &amp;nbsp;หุ้นละ 0.80 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงิน 154.96 ล้านบาท โดยกำหนดสิทธิ์ในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งจะทำให้ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น รับเงินรวมมูลค่า 619.84 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2563 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒน์ชัย &amp;nbsp;วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงที่มาในการขายหุ้นบริษัทย่อยครั้งนี้ว่า กลุ่มบริษัทสามารถมีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจบนพื้นฐานของความชำนาญและโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยธุรกิจที่มุ่งเน้น (Core Business) ประกอบด้วยธุรกิจด้าน Digital ICT Solutions &amp;amp; Services และธุรกิจด้าน Utilities &amp;amp; Transportations ซึ่งเกี่ยวโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเป้าหมายดังกล่าวนำมาสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีความชัดเจน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจที่มุ่งเน้นเติบโตทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการต่อยอดธุรกิจ ทั้งนี้บริษัทจึงตัดสินใจขายหุ้นใน บมจ.วันทูวันฯ บริษัทย่อยซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการ Contact Center ให้กับกลุ่มนักลงทุนดังกล่าวที่มีความสนใจ และมีศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ บมจ.วันทูวันคอนแทคส์ และการให้บริการลูกค้าแต่อย่างใด และยังส่งผลให้ บมจ.วันทูวันคอนแทคส์ จะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการและการขยายธุรกิจมากยิ่งขึ้น &amp;rdquo; &amp;nbsp;นายวัฒน์ชัยกล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84747</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายหุ้น, บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์, สามารถคอร์ปอเรชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201123/image_big_5fbb363995206.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2020 22:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2020 22:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM ย้ำ ADB ขายหุ้นไม่กระทบแผนธุรกิจในอนาคต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.2563 นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ประเด็นการขายหุ้นของ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asia Development Bank (ADB) ออกมา 68 ล้านหุ้น (คิดเป็นสัดส่วน 2.61% ของหุ้น BGRIM) จากที่ ADB ถือหุ้นทั้งหมด 123 ล้านหุ้น (4.72% ของหุ้น BGRIM) นั้นเป็นนโยบายภายในของ ADB และเป็นสิทธิ์ของผู้ถือหุ้นเองซึ่งบริษัทไม่ได้ทราบเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องของการบริหารพอร์ตการลงทุน และเป็นการบริหารวงเงินภายในของ ADB เพื่อเตรียมสนับสนุนหรือลงทุนในในโครงการของ BGRIM อาทิเช่น Green bond 5,000 ล้านบาทที่ผ่านมา โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในเวียดนาม และโครงการอื่นในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการดำเนินงานของ BGRIM เนื่องจาก ADB เป็นผู้ถือหุ้นในลักษณะ passive investor พื้นฐานของ BGRIM ยังคงมีความแข็งแกร่ง พร้อมกันนี้ เดินหน้าขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 47 โครงการรวม 3,019 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้างและพัฒนาอีกหลายโครงการรวมเป็นกำลังการผลิตทั้งหมด 3,547 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคงมุ่งเน้นการลงทุนอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ควบคู่ไปกับเป้าหมายเติบโตไปสู่การมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือ PPA 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2565 &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุนหลายโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การควบรวมกิจการ (M&amp;amp;A) ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านรวมโอกาสไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ , โรงไฟฟ้าพลังงานลมในหลายประเทศรวม 300-400 เมกะวัตต์ และ โครงการโรงไฟฟ้าจากก๊าซ LNG ในเวียดนามด้วยโอกาสไม่ต่ำกว่า 3,000 เมกะวัตต์ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในปีนี้เอง ยังเชื่อว่ายังผลการดำเนินงานสามารถเติบโตในกรอบ 10-15% ด้วยการขยายกำลังการผลิตและขยายฐานลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโปรแกรมการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าและการบริหารค่าใช้จ่ายด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72346</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายหุ้น, ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asia Development Bank (ADB), บมจ. บี.