<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 18:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ผู้ตรวจราชการโดนปลดกำลังสอบ&#039;ทรัมป์-ปอมเปโอ&#039;ขายอาวุธซาอุฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;แบบนี้นี่เอง เดโมแครตแฉ ผู้ตรวจราชการที่โดนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลดตามคำขอของไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศ กำลังสอบสวนการขายอาวุธให้ซาอุดีอาระเบียโดยอาศัยข้ออ้างคำประกาศภาวะฉุกเฉินปลอมๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สตีฟ ลินิก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งหนังสือถึงนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แจ้งให้สภาทราบล่วงหน้า 30 วันว่า เขาต้องการปลดสตีฟ ลินิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงการต่างประเทศ โดยทรัมป์ให้เหตุผลแค่ว่าเขาไม่มีความไว้วางใจให้อดีตอัยการผู้นี้ทำหน้าที่ต่อไป แต่ในภายหลังทรัมป์ยอมรับว่าเป็นการสั่งปลดตามคำขอของปอมเปโอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งปลดผู้ตรวจราชการกระทรวงคนที่ 4 ในรอบไม่กี่สัปดาห์ ทำให้สมาชิกคองเกรสทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันวิจารณ์ นางเพโลซีซึ่งเป็นเดโมแครตกล่าวว่า เป็นการบั่นทอนบูรณภาพของผู้ตรวจราชการและของรัฐบาลเอง และในวันเสาร์ ส.ส.เอเลียต เองเกล และ ส.ว.บ็อบ เมเนเดซ กรรมาธิการการต่างประเทศของสภาล่างและสภาสูง พรรคเดโมแครต เปิดสอบสวนคำสั่งของทรัมป์ และเรียกร้องให้ส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปลดลินิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยของสมาชิกสภาคองเกรสกล่าวกันว่า ลินิกกำลังสอบสวนว่าปอมเปโอใช้งานผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานทางการเมืองด้วยเงินภาษีประชาชน ไปทำงานส่วนตัวให้ตนเองและภรรยา โดยข่าวกล่าวว่ามีทั้งการใช้ให้พาสุนัขเดินเล่น, ไปรับเสื้อผ้าที่ส่งซัก หรือรับอาหารที่สั่งไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเผยว่า กรณีดังกล่าว ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบโต้เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม ว่า เขามีสิทธิเต็มที่ที่จะปลดลินิกเพราะเป็นผู้ที่ได้รับแต่งตั้งโดยรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อนักข่าวถามเรื่องที่ลินิกกำลังสอบสวนปอมเปโอ ทรัมป์ก็ปกป้องรัฐมนตรีผู้นี้ว่า ปอมเปโอเป็นคนสำคัญที่กำลังเจรจาต่อรองสงครามและสันติภาพกับประเทศใหญ่ๆ ที่มีอาวุธชนิดที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วพวกเดโมแครตกับสื่อข่าวปลอมก็เอาแต่สนใจเรื่องผู้ชายที่พาสุนัขเดินเล่น &amp;quot;ผมอยากให้เขาคุยโทรศัพท์กับผู้นำโลกมากกว่าที่ต้องมาล้างจานเองเพราะภรรยาเขาไม่อยู่บ้าน&amp;quot; ทรัมป์กล่าวถึงปอมเปโอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เองเกลและเมเนเดซออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า ลินิกกำลังสอบสวนคำประกาศภาวะฉุกเฉินของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ที่ทรัมป์และปอมเปโอใช้เป็นข้ออ้างปลอมๆ เพื่อขายอาวุุธมูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์ แก่ซาอุดีอาระเบียและชาติอาหรับ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเชื่อว่าการสอบสวนซึ่งเป็นไปตามคำร้องขอของคองเกรส ใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คราวนั้นสภาสูงและสภาล่างผ่านข้อมติยับยั้งดีลอาวุธไว้ เนื่องจากวิตกว่าอาวุธเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เข่นฆ่าพลเรือนในเยเมน ที่ซึ่งซาอุฯ นำกองกำลังพันธมิตรสู้รบกับกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลัง แต่ทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีวีโต แล้วต่อมาสภาสูงที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมากก็คล้อยตามทรัมป์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66362</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายอาวุธ, ซาอุดีอาระเบีย, ผู้ตรวจราชการกระทรวง, สตีฟ ลินิก, โดนัลด์ ทรัมป์, ไมค์ ปอมเปโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3c12d31ecf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 21:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 21:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนยัวะ สหรัฐอนุมัติแผนขายรถถัง-มิสไซล์ให้ไต้หวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐอนุมัติขายอาวุธแก่ไต้หวัน ซึ่งรวมถึงรถถังอับรามส์และมิสไซล์สติงเกอร์ มูลค่าราว 2,200 ล้านดอลลาร์ รอคองเกรสเห็นชอบภายใน 30 วัน จีนกริ้วหนักเรียกร้องสหรัฐยกเลิกแผนการนี้ทันที ระบุเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2562 กล่าวว่า สำนักงานความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง (ดีเอสซีเอ) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ มีคำแถลงเมื่อวันจันทร์ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้อนุมัติแผนการขายอาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่ารวมประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 67,800 ล้านบาท) ตามคำร้องขอของไต้หวัน ซึ่งรวมถึงรถถังเอ็ม1เอ2ที อับรามส์ 108 คัน และมิสไซล์สติงเกอร์ 250 ลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงยืนกรานว่าอาวุธที่สหรัฐเตรียมขายให้ไต้หวันจะช่วยปรับปรุงระบบป้องกันภัยทางอากาศและปรับปรุงหน่วยรถถังของไต้หวันให้มีความทันสมัย แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงสมดุลทางทหารขั้นพื้นฐานในภูมิภาคนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีเอสซีเอแจ้งต่อสภาคองเกรสแล้วเมื่อวันจันทร์ และคองเกรสมีเวลา 30 วันที่จะคัดค้านแผนนี้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปในรูปนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แผนการขายอาวุธแก่ไต้หวันครั้งนี้เกิดในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ โดยรัฐบาลทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามหาทางคลี่คลายสงครามการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิ้ง ซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันอังคาร กล่าวว่า แผนการขายอาวุธของสหรัฐแก่ไต้หวันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างหยาบคาย นำความเสียหายต่ออำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จีนไม่พอใจอย่างรุนแรงและคัดค้านแผนนี้ โดยจีนได้ยื่นหนังสือแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อทางสหรัฐแล้ว&amp;quot; เกิ้งกล่าว พร้อมกับย้ำว่า ไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนอย่างไม่อาจแยกได้ และใครก็ไม่ควรดูเบาความมุ่งมั่นอันหนักแน่นของรัฐบาลและประชาชนจีนที่จะปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของจีน และคัดค้านการแทรกแซงของต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกจีนเรียกร้องสหรัฐยกเลิกแผนการขายอาวุธนี้ทันที และยุติสัญญาทั้งหมดที่มีอยู่ระหว่างสหรัฐกับกองทัพไต้หวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายความสัมพันธ์จีน-สหรัฐและสันติภาพและความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันยิ่งไปกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันแถลงว่า รถถังและมิสไซล์จากสหรัฐจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของไต้หวันได้อย่างมาก ขณะที่สำนักงานของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน แสดงความซาบซึ้งอย่างจริงใจที่รัฐบาลสหรัฐอนุมัติการขายอาวุธ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40560</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายอาวุธ, จีนยัวะ, มิสไซล์สติงเกอร์, รถถังเอ็ม1เอ2ที อับรามส์, สหรัฐ, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190709/image_big_5d24a4f3d4b01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2018 