<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮึ่ม!ขึ้นบัญชีดำ ออกคูปอง1พัน ใช้หมดทีเดียว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;คลัง&amp;quot; ฮึ่ม! ขึ้นบัญชีดำร้านหัวหมอออกคูปองบังคับใช้เงิน 1 พันบาทมาตรการชิมช้อปใช้ทั้งหมดทีเดียว จี้ยุติพฤติกรรมพร้อมขู่ตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ เผยยอดใช้จ่ายทะลุ 3 พันล้าน &amp;nbsp;เร่งสรุปเฟส 2 สัปดาห์นี้ก่อนเสนอ ครม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเปิดลงทะเบียนร่วมมาตรการชิมช้อปใช้รอบเก็บตก วันที่ 7 ตุลาคม &amp;nbsp;2562 หรือวันที่ 15 ของมาตรการ เพื่อรับเงิน 1,000 บาทไปใช้ท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงรับสิทธิ์ได้เงินคืน (แคชแบ็ก) 15% พบว่ายังได้รับความสนใจจากประชาชนลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง โดยในการเปิดลงทะเบียนเหลือสิทธิ์ให้เก็บตก 60,410 สิทธิ์ แต่ปรากฏว่าเมื่อเริ่มเปิดลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 00.01 &amp;nbsp;น. พบว่าภายในเวลา 23 นาที หรือ 00.23 น.ก็มีคนลงทะเบียนเต็มตามจำนวนเรียบร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี หลังจากนี้กระทรวงการคลังยังเปิดให้ลงทะเบียนต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 พ.ย.นี้ หรือจนกว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์ครบ 10 ล้านคน โดยจะพิจารณาให้สิทธิ์ลงทะเบียนเพิ่มแบบวันต่อวัน ซึ่งจะยกยอดมาจากผู้กรอกข้อมูลลงทะเบียนไม่ถูกต้อง รวมถึงผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแต่ไม่ใช้เงินภายใน 14 วัน ให้นำกลับมาเปิดลงทะเบียนใหม่ โดยผู้สนใจร่วมชิมช้อปใช้สามารถตรวจสอบจำนวนสิทธิ์ในแต่ละวันได้ที่ &amp;nbsp;www.ชิมช้อปใช้.com ซึ่งคาดจะเหลือไม่เยอะ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยจะต้องรอการตรวจสอบสิทธิ์อีก 3 วันทำการ จากนั้นจะได้รับแจ้งทางเอสเอ็มเอส พร้อมอีเมลยืนยันสิทธิ์และเริ่มจับจ่ายใช้สอยได้ในวันถัดไปจนถึง 30 พ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าถูกห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีพฤติกรรมเอาเปรียบ ด้วยการบังคับให้จ่ายเงิน 1,000 บาทจากมาตรการชิมช้อปใช้ทั้งหมดทีเดียวก่อนเข้าไปเลือกซื้อสินค้า ซึ่งต่อมาแม้ประชาชนจะใช้ซื้อสินค้าไม่ถึง 1,000 บาท แต่ก็ไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือคืน ทำให้ต้องจำใจซื้อของให้ครบทั้งหมด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง) &amp;nbsp;กล่าวว่า กระทรวงการคลังขอย้ำเตือนผู้ประกอบการห้างร้านทั้งหลายว่า ห้ามมิให้เอาเปรียบประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จากมาตรการชิมช้อปใช้ เช่นออกคูปอง 1,000 บาท หรือเงื่อนไขอื่นใดเพื่อให้ประชาชนซื้อของเฉพาะในห้างหรือร้านของตัวเองเต็มวงเงิน เพราะหากได้รับการร้องเรียนและมีการตรวจพบว่ากระทำการลักษณะดังกล่าวจริง ก็จะจัดการขั้นเด็ดขาดด้วยการยกเลิกสิทธิ์การเข้าร่วมมาตรการทันที รวมถึงขึ้นบัญชีดำสำหรับการเข้าร่วมมาตรการต่างๆ ในอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชาชนพากันไปจับจ่ายเงินมาตรการชิมช้อปใช้ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตังเป็นจำนวนมาก และส่งผลให้ร้านค้าหรือห้างสะดวกซื้อบางแห่งมีการวางระบบบริหารการจัดการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวกหรือถูกเอาเปรียบ จึงขอให้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว&amp;quot; นายชาญกฤชกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังแนะนำประชาชนว่า หลังจากได้รับเอสเอ็มเอสยืนยันสิทธิ์และมีการเปิดใช้ครั้งแรกภายในระยะเวลา 14 วันแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดภายในครั้งเดียว เพราะเงินส่วนที่เหลือยังนำไปใช้ยังสถานที่อื่นๆ ภายในจังหวัดที่ลงทะเบียนเอาไว้ได้ด้วยจนถึงวันที่ 30 พ.ย.62 โดยสามารถใช้ซื้อสินค้าจำเป็นที่ใช้ในครัวเรือน ซื้ออาหาร หรือใช้เป็นค่าที่พักในการเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องใช้จนหมดในครั้งแรกครั้งเดียว ที่สำคัญยังสามารถเติมเงินเข้าไปในกระเป๋าที่ 2 เพื่อนำไปใช้ยังสถานที่ต่างๆ &amp;nbsp;ได้ทั่วประเทศ โดยจะได้รับเงินคืนสูงสุด 15% หรือ 4,500 บาทต่อคนหลังสิ้นสุดโครงการ 30 พ.