กริม เพาเวอร์, ปรียนาถ สุนทรวาทะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebb55f1a3de2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 12:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;จิรายุ&#039;อัดปตท.อย่าเพิ่งคิดเรื่องขายหุ้น&#039;OR&#039; ควรให้ตรวจสอบความโปร่งใสก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย. 2563 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระองค์กรอัยการรัฐวิสาหกิจองค์การมหาชนและกองทุน กล่าวว่ากรณีที่ นายชาญศิลป์ ตรีนุชยกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ออกมาเชิญชวนประชาชนโดยจะออกขายหุ้นของบริษัท ปตท. โออาร์ในหุ้นราคา IPO ทั้งที่ขณะนี้ PTT และ PTTOR อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบการดำเนินงานในรอบ4ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการระบุว่า ปตท. ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณจากภาครัฐอันเป็นเงินภาษีของประชาชนแต่อย่างใด กมธ.ไม่มีสิทธิตรวจสอบ เป็นการพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของกรรมาธิการหรือไม่ ว่าถ้าปตท.โปร่งใสจริงจะกลัวอะไร ที่สำคัญหากไม่ต้องให้กระทรวงคลังใช้เงินประชาชนไปถือหุ้น ก็ต้องเปลี่ยนชื่อ และต้องไม่ใช้ทรัพยากรของแผ่นดินไทย เมื่อนั้นคนไทยคงไม่รู้สึกอะไร แต่นี่เมื่อยังมาอวดอ้างว่าไม่ได้ใช้ภาษีของประชาชน ก็ขอให้รอผลการตรวจสอบการทุจริตเสียก่อนถึงค่อยขายหุ้นทำกำไรแนะ ก.ล.ต.พิจารณาชะลอซื้อขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ กล่าวว่า เมื่อคณะกรรมาธิการรัฐวิสาหกิจฯตรวจสอบการใช้งบประมาณ ของ ปตท.หลายประเด็น ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปลายปี2559 ปตท.กลับตอบกรรมาธิการด้วยเอกสาร และอาจเบี่ยงเบนหลายประเด็นอาทิอ้างว่า ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจและไม่ได้ใช้เงินภาษีของประชาชน อ้างว่าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้ กมธ.ได้เพราะมีกฎระเบียบ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ที่ไม่ให้บริษัทมหาชนเปิดเผยข้อมูลได้ทั้งๆที่บริษัทจะขายหุ้นกลับไม่เปิดเผยและย้อนแย้งกับสิ่งที่ปตท. ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ทำหนังสือสอบถามไปยังประธานรัฐสภา เลขาธิการรัฐสภา ถึงอำนาจหน้าที่กมธ.ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งยืนยันแล้วว่า ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องได้รับการตรวจสอบจาก กมธ. ที่สำคัญ ก.ล.ต. ก็ตอบมาแล้วว่าปตท.ต้องเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชนทราบก่อนการซื้อขาย ไม่มีกฎระเบียบข้อใดที่ให้ปตท.ไม่ต้องตอบประชาชน ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ปตท.ชี้แจงกับกมธ. ส่อให้เห็นเจตนาไม่บริสุทธิ์หรือไม่ ซึ่งขณะนี้บ้านเมืองมีโรคระบาดอยู่จึงรอให้ผ่านสถานการณ์เช่นนี้ไปก่อน. แต่ขอเรียกร้องให้ ก.ล.ต.พิจารณาชะลอการซื้อขายหุ้น ของ PTT OR เพราะที่ผ่านมาปตท.ชี้แจงเป็นเอกสารว่าบริษัทของตนเองไม่ได้ใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นการดูถูกประชาชน ประกอบกับธุรกิจพลังงานของประเทศไม่ควรทำกำไรกับประชาชนเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;สถานการณ์โรคระบาดในขณะนี้ปตท.ควรช่วยเหลือสังคมด้วยการลดราคาน้ำมันหรือราคาก๊าซ NGV ให้มากกว่านี้ แต่ปตท.ยังคิดแต่แสวงหากำไรจนประชาชนเดือดร้อนกันไปทั่ว ถึงขนาดต้องให้คนไปเข้าแถวซื้อแอลกอฮอล์จากปั๊มปตท.ที่มีราคาแพงมหาโหดถึง 110 บาทต่อลิตร ในขณะที่น้ำมันของปตท.ลิตรละไม่ถึง 20 บาทใช่หรือไม่ แทนที่จะแจกแอลกอฮอล์ให้กับประชาชนฟรี เพื่อลด การแพร่ระบาดและยอมขาดทุนกำไรของตัวเอง วันนี้ ปตท.จะเสวยสุขจากกำไรในขณะที่ประชาชนเดือดร้อนทั้งๆ ใช้ทรัพยากรของแผ่นดินนี้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องขอบคุณสื่อมวลชนบางสำนักที่ตรวจสอบ ปตท. ในเชิงลึก และส่งข้อมูลช่วงที่ประเทศยังอยู่ภายใต้คสช. ในปี2559-2562มาเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมา กมธ.ตรวจสอบร่วมกับหลายหน่วยงานพบความไม่ชอบมาพากล หลายเรื่อง และจะนำเข้าสู่การพิจารณา หากมีผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตในครั้งนี้จะส่งเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการปปช.และปปท.ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62127</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายหุ้น, จิรายุ  ห่วงทรัพย์, พรรคเพื่อไทย, พีทีทีโออาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1c9701b239a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM แบ่งขายหุ้น SPP 1 ให้นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2562 นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส (แหลมฉบัง) จำกัด (บริษัทย่อยของบริษัท) &amp;nbsp;ได้บรรลุความสำเร็จในการขายหุ้น บริษัท โกลว์ เอสพีพี 1 จำกัด (Glow SPP1) &amp;nbsp; ซึ่งดำเนินโครงการโรงไฟฟ้า โกลว์ เอสพีพี 1 ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) จังหวัดระยอง จำนวน 25% จากเดิมที่ถืออยู่ 100% ให้แก่ บริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด มูลค่าซื้อขายรวม 825,000,000 บาท โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำอนุมัติของที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 9/2562 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม &amp;nbsp;2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากโครงการดังกล่าวจัดตั้งในพื้นที่มาบตาพุดซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโต ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นที่รู้จักของนักลงทุนทั่วโลกในฐานะพื้นที่ชั้นนำในการพัฒนาอุตสาหกรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทจึงได้เล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่นี้ จึงอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้ารวม 280 เมกะวัตต์ภายใต้บริษัท Glow SPP1 นี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับมุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพอยู่ในมาตรฐานระดับโลก ดังนั้นการมีหุ้นส่วนทางธุรกิจที่มีศักยภาพอย่างนิคมอุตสาหกรรมเอซียนี้ จะช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของบริษัทในการขยายธุรกิจในพื้นที่อันมีศักยภาพในการเติบโตสูงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 2,892 เมกะวัตต์ จากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 45 โครงการ และอยู่ระหว่างพัฒนาและก่อสร้างโครงการอีกหลายแห่งที่จะขยายกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 3,424 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้ง 5,000 เมกะวัตต์ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในปี 2565 โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53220</URL_LINK>
                <HASHTAG>BGRIM, Glow SPP1, ขายหุ้น, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), ปรียนาถ สุนทรวาทะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191225/image_big_5e02d3c920415.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นทรัลรีเทล จัดทัพพร้อมยื่นไฟลิ่ง สู้ศึกค้าปลีกยุคใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 62- นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้ทำการปรับโครงสร้างเพื่อเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาเป็นเวลา 3 ปี ขณะนี้กลุ่มเซ็นทรัลอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการยื่นไฟลิ่ง โดยที่ผ่านมาเซ็นทรัลไม่ได้หยุดการพัฒนา ทั้งนวัตกรรมทางด้านค้าปลีกและการขยายธุรกิจในไทย รวมถึงต่างประเทศ ทำให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้รวม 240,297 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงประมาณ 29 ปีก่อนได้นำกลุ่มธุรกิจโรงแรมเข้าตลาดหลักทรัพยฯ และมูลค่าเพิ่มขึ้น 29 เท่า จากมาร์เก็ตแคป 1,600 ล้านบาท เป็น 46,575 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจศูนย์การค้าของซีพีเอ็นที่อยู่ในตลาดมา 24 ปีก็เพิ่มขึ้น 37.3 เท่า จาก 8,900 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 3.3 แสนล้านบาท

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับปัจจัยที่มองว่าจะสนับการเข้าตลาดฯ คงมีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งแม้ว่าจะคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจของไทยและโลกจะค่อนข้างชะลอตัว แต่ธุรกิจของเซ็นทรัลยังมีอยู่ในเวียดนาม ที่กำลังมีการขยายตัวดีทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงอิตาลีที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตี่อเนื่อง และธุรกิจในไทยเองก็ยังเติบโตเช่นกัน

ส่วนทางด้านจีดีพีในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็ยังมีแนวโน้มขยายตัวที่ดี โดยประชากรหนุ่มสาวที่อยู่ในช่วงทำงานก็มีมากถึง 40% ขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในปีที่ผ่านมาก็พบว่ามีนักเดินทางมาเยือนมากถึง 37 ล้านคน และคาดการณ์กันอีกว่าในปี 2566 จะเพิ่มเป็น 52 ล้านคน เนื่องจากประเทศไทยมีจุดหมายปลางทางที่ติดท็อป 20 ของโลก ไม่ว่จะเป็นกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา นับว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจของไทย

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า การนำธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการสร้างความเชื่อมั่นกับพาร์ทเนอร์ชิพระดับโลก โดยตลอดระยะเวลา 3 ปี ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ รวมทั้งการขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ จากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปของเทคโนโลยี และพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเซ็นทรัล รีเทลในการเตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ฯ ภายใต้วิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งหวังความเป็นเลิศในธุรกิจค้าปลีกที่สร้างความพึงพอใจ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย

อย่างไรก็ดี ธุรกิจค้าปลีกครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก คือ แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ และอาหาร ในหลากหลายรูปแบบ โดยได้ครอบคลุม 51 จังหวัดทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และจุดขายรวมกัน 3,795 แห่ง มีห้างสรรพสินค้า 9 แห่งใน 8 เมืองยุทธศาสตร์ของอิตาลี รวมทั้งมีไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายสินค้าเฉพาะทางรวม 125 แห่ง ใน 37 เมืองในเวียดนาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มเซ็นทรัล, ขายหุ้น, ธุรกิจค้าปลีก, ยื่นไฟลิ่ง, สู่ธุรกิจค้าออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d4147984cd98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39968</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” ประเดิมขายหุ้นที่ไม่จำเป็นคิวต่อไปหุ้นโรงพยาบาล-อสังหาฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค. 2562 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังและบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด จะดำเนินการจำหน่ายหุ้นสามัญ บริษัท หินอ่อน จำกัด ที่แต่ละฝ่ายถืออยู่ โดยวิธีการประมูลเป็นการทั่วไปแบบยื่นข้อเสนอราคา และมีกำหนดการจำหน่ายซองเพื่อยื่นข้อเสนอซื้อหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 1 - 30 ก.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถรับรู้การจำหน่ายหลักทรัพย์ได้ในวงกว้างและก่อให้เกิดการแข่งขัน ในการประมูลหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จึงขอประชาสัมพันธ์ประกาศเรื่อง การจำหน่ายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญ บริษัท หินอ่อน จำกัด โดยวิธีการประมูลเป็นการทั่วไป แบบยื่นข้อเสนอราคา ตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ค. 2562 ทั้งนี้ สามารถ ดาวน์โหลดข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้ทาง www.thaimarble.co.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขาย บริษัท หินอ่อน จำกัด เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขายหลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังไม่มีความจำเป็นต้องถืออีกต่อไป โดยก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ขายหลักทรัพย์กลุ่มแรก 24 บริษัท ซึ่งเป็นการได้มาจากนิติเหตุ หรือยึดทรัพย์ ซึ่งมีทั้งธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยในส่วนนี้รวมถึงหุ้นบริษัทในกลุ่มเดวิส 4 แห่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สคร.คาดว่า จะเริ่มจำหน่ายหุ้นได้ภายในปีนี้ โดยใน 24 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าน้อย 20 บริษัท และอีก 4 บริษัท ต้องมีการตรวจสอบสถานะทางการเงินก่อน เพราะมีมูลค่ามาก จึงต้องสำรวจราคาตลาดที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกระทรวงการคลังมีการถือครองหลักทรัพย์ทั้งสิ้น 116 แห่ง แบ่งเป็นหลักทรัพย์เอกชน 88 แห่ง ในส่วนนี้แบ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีการล้ม ล้าง เลิกกิจการ 33 แห่ง ที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชี และเป็นการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจอีก 23 แห่ง รวมถึงการถือหุ้นในกองทุนรวมต่างๆ อีก 5 แห่ง โดยตามหลักการจะต้องมาพิจารณาจัดกลุ่มหลักทรัพย์แต่ละส่วนก่อน ซึ่งแบ่งเป็นหลักทรัพย์กลุ่มที่กระทรวงการคลังจำเป็นต้องถือ หลักทรัพย์ที่ได้มาโดยนิติเหตุ หรือยึดทรัพย์ หลักทรัพย์กลุ่มที่หมดความจำเป็นต้องถือตามนโยบายรัฐบาล และหลักทรัพย์ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เอกชนดำเนินการได้ดี ซึ่งทั้งหมดจะต้องมาพิจารณาแยกเป็นบริษัทจดทะเบียน และไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39968</URL_LINK>
                <HASHTAG>24 บริษัท, กระทรวงการคลัง, ขายหุ้น, โรงพยาบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd7c51b9b7d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
