<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้&#039;คุยไทยฉีดวัคซีนได้มากเป็นอันดับ 3 อาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ สถาบัน IMD สวิตเซอร์แลนด์ ได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2564 ซึ่งประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น 1 อันดับ มาอยู่ในลำดับที่ 28 จากทั้งหมด 64 เขตเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมานายกฯ และรัฐบาล ได้ทำงานอย่างเต็มที่ จนทำให้ประเทศมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น และตนเองมั่นใจว่าในปีต่อๆไปประเทศไทยจะถูกจัดอันดับให้ดีขึ้นอีก &amp;nbsp;เพราะรัฐบาลจะยังคงเดินหน้าต่อเนื่องในส่วนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และนายกฯยังให้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวภายใน 120 วัน &amp;nbsp;โดยมีภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นต้นแบบและขยายผลสู่พื้นที่ท่องเที่ยวหลักอื่นๆให้ประชาชนกลับมาทำมาหากินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเป็นที่น่ายินดีที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนได้มากเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน โดยข้อมูลวันที่ 18 มิถุนายน 2564 ประเทศไทยฉีดวัคซีนแล้ว 7,219,668 คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น เข็มแรก 5,252,531 โดส หรือ 7.9% ของประชากร และเข็มสอง 1,967,137 โดส หรือ 3.0% ของประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ยังจะมีวัคซีนทยอยเข้ามาอีก ซึ่งจากความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนที่ร่วมมือร่วมใจกัน ตนเองมั่นใจว่าการฉีดวัคซีนจะเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลได้วางเอาไว้ คือช่วงเดือนตุลาตม ฉีดวัคซีนอย่างน้อยเข็มแรกให้กับประชาชนได้ 50 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อถึงเวลานั้นก็จะทำให้มั่นใจได้อีกว่าประเทศไทยจะสามารถเปิดประเทศได้ภายใน 120 วันตามที่นายกฯได้ประกาศเอาไว้ ประชาชนจะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ พ่อค้า แม่ค้า ภาคธุรกิจกลับมาค้าขายได้ &amp;nbsp;ดังนั้นก็ให้ประชาชนมั่นใจว่านายกฯ และรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำงานให้ดีที่สุด หามาตรการต่างๆออกมาดูแลอย่างรัดกุม&amp;rdquo; นายเสกสกล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106952</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMD สวิตเซอร์แลนด์, World Competitiveness Center, ขีดความสามารถในการแข่งขัน, ดีขึ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608ffdfd2d090.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 13:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WEF เผยอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยปี 2019 อยู่ที่ 40 ลดลงจากปีก่อนแต่คะแนนเพิ่มขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.2562 นายวิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ในปี 2019 นี้ ประเทศไทยมีดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ดีขึ้นจากปี 2018 เดิม 67.5 คะแนนเป็น 68.1 คะแนน แต่อันดับลดลงอยู่ในอันดับที่ 40 ของโลก จากทั้งหมด 141 ประเทศ ที่ได้รับการจัดอันดับ จากปีก่อนอยู่ที่อันดับ 38&amp;nbsp;สำหรับอันดับหนึ่งปีนี้มีการล้มแชมป์เกิดขึ้น ประเทศสิงคโปร์ได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งโดยล้มแชมป์เก่า คือ สหรัฐอเมริกา ที่ตกลงไปเป็นอันดับสอง โดยอันดับสามถึงสิบมีดังนี้ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสังเกตสำคัญในปีนี้ คือ ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดสูงที่สุดในโลก โดยมีค่าดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 3.5 คะแนน ทำให้อันดับขยับเพิ่มขึ้นได้ถึง 10 อันดับ จากอันดับที่ 77 เมื่อปีที่ผ่านมา ขึ้นเป็นอันดับที่ 67 ของโลกในปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศ ASEAN+3 พบว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 6 จาก 12 ประเทศ โดยเป็นรองสิงคโปร์ (อันดับ 1) ญี่ปุ่น (อันดับ 6) เกาหลีใต้ (อันดับ 13) มาเลเซีย (อันดับ 27) และจีน (อันดับ 28) และมีอันดับสูงกว่าประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย (อันดับ 50) บรูไน (อันดับ 56) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 64) เวียดนาม (อันดับ 67) กัมพูชา (อันดับ 106) ลาว (อันดับ 113) โดยที่ประเทศพม่าไม่ได้รับการจัดอันดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปีก่อนพบว่า