ย.62 &amp;nbsp;และเงินดังกล่าวจะได้รับคืนไม่เกิน 1 เดือนหลังสิ้นสุดโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 27 &amp;nbsp;ก.ย.-6 ต.ค.62 มีผู้ได้สิทธิ์มาตรการชิมช้อปใช้ไปใช้จ่ายซื้อสินค้า 3.2 ล้านคน เป็นยอดเงินใช้จ่ายถึง &amp;nbsp;3,000 ล้านบาท จากผู้ที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นสำเร็จแล้ว 6 ล้านคน ซึ่งยังมีคนยังไม่ใช้สิทธิ์เนื่องจากมีเวลาการใช้ถึง 14 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ลงทะเบียนอีก 4 ล้านคนอยู่ระหว่างขั้นตอนยืนยันตัวตนโหลดแอปเป๋าตัง ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ได้สิทธิ์เต็ม 10 ล้านคน และใช้วงเงินในกระเป๋าที่ 1 ครบทั้ง 1 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามยังมีผู้จองสิทธิ์และไม่ผ่านอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงการคลังก็จะให้มีการลงทะเบียนจองสิทธิ์ทุกวันจนถึงวันที่ 15 พ.ย.62 หรือว่าเต็ม 10 ล้านคน โดยในวันที่ 8 ต.ค.62 ประมาณ 3 หมื่นคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวว่า ในวันที่ 8 ต.ค.62 จะเสนอมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 2 ให้นายอุตตมเห็นชอบ &amp;nbsp;เพื่อสรุปและเสนอให้ ครม.เห็นชอบ โดยจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มจาก 10 ล้านคนเดิม ซึ่งจะเน้นให้มีการใช้เงินในกระเป๋า 2 คือนำเงินของตัวเองโอนเข้ากระเป๋า 2 เพื่อซื้อสินค้าไม่เกิน 3 หมื่นบาท และได้เงินคืนจากรัฐบาลไม่เกิน 4,500 บาท ส่วนจะให้กระเป๋าแรกด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายตัดสินใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47554</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นบัญชีดำ, ชิมช้อปใช้, ชิมช้อปใช้ เฟส 2, ตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ออกคูปองบังคับใช้เงิน 1 พัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b5524ce2fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2019 21:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2019 21:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กูเกิล&#039; ตัดความร่วมมือ &#039;หัวเว่ย&#039; จำกัดการใช้แอนดรอยด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กูเกิลสนองคำสั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มตัดความร่วมมือกับบริษัทหัวเว่ยของจีน ที่รัฐบาลสหรัฐระบุว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยไม่สามารถใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และแอปพลิเคชันของกูเกิลที่จะมีออกมาในอนาคต ยกเว้นเวอร์ชั่นที่เป็นโอเพนซอร์ซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ โลโก้หัวเว่ยที่ร้านขายโทรศัพท์ในกรุงปักกิ่ง / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของกูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ขึ้นบัญชีดำหัวเว่ยเมื่อวันพุธที่แล้ว อันส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนแห่งนี้ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีของบริษัทอเมริกันได้ หากไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562 ว่านอกจากกูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของแอปพลิเคชัน เช่น จีเมล, ยูทูบ และกูเกิลแมป ที่ประกาศตัดความร่วมมือกับหัวเว่ย ยังมีรายงานวันเดียวกันว่า บริษัทผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์ของสหรัฐหลายรายที่ผลิตฮาร์ดแวร์ป้อนการผลิตสมาร์ทโฟนของหัวเว่ย ก็ได้ยุติการจัดส่งสินค้าแก่บริษัทจีนแห่งนี้แล้วเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขึ้นบัญชีดำของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ และคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ นอกจากกำหนดให้บริษัทสหรัฐต้องขออนุญาตจากรัฐบาลเสียก่อน จึงจะทำการค้ากับบริษัทต่างชาติที่คุกคามความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งในที่นี้พุ่งเป้าหมายที่บริษัทหัวเว่ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กูเกิลชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ทางการของกูเกิล @Android