<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 15:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.50%  ชี้ ชิมช้อปใช้ไม่มีผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.2562 &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ กนง. ในวันที่ 25 ก.ย. 2562 ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยไว้ที่ระดับ 1.50% ต่อปี พร้อมทั้งได้มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้ เหลือ 2.8% จากเดิม 3.3% และปรับลดจีดีพีในปี 2563 เหลือ3.3% &amp;nbsp;จากคาดการเดิม 3.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้ชะลอตัวลง มาจากการส่งออกสินค้าที่หดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกทีะลอลง จากสภาวะการกีดกันทางการค้าที่ทีวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น และส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง รวมถึงการจ้างงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้าในช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมากขึ้น ทำให้คาดว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ จะขยายตัว -1.0% จากคาดการณ์เดิม 0% และในปี 2563 คาดว่าส่งออกจะขยายตัว 1.7% จากคาดการ์เดิม 4.3% ส่วนการนำเข้าในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัว -3.6% จากคาดการณ์เดิม -0.3% และในปี 2563 คาดว่านำเข้าจะขยายตัว 3.5% จากคาดการณ์เดิม 4.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ลดลง กนง. ได้รวมปัจจัยเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น มาตรการชิมช้อปใช้ ไปแล้ว ซึ่งหากไม่มีการออกมาตรการดังกล่าว จีดีพีก็มีแนวโน้มจะลดลงกว่านี้อีก รวมทั้งได้รวมปัจจัยการจัดทำงบประมาณ ปี 2563 ที่ล่าช้า โดยคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ต้นปีหน้า&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก และแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ด้วยเช่นกัน ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวดน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งมาจากการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะกรรมการ กนง. จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศ จากสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน และประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งจะติดตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและการใช้จ่ายภาครัฐ ตลอดจนความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนของภาคเอกชน&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีนี้ มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงตามแรวกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งเห็น่วาอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะมีแนวโน้มปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2563 ตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กนง. ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในภาวะที่ความเสี่ยงด้านต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติมตามความจำเป็น โดยพบว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินทุนในหุ้นและพันธบัตรยังคงไหลออกสุทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบการเงินโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต กนง. เห็นว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไป ช่วยดูแลการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องติดตามพฤติกรรมการแสดงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่ควร พติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร โดย กนง. เห็นนว่าควรใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินและมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินร่วมกันอย่างเหมาะสม&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ กนง. จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเแพาะผลกระทบของสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่งจริงจังจากทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46601</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย, คงดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c92e185dfc0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 23:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อภิศักดิ์” อัด ธปท. ห่วงหนี้ครัวเรือนแล้วขึ้นดอกเบี้ยทำไม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวถึงกระแสวิจารณ์กรณีหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจนอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ ว่า ก่อนอื่นต้องแยกก่อนว่าหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมาจากอะไร หากเป็นหนี้ที่กู้ไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ซื้อที่อยู่อาศัย ก็ถือเป็นหนี้ที่มีคุณภาพดี แต่ในทางกลับกันหากเป็นหนี้เพื่อซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น เช่น โทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ ไม่ใช่หนี้ครัวเรือนที่มีคุณภาพ เพราะเป็นการกู้แบบใช้แล้วหมดไป ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นห่วงเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ขอถามว่าถ้าเป็นห่วงจริงๆ แล้วจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทำไม เพราะเท่าที่ติดตามดู เมื่อขึ้นดอกเบี้ยสิ่งที่ขึ้นเลย คือดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อย แล้วมาพูดว่าเราทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จริง ๆ แล้วคุณก็ทำให้มันเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรายย่อย รายใหญ่ ในเมื่อคุณทำแบบนี้ มันยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นหรือเปล่า ส่วนอีกเรื่อง คือ สิ่งที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น คือ หนี้นอกระบบที่ปัจจุบันถูกแปลงเข้ามาเป็นหนี้ในระบบ ซึ่งหนี้ส่วนนี้มีค่อนข้างมาก จึงทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องนำให้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อต้องการช่วยเหลือผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบให้มีความปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31104</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51bb1624862.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2019 06:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2019 06:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“หอการค้า” ห่วงดอกเบี้ยขึ้นกระทบต้นทุนเอสเอ็มอีทะยาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.พ.2562&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 4/2561 จาก 1,242 พันตัวอย่างทั่วประเทศ ว่า ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ ไตรมาส 4/2561 อยู่ที่ 43.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5 จุด จากไตรมาสก่อนหน้า และคาดว่าในไตรมาส 1/2562 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 43.9 โดยมองว่าสถานการณ์ธุรกิจของภาคเอสเอ็มอีจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4 ที่ผ่านมา แม้จะไม่ดีมาก แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ประคองให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ขณะที่ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ในไตรมาส 4/2561 อยู่ที่ระดับ 50.