มิติที่หนึ่ง สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ประเทศไทยได้คะแนน 273 คะแนน จากคะแนนเต็ม 400 คะแนน โดยคะแนนด้านสภาพแวดล้อมหน่อยงาน (Institutions) ของไทยลดลง จาก 55.1 เป็น 54.8 โดยอันดับด้านนี้ลดลงจาก 60 เป็น 67 แต่ก็ยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) คะแนนของประเทศไทยลดลงจาก &amp;nbsp;69.7 เป็น 67.8 โดยอันดับตกจาก 60 เป็น 71 ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีในเรื่องการเข้าถึงไฟฟ้าและการเชื่อมต่อของสนามบิน ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้อันดับของประเทศไทยทางด้านโครงสร้างพื้นฐานแย่ลงเกิดจากความหนาแน่นของระบบทางรถไฟ และความมีประสิทธิภาพของการให้บริการรถไฟ ทั้งที่ประเทศไทยได้คะแนนดีขึ้นในส่วนของอัตราการเกิดอาชญากรรมและข้อกำหนดเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ในส่วนของด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Adoption) คะแนนดีขึ้นจาก 56.6 เป็น 60.1 อันดับขึ้นจาก 64 เป็น 62 โดยประเทศไทยได้คะแนนในระดับดีมากในด้านการใช้โทรศัพท์มือถือ ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Stability) คะแนนดีขึ้นเล็กน้อยจาก 89.9 เป็น 90 โดยอันดับขึ้นจาก 48 เป็น 43 เนื่องจากเราควบคุมระดับเงินเฟ้อได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่สอง ทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ไทยได้คะแนน 151 คะแนน จากคะแนนเต็ม 200 คะแนน มาจากตัวขี้วัดด้านสาธารณสุข (Health) ซึ่งได้คะแนนดีขึ้นจาก 87.3 เป็น 88.9 โดยอันดับขึ้นจาก 42 เป็น 38 และตัวชี้วัดด้านทักษะ (Skills) คะแนนลดลงจาก 63 เป็น 62.3 โดยอันดับลดลงจาก 66 เป็น 73 แต่ก็ยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สาเหตุหลักที่ทำให้อันดับของประเทศไทยทางด้านทักษะลดลงเกิดจากทักษะของผู้สำเร็จการศึกษาแย่ลง และการสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ที่ยังทำได้ไม่ดีนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่สาม ตลาด (Markets) ไทยได้คะแนน 277 คะแนนจาก 400 คะแนน โดยด้านการแข่งขันภายในประเทศ (Product Market) ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดว่า ในแต่ละประเทศมีการดำเนินนโยบายที่ทำให้การแข่งขันในตลาดมีความผิดเพี้ยนไปเพียงใดและเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใดหรือไม่นั้น ประเทศไทยมีคะแนนใกล้เคียงเดิม คือ จาก 53.4 เป็น 53.5 แต่อันดับดีขึ้นมากจาก 92 เป็น 84 ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market) มีคะแนนใกล้เคียงเดิมเช่นกัน คือ จาก 63.3 เป็น 63.4 และอันดับลดลงจาก 44 เป็น 46 แต่ในทางกลับกันกับประเทศเพื่อนบ้านที่กลายเป็นจุดเด่นของเวียดนาม ลาวและบรูไนที่มีการเติบโตสูงมากเมื่อเทียบกับปี 2018 ด้านระบบการเงิน (Financial System) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 84.2 เป็น 85.1 โดยอันดับตกลงเล็กน้อยจาก 14 เป็น 16 แต่อย่างไรก็ต้องถือว่า ระบบตลาดเงินตลาดทุนของเรามีความพร้อมค่อนข้างมาก มีการพัฒนาที่ดีมาโดยตลอด และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้านขนาดของตลาด (Market Size) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 74.9 เป็น 75.5 โดยเป็นอันดับที่ 18 คงที่จากปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่สี่ ระบบนิเวศของนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ไทยได้คะแนน 116 คะแนน จาก 200 คะแนน โดยด้านการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Business Dynamism) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 71 เป็น 72 อันดับสูงขึ้น จาก 23 เป็น 21 เนื่องจากความคล่องตัวของธุรกิจในประเทศไทยดีขึ้นจากทั้งเงื่อนไขต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น และแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการที่มากขึ้น ส่วนด้านความสามารถทางนวัตกรรม (Innovation Capability) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 42.1 เป็น 43.9 อันดับสูงขึ้นจาก 51 เป็น 50 โดยความสามารถด้านนวัตกรรมดีขึ้นจากปัจจัยทุกด้าน ทั้งการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ตัวเลขดัชนีชี้วัดดังกล่าวในปีนี้ คงเป็นผลสะท้อนจากการพัฒนาประเทศไทยในปีที่ผ่านมา แต่บทสรุปของดัชนีต่างๆ คงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขว่า เพิ่มขึ้นหรือน้อยลงเพียงเท่านั้น เนื่องจากความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากการพัฒนาประเทศตามลำพัง แต่เกิดจากความสามารถในเชิงเปรียบเทียบกับการพัฒนาของประเทศอื่นๆ อีกด้วย แม้ว่า ระดับความสามารถของประเทศเพิ่มขึ้น แต่บริบทของเศรษฐกิจโลกก้าวพัฒนาไปมากกว่า จึงต้องอาศัยกลยุทธ์การพัฒนาที่เหนือกว่าประเทศคู่แข่งขันเป็นสำคัญ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47678</URL_LINK>