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2018 21:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัสเซียแซงอังกฤษ ขึ้นผลิตอาวุธมากอันดับ 2 ของโลก รองแค่สหรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัสเซียแซงหน้าอังกฤษขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ตามรายงานผลการศึกษาของสถาบันวิจัยด้านสันติภาพนานาชาติแห่งสตอกโฮล์ม (ซิปรี) ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เครื่องบินมิก-31 ติดตั้งมิสไซล์คินซาล บินเหนือจัตุรัสแดงในกรุงมอสโก เนื่องในวันแห่งชัยชนะเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2561 อ้างแถลงการณ์ของไซมอน วีเซอแมน นักวิจัยอาวุโสของซิปรี ว่าบริษัทผลิตอาวุธของรัสเซียมียอดการค้าขายอาวุธที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญมานับตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มค่าใช้จ่ายของรัสเซียในการจัดหาอาวุธเพื่อปรับปรุงกองทัพของรัสเซียให้ทันสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของซิปรีกล่าวว่า ในปี 2560 รัสเซียมีบริษัทด้านอาวุธ 10 บริษัท ติดอยู่ในบัญชี 100 อันดับแรกของบริษัทผู้ผลิตอาวุธและทำงานให้กองทัพของซิปรี โดยมียอดขายอาวุธ 9.5% หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกัน 37,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,237,960 ล้านบาท) ซึ่งทำให้รัสเซียขยับขึ้นเป็นผู้ผลิตอาวุธมากเป็นอันดับ 2 ของโลก แทนที่อังกฤษซึ่งครองอันดับนี้มานับแต่ปี 2545&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับ 1 โดยมีบริษัทผลิตอาวุธติดอยู่ใน 100 อันดับแรกของซิปรี ถึง 42 บริษัท และมียอดขายรวมกันเพิ่มขึ้น 2% ในปี 2560 โดยอยู่ที่ 226,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 7,440,360 ล้านบาท) คิดเป็น 57% ของทั้งโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอด เฟลอรองต์ ผู้อำนวยการโครงการอาวุธและการใช้จ่ายทางทหารของซิปรี กล่าวว่า บริษัทของสหรัฐได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการอาวุธอย่างต่อเนื่องของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามผลการศึกษาของซิปรี บริษัท ล็อกฮีดมาร์ติน ของสหรัฐ ยังคงเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกในปีที่ผ่านมา โดยสามารถขายอาวุธได้มูลค่า 44,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,474,020 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ปี 2560 ก็เป็นครั้งแรกที่บริษัทอาวุธของรัสเซียติดอยู่ใน 10 อันดับแรก นั่นคือบริษัท อัลมาซ-อันเตย์ ที่มียอดขายอาวุธเพิ่มขึ้น 17% ในปี 2560 โดยมีมูลค่า 8,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 282,365 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันออก ตกมาอยู่อันดับ 3 ของโลก และมียอดขายรวมกัน 35,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,172,120 ล้านบาท) โดยบริษัท บีเออีซิสเต็มส์ ของอังกฤษ เป็นบริษัทขนาดใหญ่อันดับ 4 ใน 100 อันดับของซิปรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันจากสวีเดนแห่งนี้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ยอดขายอาวุธของบริษัทผลิตอาวุธจากตุรกี เพิ่มขึ้นถึง 24% เมื่อปี 2560 โดยปีเตอร์ วีเซอแมน นักวิจัยของซิปรีอีกคนหนึ่ง ชี้ว่า สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของรัฐบาลตุรกี ที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาวุธของตุรกีเพื่อตอบสนองความต้องการอาวุธเพิ่มมากขึ้นของประเทศและพึ่งพาผู้จัดหาอาวุธจากต่างชาติน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง ซิปรีไม่ได้รวมจีนในการศึกษาฉบับนี้ด้วย เนื่องจากไม่สามารถหาข้อมูลได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23940</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายอาวุธ, ซิปรี, รัสเซีย, สถาบันวิจัยด้านสันติภาพนานาชาติแห่งสตอกโฮล์ม, อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181210/image_mid_5c0e7613f1246.