<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 08:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.สั่งปรับเก็บภาษีกองทุนรวมเป็น 15%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.สั่งปรับการเก็บภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมเป็น 15% ชี้ลดความเหลื่อมล้ำจากผู้ลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง ด้านคลังจะคาดรายได้รัฐเพิ่ม 2.5 พันล้านบาท/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าที่ประชุมมีมติให้ลดความเหลื่อมล้ำและความและไม่เป็นธรรมในด้านการจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากรในส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง และการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม เนื่องจากปัจจุบันบุคคลธรรมดาที่ลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงจะต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 15% ขณะที่บุคคลธรรมดาที่ลงทุนผ่านกองทุนรวม จะเสียภาษีเพียง 10%&amp;nbsp;
ซึ่งในด้านพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่เสนอต่อที่ประชุม มีการกำหนดเพิ่มเติมให้กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นหน่วยภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับดอกเบี้ยส่วนลดและเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ยเท่านั้น โดยให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะมีการยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ด้วย ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ มีการเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังได้คาดการณ์ว่ารายได้ของรัฐจากการเก็บภาษีนิติบุคคลตามร่าง พรบ.ในเรื่องนี้จะเพิ่มขึ้น 1,600-2,500 ล้านบาทต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ที่ปรึกษายุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของการลงทุน เนื่องจากในปัจจุบัน ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการฝากเงินหรือผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้มีภาระภาษีที่ต้องเสีย 15% ขณะที่การลงทุนผ่านกองทุนรวมไม่เสียภาษีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร่างกฎหมายจะกำหนดให้กองทุนรวมมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะในส่วนของรายได้ประเภทดอกเบี้ย ส่วนลด (Discount) และเงินได้ที่มีลักษณะเดียวกันกับดอกเบี้ย ในอัตรา 15% โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเป็นผู้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยกองทุนรวมไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนตราสารหนี้ 100% เมื่อกองทุนจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผล 10% เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการเสียภาษีที่กองทุนเสียไปแล้ว 15% อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนรวม ทีลงทุนผสมทั้งตราสารหนี้และหุ้น เมื่อผู้ถือหน่วยได้รับเงินปันผลยังต้องเสียภาษีเงินปันผล 10% ไม่ได้รับการยกเว้น โดยกรมสรรพากรคาดว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นปีละ 1,500-2,600 ล้านบาท จากฐานตราสารหนี้ภาครัฐที่ปัจจุบันมีจำนวน 5 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ร่าง พ.ร.บ. ที่ออกมา จะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สำหรับรายได้ทั้งหมด เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณอายุ นอกจากนี้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กองทุนรวมสำหรับการฝากเงินหรือการลงทุนในตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ รวมถึงดอกเบี้ยและส่วนลดของตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับด้วย&amp;quot; นางแพตริเซีย กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16391</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุน, ขึ้นภาษีกองทุนรวม, ครม., พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ, ภาษีกองทุนรวม15%, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae823b523e4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