                <HASHTAG>World Economic Forum (WEF), ขีดความสามารถในการแข่งขัน, ประจำปี 2019, วิเลิศ ภูริวัชร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191009/image_big_5d9d7e88a5cbc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2019 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2019 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>IMD จัดอันดับขีดความสามารถไทยขึ้นมาอยู่ที่25 ดีขึ้น 5 อันดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.62-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากWorld Competitiveness Center (IMD)สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2562 พบว่า เขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 5 อันดับแรก คือ สิงคโปร์ เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับ 1 แทนที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งลดอันดับลงไปเป็นที่ 3 รองลงมา คือ ฮ่องกง, สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามลำดับ

สำหรับเขตเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ 5 เขตเศรษฐกิจ มีอันดับดีขึ้นเกือบทั้งหมด ประกอบด้วยสิงคโปร์ ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 มาเลเซีย อันดับคงที่ที่ 22 เช่นเดียวกับปีก่อน ส่วนไทยสูงขึ้น 5 อันดับ จากอันดับที่ 30 เป็น 25 ส่วนอินโดนีเซียอันดับดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอันดับที่ 43 เป็น 32 และฟิลิปปินส์ จากอันดับที่ 50 เป็น 46

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของไทย จากผลการจัดอันดับที่แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจ, ประสิทธิภาพของภาครัฐ, ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน มีผลการจัดอันดับดีขึ้น 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านสภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจลดลง 2 อันดับ

&amp;quot;ในปีนี้ผลการจัดอันดับของประเทศไทย ดีขึ้นถึง 5 อันดับ โดยที่ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้นถึง 2 อันดับโดยด้านเศรษฐกิจการลงทุนจากต่างประเทศมีอันดับดีขึ้นมาก ขณะที่การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจก็ส่งผลให้อันดับด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้นถึง 4 อันดับ นับว่าเป็นผลจากการที่รัฐบาลมีแนวทางดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัยคล่องตัว และส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในการให้บริการรวดเร็วมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแก้ปัญหาปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างทุกด้าน และกำลังผลักดันให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและในวงกว้างมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;quot;นายทศพร กล่าว

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37116</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขีดความสามารถในการแข่งขัน, ดีขึ้น, สถาบัน IMD</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190529/image_big_5cee16e96fbe6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 22:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>IMD แนะรัฐบาลเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
IMD เผยภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล เตรียมเปิดรับและวางกฎเกณฑ์รับมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ &amp;nbsp; ชี้สกุลเงินดิจิทัลมาแน่ แนะรีบผลักดันรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;เปิดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ไทยอยู่อันดับที่ 39&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาร์ตูโร บริส&amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์ IMD World Compititive Center บรรยายพิเศษในหัวข้อ Adopting Technology for Nationnal Competitiveness ว่า ในปัจจุบันนี้กระแสดิจิทัลเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นทุกภาคส่วนจำเป็นต้องมีการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งโลกในยุคต่อไปภาครัฐจะต้องรับบทบาทเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยภาครัฐในฐานะผู้ควบคุมและกำกับดูแล จำเป็นต้องเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงออกกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมากำกับดูแลเทคโนโลยีที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน หรืออื่นๆ ที่กำลังเข้ามา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประเทศไทยคงไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาได้ สิ่งที่ทำได้คือการหาจุดตรงกลางในการปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งในหลายประเทศที่เขาเปิดรับเทคโนโลยีก็ส่งผลต่อการยกระดับขีดความสามารถของเขา อย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น&amp;quot; &amp;nbsp;นายอาร์ตูโร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอนาคตเราจะเห็นว่า เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชน จะเข้ามามีบทบาทต่องานบริการสาธารณะมากขึ้น ประชาชนจะติดต่องานกับภาครัฐ โดยผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟนของตัวเอง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนลดลง และผู้ที่ทำหน้าที่คนกลางต่างๆ จะหายไป ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายของภาครัฐสมัยใหม่ที่จะต้องวางกฎระเบียบการกำกับดูแล เพื่อควบคุมระบบสังคม เศรษฐกิจให้เป็นระเบียบ ขณะเดียวกันต้องไม่ไปปิดกั้นเทคโนโลยี พร้อมทั้งต้องส่งเสริมเอกชนที่มีความพร้อมให้เขาสามารถเติบโต เป็นแกนหลักของระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เรื่องของสกุลเงินดิจิทัล ก็จะมีบทบาทมากขึ้น ในอนาคตมความเป็นไปได้ที่แต่ละประเทศจะมีการออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง หรือการแปลงสินทรัพย์กายภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่า จะส่งผลทำให้ประเทศมีความมั่งคั่งมากขึ้น และเมื่อประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ยิ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ อย่างเอสโตเนียก็ ปรับตัวเป็นประเทศดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ มีการทำติดต่องานของภาครัฐ ในรูปแบบออนไลน์ดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น มีความรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ ซึ่งเอสโตเนียก็เป็นต้นแบบให้รัฐบาลอีกหลายประเทศดำเนินการตาม&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคริสโตส คาบอริส Chief Economist andHead of Operation IMD เปิดเผยว่า ปัจจุบันขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ประจำปี &amp;nbsp;2561 ของไทย อยู่ที่อันดับที่ 39 ของโลก ดีขึ้นจากปีก่อนหน้าสองอันดับ โดยไทยมีจุดแข็งทางด้านเทคโนโลยี ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่สูง มีการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนที่สูง หรือบริการภาคการเงินและธนาคารที่ขแงแกร่ง แต่สิ่งที่ต้อวงปรับตัวอย่างมาก ก็คือ การเพิ่มทักษะความรู้ทางด้านดิจิทัล ให้กับคนในประเทศ รวมถึงระบบการศึกษาที่ยังไม่มีคุณภาพ ส่วนด้านการเตรียมความพร้อม ระบบรัฐบาลดิจิทัล ที่จะต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13242</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMD, ขีดความสามารถในการแข่งขัน, รัฐบาลดิจิทัล, อาร์ตูโร บริส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b46233123142.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;ชี้ความสามารถแข่งขันของไทยทรุดหนัก เหตุความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 61 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลนางสาวย่ิงลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า จากการจัดอันดับความสามารถแข่งขันของไทยโดยสถาบัน IMD ล่าสุด ประเทศไทยถูกจัดอันดับลดลง 3 อันดับ จาก อันดับที่ 27 ตกไปอยู่ที่ 30 หรือ เท่ากับ อันดับหลังการปฏิวัติ สาเหตุหลักคือ ความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล ซึ่งคงเห็นได้ชัดจากผลงานของรัฐบาลและแนวคิดของผู้นำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง การขาดดุลงบประมาณ ที่อาจจะมีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในโครงการประชารัฐ และ ไทยนิยม ไม่ได้เกี่ยวกับการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานตามที่รัฐบาลแก้ตัว เพราะการเบิกเงินปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ได้ไปถึงไหน และ ปัญหาความล้าหลังของการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นปัญหาหลักที่ ไอเอ็มดีชี้ว่าเป็นสาเหตุทำให้ความสามารถแข่งขันของไทยลดลง และที่สำคัญ ไอเอ็มดี ได้แนะนำให้ไทยรับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก และ เร่งปรับตัว เพราะการรับรู้และปรับตัวของไทยต่ำมาก ซึ่งตนได้เตือนรัฐบาลมาตลอด และจะเป็นสาเหตุของวิกฤตกบต้มได้เพราะมีความรู้ไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ศึกษาการวิเคราะห์และคำแนะนำของไอเอ็มดีนี้อย่างละเอียด ซึ่งหากจำกันได้ พลเอกประยุทธ์ เคยขึ้นพูดในเวทีการประชุมนานาชาติในปี 2559 &amp;nbsp;อ้างถึง ไอเอ็มดี จัดอันดับที่ดีขึ้นในขณะนั้น และยังถามในที่ประชุมนานาชาติว่า &amp;ldquo;พิชัย จบอะไรมา? ถึงมาวิจารณ์เศรษฐกิจ&amp;rdquo; ซึ่งตนเองจบเศรษฐศาสตร์ จุฬา และ ปริญญาโท เอ็นบีเอ ที่จุฬา