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คู่หมั้น &#039;คาช็อกกี&#039; จวก &#039;ทรัมป์&#039; เห็นแก่เงิน ช่วยปกปิดซาอุฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ฮาทิซ เชนกิซ คู่หมั้นชาวตุรกีของจามัล คาช็อกกี กล่าวโจมตีท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยอมให้ซาอุฯ ปกปิดการฆาตกรรมเพราะเห็นแก่ประโยชน์จากการขายอาวุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ฮาทิซ เชนกิซ (ซ้าย) คู่หมั้นชาวตุรกี ของจามัล คาช็อกกี รออยู่ด้านนอกสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียประจำอิสตันบูล พร้อมกับเพื่อนๆ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาช็อกกี คอลัมนิสต์ของวอชิงตันโพสต์วัย 59 ปีที่มักวิจารณ์เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย จนต้องหลบหนีไปใช้ชีวิตที่สหรัฐเมื่อปีที่แล้ว เข้าไปภายในสถานกงสุลแห่งนี้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 เพื่อขอเอกสารสำหรับการแต่งงานกับเชนกิซ แต่เขาไม่กลับออกมาอีกเลย ทางการซาอุฯ ยืนกรานไม่รู้เห็นในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ยอมรับว่าคาช็อกกีโดนฆ่าตายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม เชนกิซกล่าวกลางงานรำลึกที่กรุงลอนดอนว่า เธอผิดหวังอย่างยิ่งกับจุดยืนของผู้นำหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประธานาธิบดีทรัมป์ควรช่วยเปิดโปงความจริงและรับประกันว่าจะบังเกิดความยุติธรรม เขาไม่ควรยอมให้มีการปกปิดการฆาตกรรมคู่หมั้นของดิฉัน อย่าปล่อยให้เงินสร้างความแปดเปื้อนมโนธรรมของเราและอะลุ้มอล่วยค่านิยมของเรา&amp;quot; เธอกล่าว และว่าเธอเชื่อว่ารัฐบาลซาอุฯ รู้ว่าศพของคาช็อกกีอยู่ที่ใด&amp;nbsp; และขอให้นำตัวอาชญากรชั่วร้ายและนายใหญ่ฝ่ายการเมืองที่ขี้ขลาดของพวกนี้มาดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีของผู้นำสหรัฐต่อคดีนี้สับสนปนเป ทั้งกล่าวปกป้องและวิจารณ์รัฐบาลซาอุฯ แม้เขาจะเคยระบุว่าผู้นำซาอุฯ คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทรัมป์ก็ประกาศชัดเจนว่า เขาไม่ต้องการให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบถึงคำสั่งซื้ออาวุธมูลค่ามหาศาลถึง 110,000 ล้านดอลลาร์ของซาอุฯ ที่จะช่วยสนับสนุนการจ้างงานในสหรัฐได้ถึง 500,000 ตำแหน่ง แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่าทรัมป์ประโคมตัวเลขนี้เกินความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานด้วยว่า เมื่อวันอังคาร เชค ซาอุด อัลโมเจบ อัยการสูงสุดของซาอุฯ ซึ่งเคยยอมรับว่าการสังหารครั้งนี้เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน ได้เดินทางเข้าไปในสถานกงสุลซาอุฯ ประจำนครอิสตันบูล ช่วงเช้าวันเดียวกัน โมเจบได้พบกับเออร์ฟาน ฟีดาน อัยการสูงสุดของอิสตันบูลอีกครั้ง หลังจากพบกันแล้วเมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานีทีอาร์ทีของตุรกีรายงานว่า โมเจบร้องขอให้ตุรกีมอบผลการสอบสวนทั้งหมด รวมถึงภาพและเทปบันทึกเสียง แต่ตุรกีปฏิเสธคำขอนี้ ทั้งยังเรียกร้องให้ซาอุฯ เปิดเผยด้วยว่าศพของคาช็อกกีอยู่ที่ใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21046</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายอาวุธ, คู่หมั้นคาช็อกกี, จวกทรัมป์, จามัล คาช็อกกี, ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี, ฮาทิซ เชนกิซ, เห็นแก่เงิน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd8660b4e7f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2018 21:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2018 21:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปูติน&#039; เยือนอินเดีย ขายระบบมิสไซล์เอส-400 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเยือนอินเดียเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางค้า, อวกาศ และความมั่นคง พ่วงด้วยการขายระบบป้องกันขีปนาวุธ เอส-400 อันน่าเกรงขาม มูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ที่อินเดียต้องการไว้ต่อกรกับจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดีย (ขวา) โอบกอดประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อย่างสนิทชิดเชื้อ ก่อนหน้าการหารือที่ทำเนียบไฮเดอราบาดในกรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า การตัดสินใจของรัสเซียเพื่อซื้อระบบป้องกันขีปนาวุธชนิดยิงจากพื้นสู่อากาศ เอส-400 ของรัสเซีย มีขึ้นถึงแม้ว่ารัสเซียจะเผชิญกับความเสี่ยงที่จะโดนสหรัฐคว่ำบาตรเช่นเดียวกับที่จีนโดนเมื่อเดือนที่แล้ว เหตุจากซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียที่ติดบัญชีดำคว่ำบาตรของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศซื้อระบบอาวุธอันน่าเกรงขามของรัสเซียที่แหล่งข่าวระบุว่ามีมูลค่าราว 5,200 ล้านดอลลาร์นี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีปูตินเยือนกรุงนิวเดลี และได้พบปะกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดีย เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2561 นอกจากข้อตกลงซื้ออาวุธนี้แล้ว ทั้งสองประเทศยังประกาศความร่วมมือด้านรางรถไฟ, ปุ๋ย และด้านอวกาศที่รัสเซียจะช่วยฝึกนักบินอวกาศของอินเดียสำหรับภารกิจในอวกาศครั้งแรกภายในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ระบบป้องกันขีปนาวุธ เอส-400 ไทรอัมพ์ ของรัสเซีย ร่วมในพิธีสวนสนามที่กรุงมอสโก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความร่วมมือที่แนบแน่นขึ้นระหว่างอินเดียกับรัสเซียนั้น เกิดในช่วงยามที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐและชาติตะวันตกเลวร้ายที่สุดนับแต่สงครามเย็น และยิ่งดำดิ่งลงในสัปดาห์นี้เมื่อฝ่ายตะวันตกกล่าวหารัสเซียว่าโจมตีไซเบอร์ทั่วโลกอย่างอุกอาจหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน จุดยืนที่สหรัฐมีต่ออินเดียก็เกิดจากความคาดหวังผลประโยชน์ว่ายักษ์ใหญ่ของเอเชียชาตินี้จะต่อกรกับความถือดีมากขึ้นของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปีที่แล้ว กองทัพของจีนและอินเดียเคยคุมเชิงกันบนที่ราบหิมาลัยที่จีนและภูฏาน ชาติพันธมิตรของอินเดีย ต่างอ้างสิทธิ์ จีนยังทำให้อินเดียไม่สบายใจด้วยการปล่อยเงินกู้แก่หลายชาติในมหาสมุทรอินเดียที่อินเดียเคยมีอิทธิพลอยู่ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาโนช โจชี จากหน่วยงานคลังสมอง มูลนิธินักสังเกตการณ์วิจัย ในกรุงนิวเดลี กล่าวว่า สำคัญที่อินเดียต้องรักษามิตรภาพกับรัสเซียไว้ เพื่อไม่ให้รัสเซียเอียงเข้าข้างจีน ขณะที่สหรัฐนั้น ไม่มีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ที่ทับซ้อนกับนโยบายระดับภูมิภาคของอินเดียในแบบเดียวกับที่รัสเซียมี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19194</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายอาวุธ, นเรนทรา โมดี, ปูติน, รัสเซีย, วลาดิมีร์ ปูติน, อินเดีย, เอส-400</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181005/image_big_5bb7775f54b0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 22:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 22:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนยัวะ สหรัฐเตรียมขายอะไหล่อาวุธให้ไต้หวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตรียมจะขายอะไหล่อาวุธยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไต้หวัน หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐเพิ่งแซงก์ชันหน่วยงานด้านกลาโหมของจีนโทษฐานซื้อเครื่องบินรบและระบบมิสไซล์ของรัสเซีย ด้านจีนยัวะจัด ยื่นประท้วงและขอให้สหรัฐยกเลิกแผนนี้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ จากกระทรวงกลาโหมไต้หวัน เครื่องบินเอฟ-16 (ซ้าย) ของกองทัพไต้หวัน บินเฝ้าตรวจเครื่องบินทิ้งระเบิดเอช6 ของกองทัพจีนที่บินเหนือช่องแคบปาซือ ทางใต้ของเกาะไต้หวัน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / TAIWAN DEFENCE MINISTRY / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารที่ 25 กันยายน 2561 