<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2018 11:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2018 11:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พี่ศรี&#039;จัดหนัก!ค้านขึ้นค่าไฟฟ้าผลักภาระผู้บริโภคนายทุนอิ่มเอมตะเพิดกกพ.ลาออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9พ.ย.61-นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคมฯ เรื่อง &amp;ldquo;หยุดผลักภาระค่าไฟฟ้าให้ผู้บริโภคบนความอิ่มเอมของนายทุนไฟฟ้า&amp;rdquo; ระบุว่า ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติประกาศขึ้นค่าเอฟทีครั้งแรกในรอบ 16 เดือนส่งผลให้ในปี 2562 อัตราค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีก 4.30 สตางค์ต่อหน่วย โดยอ้างว่าเกิดจากปัจจัยด้านราคาเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย (ไม่รวม VAT) จากปัจจุบันที่ต้องจ่าย 3.60 บาทต่อหน่วยนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
การประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกำกับกิจการพลังงานที่ล้มเหลวของ กกพ. ชุดใหม่ที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นการอาศัยจังหวะเวลาที่เป็นรอยเชื่อมต่อของโรดแมปของการเลือกตั้งที่ประชาชนมุ่งให้ความสนใจต่อการเกิดขึ้นของพรรคการเมือง การทำกิจกรรมของพรรคการเมือง และการเร่ร่อนขายอุดมการณ์ของนักการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้ออ้างของ กกพ. ที่นำปัจจัยด้านราคาเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้ามาเป็นดรรชนีกำหนดราคาค่าเอฟที เพื่อผลักภาระให้กับประชาชน โดยไม่ยกเอาความผิดพลาดล้มเหลวในการอนุญาตให้มีการผลิตกระแสไฟฟ้าออกมามากจนล้นระบบ โดยปล่อยให้ กฟผ. และบริษัทนายทุนพลังงานต่างๆ เข้ามาประมูลการสร้างและขายไฟฟ้าเข้าระบบจนเกินความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันมีการป้อนไฟฟ้าเข้าสู่ระบบมากถึง 43,075.15 เมกะวัตต์ โดย กฟผ.ผลิตเพียง 15,763.83 เมกะวัตต์ หรือ 30.67 % ขณะที่ปล่อยให้ภาคเอกชนผลิตถึง 27,311.32 เมกะวัตต์หรือ 63.40 % ขณะที่สถิติความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 มีเพียง 27,430.20 เมกะวัตต์เท่านั้น ซึ่งเกินไปกว่าความต้องการเกือบ 1 เท่าตัว ซึ่งทำให้เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้ากลายเป็น &amp;ldquo;เสือนอนกิน&amp;rdquo; เพราะสัญญาได้ผูกมัดบังคับให้รัฐต้องซื้อไฟฟ้าในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแน่นอนแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ดังนั้นการผลักภาระค่าไฟฟ้าผ่านการขึ้นค่าเอฟที จึงเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนทั้งประเทศในยุคเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ถ้า กกพ.หมดปัญญาที่จะกำกับกิจการพลังงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยควบคุมราคาค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกินไปจากราคา 3.60 บาทต่อหน่วย ก็ควรถือสปิริตลาออกไปเสีย อย่างมานั่งเกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต่อไปเลย และที่สำคัญควรจะใช้อำนาจสั่งระงับหรือยุติเงินกินเปล่าที่จะต้องจ่ายให้กับนายทุนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนต่างๆ ทั้งหมดเสีย เพื่อให้นายทุนไฟฟ้ามาร่วมรับผิดชอบในการผลิตไฟฟ้าเกินด้วย เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนไฟฟ้าทั้งระบบ และจะนำไปสู่การลดค่าเอฟทีได้ในที่สุดด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21656</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กฟผ., ขึ้นค่าเอฟที 4.30 สตางค์/หน่วย, ขึ้นค่าไฟฟ้า, ศรีสุวรรณ จรรยา, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181109/image_big_5be5111e0b364.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