ก็อยากขอให้พลเอกประยุทธ์ที่ไม่ได้มีพื้นฐานการศึกษาทางเศรษฐกิจได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของโลกมากๆ จะได้เข้าใจและพัฒนาประเทศในทางที่ถูกต้อง ประชาชนจะได้ไม่ลำบากเหมือนในปัจจุบัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันแม้จะดูว่าสูงเมื่อเทียบกับอดีตที่เศรษฐกิจทรุดต่ำมาตลอด 4 ปี ของการปฏิวัติ แต่ก็ยังไม่ได้โตมากนัก เพราะประเทศเพื่อนบ้านเราเศรษฐกิจโตสูงมาตลอดหลายปีนี้ &amp;nbsp;เปรียบได้กับคนป่วยที่พึ่งจะเริ่มหัดเดินได้แต่ยังวิ่งไม่ได้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านวิ่งมาตลอด 4 ปีแล้ว จึงอยากให้เข้าใจและอย่าดีใจมากเกินจริง โดยนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยจะมุ่งเน้นการปรับตัวของไทยเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกเพื่อก้าวทันและพัฒนาให้เท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9959</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขีดความสามารถในการแข่งขัน, พิชัย นริพทะพันธุ์, สถาบัน IMD, เศรษฐกิจกบต้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9527f71d85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศผลขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยปี61 พบตกรูด 3 อันดับ ยืนที่ 30 ของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;TMA และสภาพัฒน์ เผยผลการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันจาก IMD ประจำปี 61 พบ ไทยอันดับตกลงพบสาเหตุการลงทุนภาครัฐเป็นปัญหา มีการขาดดุลงบประมาณสูง


สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2561 ซึ่งทำการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 5 อันดับแรกยังเป็นกลุ่มเดิมแต่มีการสลับตำแหน่ง โดยสหรัฐอเมริกาเลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 ตามมาด้วยฮ่องกง สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และสวิสเซอร์แลนด์

สำหรับเขตเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ 5 เขตเศรษฐกิจ คือ สิงคโปร์มีอันดับคงที่ที่อันดับ 3 มาเลเซียอันดับขยับดีขึ้นจาก 24 เป็นอันดับที่ 22 และมีอันดับลดลง 3 เขตเศรษฐกิจได้แก่ ไทย ที่มีอันดับลดลงจาก 27 เป็น 30 อินโดนีเซียจากอันดับที่ 42 เป็น 43 และฟิลิปปินส์จากอันดับที่ 41 เป็น 50

เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของไทย จากผลการจัดอันดับที่แบ่งเป็น 4 ด้านได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มีผลการจัดอันดับดีขึ้น 1 ด้าน เท่าเดิม 2 ด้าน และลดลง 1 ด้าน โดยด้านที่ดีขึ้นได้แก่โครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่ด้านสภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) และประสิทธิภาพของภาคธุรกิจคงเดิม ส่วนด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับลดลง

&amp;nbsp;นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน TMA (TMA Center for Competitiveness) และ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการจัดการข้อมูลและสื่อสารประชาสัมพันธ์ กพข. กล่าวว่า จากผลการจัดอันดับในปีนี้ถึงแม้อันดับในภาพรวมจะลดลง แต่จะเห็นได้ว่าประเด็นที่เป็นการวางรากฐานในระยะยาวคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีอันดับดีขึ้น ในขณะที่การลงทุนโดยรัฐในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ส่งผลลบต่ออันดับบางด้านในระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะมีผลบวกต่อเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ประเด็นที่รัฐบาลยังคงต้องให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาทางด้านสังคม การศึกษา และสาธารณสุขเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ

ในขณะที่ นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าในปีนี้แม้ว่าผลการจัดอันดับในภาพรวมจะลดลงแต่ในองค์ประกอบนั้นมีดีขึ้น 1 ด้าน และสามารถรักษาอันดับไว้ได้ใน 2 ด้านคือด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพภาคเอกชน สำหรับด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ซึ่งมีอันดับลดลงจาก 22 ในปีที่แล้วเป็น 24 ในปีนี้นั้น เป็นผลมาจากการการใช้จ่ายขาดดุลเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้นและจะสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ได้มีการเฝ้าระมัดระวังในการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง รวมทั้งกำกับดูแลให้การใช้งบประมาณภาครัฐก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความคุ้มค่าอยู่อย่างต่อเนื่องแล้วภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง สำหรับการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจก็ส่งผลให้อันดับด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (business legislation) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้นถึง 2 อันดับ และรัฐบาลก็มีแนวทางที่จะดำเนินการให้เกิดผลอย่างกว้างขวางมากขึ้นต่อไปจากการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย คล่องตัว และการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลในการให้บริการให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาปัจจัยที่เป็นพื้นฐานเชิงโครงสร้างในทุกด้าน&amp;rdquo;