ว่าในขณะที่บริษัทปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล บริษัทขอให้ความมั่นใจว่า บริการของกูเกิล เช่น กูเกิลเพลย์และความปลอดภัยที่ได้จากกูเกิลเพลย์โพรเท็กต์ จะใช้งานได้ต่อไปในอุปกรณ์ของหัวเว่ยที่มีอยู่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐ กูเกิลจะระงับการดำเนินธุรกิจกับหัวเว่ยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการถ่ายโอนฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์ และบริการทางเทคนิค ที่ไม่ใช่บริการที่เปิดให้ใช้แบบสาธารณะ ซึ่งหมายความว่าต่อจากนี้หัวเว่ยจะใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้แค่เวอร์ชั่นที่เป็นโอเพนซอร์ซเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวเว่ยกล่าวในแถลงการณ์ว่า บริษัทจะให้บริการอัพเดตความปลอดภัยและบริการหลังการขายแก่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วโลกต่อไป รวมถึงอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้จำหน่ายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บลูมเบิร์กนิวส์รายงานอ้างแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่า หัวเว่ยจะไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันและบริการที่เป็นของกูเกิลได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีน โดยหลู่ กัง โฆษกกระทรวง กล่าวว่า รัฐบาลจีนกำลังติดตามสถานการณ์อย่างกระตือรือร้น แต่ในเวลาเดียวกัน จีนให้การสนับสนุนบริษัทของจีนในด้านการใช้อาวุธทางกฎหมายและปกป้องสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวเว่ยทะยานขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากซัมซุง โดยไตรมาสแรกของปีนี้หัวเว่ยทำยอดขายแซงหน้าไอโฟนของบริษัทแอปเปิล แต่หัวเว่ยยังต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างชาติอยู่มาก ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจนิกเกอิของญี่ปุ่นกล่าวว่า&amp;nbsp; ในแต่ละปีหัวเว่ยซื้อชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ต่างชาติคิดเป็นมูลค่าราว 67,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ 11,000 ล้านดอลลาร์ มาจากซัพพลายเออร์สหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์ของสหรัฐ อาทิ อินเทล, ควอลคอม และบรอดคอม ได้แจ้งพนักงานว่าพวกเขาจะยุติการจัดส่งสินค้าให้หัวเว่ยจนกว่าจะแจ้งเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไรอัน คูนตซ์ นักวิเคราะห์จากโรเซนแบลตต์ซีเคียวริตีส์ กล่าวว่า หัวเว่ยพึ่งพาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สหรัฐอย่างมาก และหากขาดชิ้นส่วนสำคัญจากบริษัทสหรัฐก็จะก่อผลกระทบร้ายแรง แต่ก็เชื่อกันว่าหัวเว่ยยังมีสินค้าสำรองอยู่ในคลัง อย่างไรก็ตาม คำสั่งห้ามนี้อาจทำให้หัวเว่ยต้องชะลอการสร้างเครือข่าย 5 จี ไปจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกคำสั่งห้าม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36332</URL_LINK>
                <HASHTAG>กูเกิล, ขึ้นบัญชีดำ, จีน, สหรัฐ, หัวเว่ย, แอนดรอยด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190520/image_big_5ce2bbce898fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2019 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2019 20:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนกริ้ว &#039;ทรัมป์&#039; ขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย เตือนกระทบสัมพันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนเตือนสหรัฐยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะกระทบสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกัน ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งเมื่อวันพุธ ห้ามบริษัทหัวเว่ยของจีนเข้าตลาดสหรัฐ เพิ่มพูนความตึงเครียดทางการค้าที่มีอยู่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ โลโก้บริษัทหัวเว่ยที่นิทรรศการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพวีวาเทคที่กรุงปารีส / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งกรณีหัวเว่ยยังทำให้ความพยายามรื้อฟื้นการเจรจาทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอยู่ในภาวะไม่แน่นอน หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่งขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้กันไปมาเมื่อไม่กี่วันก่อน คำแถลงของกระทรวงพาณิชย์ของจีนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2562 ปฏิเสธว่าจีนไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเจรจาการค้ากันต่อที่กรุงปักกิ่ง หลังจากสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ กล่าวว่า เขาอาจจะมาเยือนปักกิ่งในอนาคตอันใกล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกา เฟิง โฆษกกระทรวง แถลงว่า กลยุทธ์รังแกและกดดันถึงขีดสุดของสหรัฐนั้นทำให้การเจรจาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐเสื่อมถอยลงอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ทรัมป์พุ่งเป้าเล่นงานบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีนแห่งนี้อีกขั้น ด้วยการลงนามคำสั่งประธานาธิบดีห้ามการซื้อหรือใช้อุปกรณ์จากบริษัทที่ก่อความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐหรือความปลอดภัยของคนอเมริกันอย่างไม่อาจยอมรับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า แม้ทำเนียบขาวจะยืนกรานว่าคำสั่งของทรัมป์ไม่ได้มีเป้าหมายที่ประเทศหนึ่งประเทศใดหรือบริษัทใดเป็นการเฉพาะ แต่เชื่อว่าน่าจะมีเป้าหมายที่หัวเว่ย ซึ่งสหรัฐหวั่นเกรงว่าจะตกเป็นเครื่องมือของหน่วยงานข่าวกรองของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน หัวเว่ยยังตกเป็นเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐโดยตรง ด้วยการขึ้นบัญชีดำห้ามหัวเว่ยใช้ส่วนประกอบจากสหรัฐในผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตั้งแต่โทรศัพท์, อุปกรณ์โทรคมนาคม, ฐานข้อมูล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทบวงอุตสาหกรรมและความมั่นคง (บีไอเอส) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ประกาศขึ้นบัญชีหัวเว่ยและบริษัทในเครือไว้ในรายชื่อบริษัทหรือบุคคลที่ละเมิดการคว่ำบาตรอิหร่าน อันส่งผลให้บริษัทของสหรัฐที่ต้องการขายหรือถ่ายโอนเทคโนโลยีของอเมริกันไปยังบริษัทหรือบุคคลที่อยู่ในรายชื่อนี้ต้องขออนุญาตจากบีไอเอสก่อน และบีไอเอสสามารถปฏิเสธได้หากเห็นว่าการขายหรือถ่ายโอนนั้นจะทำร้ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐหรือผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกากล่าวว่า จีนเรียกร้องให้สหรัฐยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐไปยิ่งกว่านี้ &amp;quot;จีนเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่าประเด็นความมั่นคงแห่งชาติไม่ควรถูกล่วงละเมิด&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านบริษัทหัวเว่ยออกแถลงการณ์ว่า การห้ามอย่างไม่มีเหตุผลของสหรัฐจะละเมิดสิทธิของบริษัทและก่อคำถามร้ายแรงทางกฎหมาย การห้ามหัวเว่ยจากการดำเนินธุรกิจในสหรัฐจะไม่ทำให้สหรัฐปลอดภัยขึ้นหรือแข็งแกร่งขึ้น แต่กลับจะจำกัดสหรัฐเองให้ต้องใช้ตัวเลือกอื่นที่แพงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับบริษัทหัวเว่ยส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับแคนาดาเช่นกัน เมื่อวันพฤหัสบดี กระทรวงการต่างประเทศของจีนยืนยันว่า จีนได้จับกุมพลเมืองแคนาดา 2 คนอย่างเป็นทางการแล้ว ฐานต้องสงสัยว่ารวบรวมความลับทางราชการของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้บานปลายจากเหตุการณ์เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ที่แคนาดาจับกุมเมิ่ง ว่านโจว ผู้บริหารของหัวเว่ยที่เป็นบุตรีผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ ตามคำร้องขอของทางการสหรัฐเพื่อให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนฐานต้องสงสัยว่าละเมิดการคว่ำบาตรอิหร่าน ไม่กี่วันต่อมา จีนตอบโต้แคนาดาด้วยการจับกุมไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูตแคนาดาในจีน และไมเคิล สเปเวอร์ นักธุรกิจชาวแคนาดา โดยอ้างกฎหมายความมั่นคง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36058</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นบัญชีดำ, จีน, สหรัฐ, หัวเว่ย, แบล็กลิสต์, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdd69dcb582b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
