<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.ออกกฎใหม่ &quot;พนักงานดูแลผู้สูงอายุ&quot; ต้องขึ้นทะเบียนทุกราย มีผลตั้งแต่ 27ม.ค.64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18มี.ค.64- นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกฏกระทรวงฉบับใหม่ เกี่ยวกับกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม เป็นต้นมา โดยกิจการดูแลผู้สูงอายุฯ ทั้งรายเก่า/รายใหม่จะต้องขออนุญาตเปิดกิจการ ส่วนผู้ให้บริการในกิจการดูแลผู้สูงอายุฯ ต้องขึ้นทะเบียนกับกรม สบส. ผ่านเว็บไซต์ www.esta.hss.moph.go.th ทั้งนี้ จากที่ได้รับรายงานพบว่าทั่วประเทศมีกิจการดูแลผู้สูงอายุฯ กว่า 3,000 แห่ง ขณะนี้มีกิจการมายื่นขออนุญาตประกอบกิจการในระบบ เป็นจำนวนกว่า 100 แห่ง โดย 90% เป็นกิจการประเภทที่มีการดูแลและประคับประคองผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงโดยมีการพักค้างคืน ส่วนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการฯนั้น ขณะนี้มียื่นขอขึ้นทะเบียนฯเข้ามาในระบบกว่า 1,000 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2564) คาดว่าทั้งประเทศมีผู้ให้บริการฯ 28,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. ได้กล่าวว่า สำหรับผู้ให้บริการในกิจการดูแลผู้สูงอายุฯนั้น จะต้องจบหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 420 ชม. แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) กลุ่มที่จบและมีวุฒิบัตร/ประกาศนียบัตรหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุฯ ไม่น้อยกว่า 420 ชม.ก่อนที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ต้องรีบขอขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 หากพ้นกำหนดจากนี้ ต้องเทียบเคียงหรือไปสมัครเรียนหรืออบรมใหม่จากสถาบันที่ได้รับรองหลักสูตรจากกรม สบส.เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ผู้ที่เริ่มเรียนหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 420 ชม. ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ และได้รับวุฒิหลังวันที่ 27 มกราคม 2564 ให้ยื่นขอขึ้นทะเบียนภายใน 6 มกราคม 2565 และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) กลุ่มสุดท้าย คือผู้ที่เริ่มเรียนหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชม. หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะสามารถขึ้นทะเบียนได้ก็ต่อเมื่อเรียนจบจากสถาบันที่ได้รับรองหลักสูตรจากกรม สบส.เท่านั้น โดยต้องขึ้นทะเบียนก่อนที่จะปฏิบัติงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบอาชีพเป็นพนักงานดูแลผู้สูงอายุฯในกิจการดูแลผู้สูงอายุฯ มาขึ้นทะเบียนตามวันที่กฎหมายกำหนดข้างต้น ในส่วนของเจ้าของกิจการดูแลผู้สูงอายุฯนั้น หากเป็นรายเก่าที่เปิดกิจการก่อนที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ให้ยื่นขออนุญาตภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 ส่วนรายใหม่ต้องมีใบอนุญาตก่อน จึงจะสามารถเปิดกิจการได้ สอบถามเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรม สบส. 1426 . &amp;nbsp; &amp;quot;รองอธิบดีกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96487</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นทะเบียน, พนักงานดูแลผู้สูงอายุ, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605313c331169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เปิดช่องทางพิเศษ ขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด ทั้งต่างประเทศในประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30ธ.ค.63-นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 ยืนยันพร้อมอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนวัคซีนทุกรายการ ทั้งวัคซีนที่พัฒนาจากต่างประเทศและวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกเทคโนโลยีแพลตฟอร์มให้สามารถขึ้นทะเบียนด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย อย. ได้เปิดช่องทางพิเศษสำหรับขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าวัคซีนที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย. จะมีความปลอดภัย มีคุณภาพ มีประสิทธิผลป้องกันโรค และเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค อย. ได้เตรียมมาตรการเฝ้าระวังและประเมินผลความปลอดภัยของวัคซีนอย่างรอบด้านด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88390</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., ขึ้นทะเบียน, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbbdc12966e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ลุยขึ้นทะเบียน GI &#039;มังคุดเขาคีรีวง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค. 2563 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมสรุปการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้ามังคุดเขาคีรีวง ณ ห้องประชุม ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับคณะผู้แทนจากหน่วยงานในจังหวัด เช่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ ว่า กรมฯ ได้รับคำขอขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;สินค้ามังคุดเขาคีรีวง จากนายวิรัตน์ ตรีโชติ หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมชุมชนคีรีวง ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มเกษตรกร และจากนี้ไป กรมฯ จะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดคำขอ และพิจารณารับขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;ต่อไป

ทั้งนี้ กรมฯ และคณะยังได้ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตมังคุดเขาคีรีวงในพื้นที่ อ.ลานสกา เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิต และพิสูจน์คุณภาพ ความอร่อย ของสินค้าดังกล่าว พร้อมกับได้แนะนำคู่มือปฏิบัติงานสำหรับสมาชิกผู้ที่จะขอใช้ตราสัญลักษณ์&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;และแผนการควบคุมตรวจสอบสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้กับกลุ่มเกษตรกรด้วย

สำหรับมังคุดคีรีวง ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ ต.กำโลน ต.ท่าดี และต.เขาแก้ว ของอ.ลานสกา ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 200 เมตร มีฝนชุกและเป็นพื้นที่ป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกมังคุดด้วยวิธีธรรมชาติ ทำให้ได้ผลผลิตที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีผลใหญ่ เนื้อสีขาวรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ลูกกลม เปลือกหนา ผิวมันวาว กลีบขั้ว สีเขียวสด ก้นรี ซึ่งผลขนาดใหญ่มีน้ำหนักถึง 4 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม เปลือกหนาประมาณ 1 เซนติเมตร เมล็ดไม่ใหญ่ สามารถขายได้ราคากิโลกรัมละ 400-500 บาท

ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ทำการสำรวจสินค้าชุมชนของ จ.นครศรีธรรมราช ที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะผลักดันเป็นสินค้า&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;รายการใหม่ในอนาคต โดยพบว่า มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนอีกหลายรายการที่เข้าข่ายอาจขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;ได้ เช่น เครื่องจักสานย่านลิเภาเมืองนคร ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติคีรีวง ซึ่งกรมฯ จะประสานงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ในการจัดทำคำขอ และผลักดันให้ขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน สร้างรายได้ให้ชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก

ก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้ขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;GI&amp;nbsp;สินค้าส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เป็นรายการแรกของจ.นครศรีธรรมราช มาตั้งแต่ปี 2555 โดยส้มโอทับทิมสยามปากพนังมีคุณภาพและเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถครองใจผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นกอบเป็นกำมาแล้ว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นทะเบียน, คีรีวง, มังคุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d17f966ba8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>15 ก.พ.นี้ บีทีเอสแจ้งผู้ใช้บัตรแรบบิทลงทะเบียนแสดงตัวตน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.62-นายสุรพงษ์ &amp;nbsp;เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผู้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ถือบัตรแรบบิทขอให้มาลงทะเบียน แสดงตัวตน (Know Your Customer หรือ KYC) อันเนื่องมาจากบัตรแรบบิทเข้าข่ายเป็นการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 กำหนดให้จำเป็นต้องแสดงตัวตน โดยการลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่กำหนดไว้ตามพรบ.ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 บริษัทฯ ขอความร่วมมือผู้โดยสารให้นำบัตรแรบบิทพร้อมบัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทาง กรณีชาวต่างชาติ ไปลงทะเบียนด้วยตนเอง เมื่อทำการซื้อ เติมมูลค่าเงิน หรือเติมเที่ยวเดินทางรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ห้องจำหน่ายตั๋วรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที ทุกสถานี หรือศูนย์บริการแรบบิท ที่สถานีสยาม โดยหลังจากลงทะเบียนบัตรแรบบิทแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์ โดยในกรณีบัตรแรบบิทสูญหาย จะสามารถแจ้งระงับการใช้งานบัตร และสามารถขอคืนมูลค่าเงินและเที่ยวเดินทางรถไฟฟ้าบีทีเอสที่คงเหลือในบัตรได้ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28290</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นทะเบียน, บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ, บัตรแรบบิทขอให้มาลงทะเบียน แสดงตัวตน (Know Your Customer หรือ KYC), สุรพงษ์  เลาหะอัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190204/image_big_5c57f5a9ab2c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2018 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2018 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขีดเส้น 15 วันสอบ &#039;งาช้าง&#039; บ้านเปรมชัยยื่นขึ้นทะเบียนหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.พ. 61 -เวลา 15.00 น. &amp;nbsp; ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงการสรุปการเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกของคณะนายเปรมชัย กรรณสูต เมื่อ 2 - 4 ก.พ. ว่าในขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ทุกฝ่ายพยานหาข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะด้านตำรวจหรือด้านกรมอุทยานก็ตาม เมื่อวันที่ 8 ก.พ. หัวหน้าวิเชียรก็ได้เข้าให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่ก็มีข่าวในโซเชียลออกมาว่าจะมีการเอาผิดกับหัวหน้าวิเชียรและคณะ ต่างๆ นา ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเรียนว่าเราเข้าใจในสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ดี แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย ทางกรมอุทยานก็ได้ตั้งคณะให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุก ๆ ประเด็น ยังไม่มีการปลดใครออก ไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิด อรายละเอียดข้อเท็จจริงทั้งหมด&amp;quot; นายสมโภชน์ &amp;nbsp;กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามทางตนไม่ทราบว่าทางพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. มีหนังสือให้แจ้งความจริงหรือไม่เพราะตนยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าวเห็นแต่ทางสื่อเท่านั้น สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินการสืบสวนอยู่ในระหว่างทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมโภชน์ กล่าวด้วยว่าสำหรับการเข้าพื้นที่เป็นการมอบอำนาจตามลำดับชั้น แต่ถ้าหากจะไปพักค้างคืนจะต้องเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่บ้านโปร่ง แต่การละเว้นค่าธรรมเนียมนั้นเป็นหน้าที่ของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรณีของของเปรมชัย เป็นการเข้าไปพักค้าง จะต้องได้รับการอนุญาตผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ การอนุญาตเป็นได้ทั้งทางวาจาหรือหนังสือก็ได้ ซึ่งจากหนังสือที่เปรมชัยกล่าวอ้างก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นการของอนุญาตเสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตามการแจ้งด้วยวาจาจะกระทำต่อเมื่อมีการขอกระชั้นชิด และต้องแน่นใจว่าสามารถออกหนังสือได้จึงอนุญาตได้ด้วยวาจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่าสำหรับงาช้างบ้านเปรมชัยได้ยื่นขึ้นทะเบียนแล้วแต่ขณะนี้อยู่ในระหว่างตรวจสอบว่าตรวจกับที่ยื่นหรือไม่ โดยใช้เวลาประมาณ 7-15 วัน สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงเป็นบทเรียนของทุกฝ่ายว่าต่อไปจะต้องมีการระมัดระวังมากขึ้น ตั้งว่าจุดไหนเข้าได้และจุดไหนเข้าไม่ได้.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2757</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขีดเส้น15วัน, ขึ้นทะเบียน, งาช้าง, เปรมชัย กรรณสูต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180209/image_big_5a7d728d1114c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