&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งนี้ ในวันที่ 11 - 12 กรกฎาคม 2561 สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จะมีการจัดสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2018 ภายใต้หัวข้อ Powering Thailand Competitiveness Through Digital Transformation ที่มุ่งเน้นการปรับตัวของทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และแนวทางการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการให้บริการในภาครัฐและสร้างความสามารถของภาคธุรกิจในการแข่งขันในระดับสากล&amp;rdquo; นายเทวินทร์ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9868</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขีดความสามารถในการแข่งขัน, สภาพัฒน์, เทวินทร์  วงศ์วานิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d2669ec461.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลจ่อยกเลิกขอใบอนุญาตทำธุรกิจหลายพันฉบับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมาย จ่อโละการขอใบอนุญาตทิ้งเกือบ 5,000 ฉบับ หวังลดขั้นตอน และเชฟต้นทุนในการทำธุรกิจ ฟาก กพร. เตรียมเปิดให้ขอใบอนุญาตผ่านออนไลน์กว่า 300 ฉบับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2561 นายกอบศักดิ์ &amp;nbsp;ภูตระกูล &amp;nbsp;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนา executive forum on competitiveness 2018 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ ว่า &amp;nbsp;รัฐบาลให้ความสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันในไทย ติด 20 อันดับแรกของประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด &amp;nbsp;จากปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับ &amp;nbsp;27 จากการจัดของ international Institute for Management Development หรือ ไอเอ็มดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินงาน &amp;nbsp;จะเน้นไปที่การปฏิรูปกฎหมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะ ยกเลิกใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพของประชาชนที่ในปัจจุบันมีอยู่กว่า 5,000 เรื่อง แต่ในอนาคต จะลดให้เหลือไม่เกิน 1,000 ฉบับ ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าว จะช่วยลดขั้นตอน และลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; หากต้องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เราจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ เพราะกฎหมายหลายฉบับของไทย ค่อนข้างล้าสมัย บางเรื่องประกาศใช้มากว่า 70ปี และยังเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการขออนุญาตประกอบธุรกิจที่ซับซ้อน หลายขั้นตอน ซึ่งมีต้นทุนที่สูง เราต้องดูแนวทางของประเทศเหมือนเกาหลีใต้ ที่สะสางกฎหมายลดลงไปได้ถึง 50% ทำให้ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ประมาณปีหนึ่งถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี แน่นอนมันทำให้ภาครัฐเสียรายได้บ้าง แต่จะส่งผลดีต่อการแข่งขันในระยะยาว&amp;quot; นายกอบศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข &amp;nbsp;รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่ยกระดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (doing Business) ให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 26 &amp;nbsp; ซึ่งยังตามหลังมาเลเชียที่อยู่ในอันดับที่ 24 &amp;nbsp;โดยรัฐบาลไทยคาดหวังว่า จะสามารถแซงมาเลเชียได้ในปีนี้ โดยสิ่งที่รัฐบาล ดำเนินการก็คือ การปฏิรูปกระบวนการทำงานของราชการ ที่จะต้องอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลเตรียมรวบรวมการขอใบอนุญาตที่สำคัญกว่า 300 ฉบับ มาให้บริการในอินเทอร์เน็ตภายในปี 2562 &amp;nbsp;เพื่อลดเวลา และลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4565</URL_LINK>
                <HASHTAG>doing Business, ก.พ.ร., กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ขีดความสามารถในการแข่งขัน, ปฏิรูปกฎหมาย, รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ใบอนุญาต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa101c3066dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