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1 จุดจากไตรมาสก่อนหน้า และคาดว่าในไตรมาส 1/2562 จะปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50.6 ส่วนดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ในไตรมาส 4/2561 อยู่ที่ระดับ 52.8 ลดลง 0.3 จุดจากไตรมาสก่อนหน้า และคาดว่าในไตรมาส 1/2562 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 53.1 ถือเป็นระดับการเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับดัชนีความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี ในไตรมาส 4/2561 อยู่ที่ระดับ 49 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4 จุดจากไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากไตรมาส 3/2561 เป็นต้นมา และคาดว่าไตรมาส 1/2562 จะปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 49.2 ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4% ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคเอสเอ็มอีเติบโตได้ดีขึ้น พร้อมทั้งต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้านสินเชื่อ ด้านหนี้สิน ด้านภาษีและด้านการศึกษา

ทั้งนี้ มองว่า ไตรมาส 1/2562 มีหลายปัจจัยที่จะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งมีความสำคัญในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ อาทิ ความชัดเจนเรื่องสงครามการค้า แผน Brexit ของอังกฤษ การเลือกตั้งที่จะทำให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดมีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจที่จะมีผลถึงทิศทางของภาคเอสเอ็มอีในประเทศด้วย

&amp;ldquo;การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงก่อนหน้านี้ ถือเป็นปัจจัยลบของภาคเอสเอ็มอี เพราะมีผลกับต้นทุนทางการเงิน แต่ในระยะสั้นนี้ยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรง เนื่องจากสถาบันการเงินยังไม่มีการตอบสนองกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากนัก โดยยังคงดูแลลูกค้าต่อไป แต่ผลจากการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2562 ซึ่งมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณทางหนึ่งว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 0.25-0.50% ในปีนี้ ตรงนี้ทำให้ภาคเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัว เช่น การทำบัญชีให้ถูกต้องซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้มอบยุทธศาสตร์ 3 เติม ให้แก่เอสเอ็มอีไทย ได้แก่ 1. เติมทักษะ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การอบรมสัมมนา 2. เติมทุน ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3. เติมคุณภาพชีวิต ช่วยให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการภาครัฐ ช่วยยกระดับสร้างความมั่นคงในอาชีพ โดย 3 เติมดังกล่าว จะช่วยยกระดับเพิ่มขีดความสามารถให้แก่เอสเอ็มอี สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28591</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ม.หอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2018 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังฮึ่มกนง.หากขึ้นดอกเบี้ย! รับผิดชอบประเทศด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังฮึมขึ้นดอกเบี้ย! ต้องอยู่ในจังหวะเหมาะสม ไม่ทำให้เศรษฐกิจประเทศมีปัญหา ห่วงขยับมากเกินทำทุนนอกไหลเข้าไม่หยุด ดันบาทแข็งโป๊ก ฉุดส่งออกทรุด ลั่น กนง.มีอิสระทำนโยบาย แต่ต้องมีความรับผิดชอบกับประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อปี ถือเป็นอิสระในการตัดสินใจของ กนง.ที่จะประเมินสถานการณ์ ว่ามีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ต้องขึ้น สำหรับการส่งสัญญาณของ กนง. ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปลายปีนี้ เป็นแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกที่ต้องขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยต้องดูว่าควรจะขึ้นเมื่อไหร่ และต้องขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม และต้องไม่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา เช่น การขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปก็จะส่งผลกระทบทำให้มีเงินทุนนอกไหลเข้ามาอีก ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอีก ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ดีกับการส่งออกและเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การขึ้นดอกเบี้ยที่มากเกินไป ก็จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไม่เข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1-4% เพราะตอนนี้อัตราเงินเฟ้อแตะกรอบล่างอยู่เล็กน้อย กรณีอย่างนี้ กนง.ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ แต่หาก กนง.มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจมันดีมาก ๆ แล้วจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในตอนนี้ ก็เป็นสิ่งที่ กนง.ต้องตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ ธปท.บอกว่าเป็นห่วงเงินบาทจะแข็งค่า จากเงินทุนไหลเข้า รวมทั้งการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2562 จะต่ำลงอีก แล้วจะมาขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ จะไปขึ้นดอกเบี้ยทำไม ซึ่ง ธปท.มีอิสระในการตัดสินใจ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อประเทศด้วย ไม่ใช่อิสระและให้ประเทศเป็นอย่างไรก็ได้&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความเป็นห่วงเกี่ยวกับนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐและจีน รวมถึงสงครามการค้า ถ้า ธปท.เป็นห่วงปัจจัยดังกล่าว ก็ยิ่งไม่ควรขึ้นดอกเบี้ย และควรจะต้องรอดูว่าสงครามการค้าจะกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน หากเศรษฐกิจไทยโดนกระทบมาก ธปท.ก็ต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วก็จะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรณีที่ กนง.เป็นห่วงว่าถ้ามีการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำเป็นเวลานานทำให้ตลาดคาดการณ์ และ พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน จนทำให้เกิดความเสี่ยง มันไม่เกี่ยวข้องกัน การหาผลตอบแทน คือ การที่นักลงทุนไปหาผลตอบแทนที่ดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนสมัยนี้ ดูแลตัวเองเป็น และผู้ลงทุนส่วนมากเป็นรายใหญ่ทั้งนั้น ส่วนรายเล็กก็ยังฝากเงินอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งนั้น ยังไม่ได้นำเงินไปไหน ซึ่งกระทรวงการคลัง เตรียมขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ให้รายย่อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการคงประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 4.4% ซึ่งต่ำกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ที่ 4.8% ก็เป็นเรื่องของ ธปท.ที่จะประมาณการณ์อย่างระมัดระวัง เพราะมีอิสระในการประเมิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18094</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, รับผิดชอบประเทศด้วย, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3399039afab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