ว่าคำประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเมื่อวันจันทร์ ออกมาในวันเดียวกับที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ และทำให้การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเป็นมูลค่ากว่า 250 แสนล้านดอลลาร์ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของสินค้าที่จีนส่งออกมายังสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อตกลงมูลค่า 330 ล้านดอลลาร์ (ราว 10,700 ล้านบาท) สหรัฐจะขายอะไหล่สำหรับเครื่องบินของกองทัพไต้หวันหลายรุ่น ซึ่งรวมถึงเครื่องบินขับไล่เอฟ-16 และเครื่องบินลำเลียง ซี-130 ต่อจากนี้สภาคองเกรสมีเวลา 30 วันหากต้องการคัดค้าน แต่เชื่อว่าข้อตกลงนี้น่าจะผ่านฉลุย เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐลงความเห็นว่า ไต้หวันยังคงมีอิทธิพลสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมือง สมดุลทางทหาร และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไต้หวันแสดงความยินดีต่อคำประกาศของสหรัฐ โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันแถลงในวันอังคารว่า การตัดสินใจขายชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์ของสหรัฐจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของไต้หวัน เพื่อช่วยรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันกล่าวว่า รัฐบาลไต้หวันจะยังคงเพิ่มการลงทุนด้านกลาโหม และคงไว้ซึ่งความร่วมมือและการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐในประเด็นด้านความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐเป็นพันธมิตรอย่างไม่เป็นทางการที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไต้หวัน และเป็นผู้ขายอาวุธรายใหญ่แก่ไต้หวัน ถึงแม้สหรัฐจะเปลี่ยนมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแทนตั้งแต่ปี 2522 ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนยังคงมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตนที่รอการรวมชาติ นับแต่ไช่อิงเหวิน ซึ่งมีแนวทางส่งเสริมเอกราชของไต้หวันได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่อ 2 ปีก่อน รัฐบาลจีนได้เพิ่มแรงกดดันทางการทูตและการทหารต่อไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการฝึกทหารหลายครั้งใกล้กับเกาะนี้ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับไต้หวันช่วงไม่นานมานี้ทำให้จีนโกรธจัด ซึ่งรวมถึงการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอนุมัติใบอนุญาตขั้นต้นเพื่อขายเทคโนโลยีเรือดำน้ำแก่ไต้หวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐเพิ่งประกาศแซงก์ชันกรมหนึ่งของกระทรวงกลาโหมจีน โทษฐานซื้อเครื่องบินรบซู-35 และระบบมิสไซล์เอส-400 จากบริษัทอาวุธรัสเซียที่ติดบัญชีดำคว่ำบาตรของสหรัฐ&amp;nbsp; ทำให้จีนประท้วงอย่างรุนแรงและตัดสินใจเลื่อนการเจรจาทางทหารกับสหรัฐออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลจีนแสดง &amp;quot;ความไม่พอใจอย่างรุนแรง และคัดค้านอย่างหนักแน่น&amp;quot; ต่อแผนการขายชิ้นส่วนอาวุธของสหรัฐแก่ไต้หวัน โดยระบุว่าข้อตกลงนี้ &amp;quot;ละเมิดอย่างร้ายแรง&amp;quot; ต่อกฎหมายระหว่างประเทศและต่อบรรทัดฐานที่วางระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิ้งซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลจีนได้ยื่นหนังสือแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลสหรัฐแล้ว โดยเรียกร้องให้เพิกถอนแผนการขายอาวุธชุดนี้และยุติการติดต่อทางทหารกับไต้หวันโดยทันที เนื่องจากสิ่งนี้อาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน ต่อเสถียรภาพและสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน และต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านอื่นๆ ที่มีความสำคัญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายอาวุธ, จีน, สหรัฐ, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa4c735e360.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
