<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพสามิตตั้งโต๊ะแจง&#039;ภาษียาสูบใหม่&#039; เพิ่มรายได้รัฐอีก 4,500 ล้านบาทต่อปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้กำหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวว่า ในปัจจุบันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบจัดเก็บภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา คือ 20% และ 40% ของราคาขายปลีกแนะนำซองละไม่เกิน 60 บาท และที่เกิน 60 บาท และจัดเก็บภาษีตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป จะจัดเก็บภาษีตามมูลค่าอัตราเดียว คือ 40% และภาษีตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน และยาเส้นจะมีอัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 และภาษีตามปริมาณ 0.10 บาทต่อกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมยาสูบโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เพาะปลูกใบยาสูบ ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูเยียวยาจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว และให้มีระยะเวลาในการปรับตัวเพื่อรองรับกับโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตตามมูลค่าแบบอัตราเดียวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. อัตราภาษีบุหรี่ซิกาแรต จัดเก็บภาษีตามมูลค่า 25% ของราคาขายปลีกแนะนำ&amp;nbsp;ซองละไม่เกิน 72 บาท และ 42% ของราคาขายปลีกแนะนำที่เกินซองละ 72 บาท และจัดเก็บภาษีตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. อัตราภาษียาเส้นที่มีปริมาณการผลิตไม่เกิน 12,000 กิโลกรัมต่อปี จัดเก็บอัตราภาษีตามปริมาณที่ 0.025 บาทต่อกรัม และยาเส้นที่มีปริมาณการผลิตเกิน 12,000 กิโลกรัม จัดเก็บอัตราภาษีตามปริมาณที่ 0.10 บาทต่อกรัม

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต พิจารณาศึกษาทบทวนโครงสร้างและอัตราภาษียาสูบทั้งในระยะปานกลางและระยะยาวเพื่อนำไปสู่โครงสร้างแบบอัตราเดียวในอนาคตที่เหมาะสม เป็นธรรม และคำนึงถึงการแข่งขันในตลาดรวมทั้งการดูแลสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้ง มอบหมายให้การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบเปลี่ยนมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกพืชทดแทนและให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สร้างองค์ความรู้หรือสนับสนุนทางวิชาการให้กับเกษตรกรในการปลูกพืชทดแทนเพื่อลดพื้นที่การเพาะปลูกยาสูบอีกด้วย

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวต่อว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่คาดว่าจะลดการบริโภคยาสูบได้ประมาณร้อยละ 2 - 3 และการปรับเพิ่มชั้นราคาบุหรี่ซิกาแรต (Threshold) ทำให้ตลาดบุหรี่ซิกาแรตมีการแข่งขันด้านราคามากขึ้นเป็นการเพิ่มโอกาสรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรเพิ่มขึ้น อีกทั้ง โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ทำให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500-4,500 ล้านบาทต่อปี แต่อาจทำให้มีสินค้ายาสูบหนีภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมสรรพสามิตจะดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวดต่อเนื่องโดยจัดตั้งศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดและตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าที่ซื้อได้ด้วยตนเอง โดยใช้ Smartphone สแกน QR code บนดวงแสตมป์ รายละเอียดของสินค้าและข้อมูลการชำระภาษีก็จะปรากฏขึ้นมาทันที หรือหากพบการกระทำผิดจากการจำหน่ายสินค้ายาสูบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนกรมสรรพสามิต 1713

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคกรมสรรพสามิตได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมสรรพากร กรมการค้าภายใน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสในการขึ้นราคาจำหน่ายอีกด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบการติดตามและแกะรอย (Tracking and Tracing) และ E-Stamp เป็นต้น เข้ามาช่วยในการป้องกันสินค้ายาสูบที่หนีภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบ

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวทิ้งท้ายว่า คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบในหลักการโครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระที่ได้รับผลกระทบจากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบของการยาสูบแห่งประเทศไทยฤดูการผลิต 2562/2563 โครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณจำนวน 159.59 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระประมาณ 14,200 ราย ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะประสานการยาสูบแห่งประเทศไทยและสำนักงบประมาณ เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118355</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ขึ้นภาษีบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61558e833b600.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจานุเบกษาประกาศขึ้น &#039;ภาษีบุหรี่&#039; เก็บสูงสุด 42% มีผล 1 ต.ค. นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ย. 64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2564 ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศกฎกระทรวง กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2564 ปรับขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ ดังต่อไปนี้ การจัดเก็บภาษีตามปริมาณจาก 1.20 บาทต่อมวน เป็น 1.25 บาทต่อมวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การเก็บภาษีตามมูลค่ายังคงเป็น 2 อัตราเหมือนเดิม โดยจากที่เก็บ 20% ของราคาขายปลีกซองละไม่เกิน 60 บาท และ 40% สำหรับราคาขายปลีกที่เกิน 60 บาท เพิ่มเป็นเก็บ 25% ของราคาขายปลีกซองละไม่เกิน 72 บาท และ 42% สำหรับราคาขายปลีกที่เกิน 72 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อัตราภาษีบุหรี่ใหม่ดังกล่าว ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป โดยก่อนหน้านี้ตลาดบุหรี่ มีการคาดการณ์ว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ จะทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่เพิ่มขึ้นซองละ 6-8 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118331</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีบุหรี่, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_615562d4af4d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะแล้วภาษีบุหรี่ใหม่ ดันราคาขายพุ่งซองละ 8 บาท เริ่มใช้ 1 ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2564 เห็นชอบการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป ส่วนจะเป็นอัตราใดนั้น ขอให้รอประกาศไม่เกิน 1-2 วันนี้

ทั้งนี้ ในวันที่ 30 ก.ย.กรมสรรพสามิตจะทำการลงพื้นที่ เพื่อเช็คสต๊อกคงเหลือของบุหรี่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกักตุน หรือ ฉวยโอกาสในการใช้อัตราภาษีเดิม ซึ่งบุหรี่ในสต๊อกคงเหลือทั้งหมดจะต้องใช้อัตราภาษีใหม่ที่จะบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป

รายงานข่าวกระทรวงการคลัง ระบุว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ มีการปรับทั้งหมด ในส่วนการจัดเก็บตามตามปริมาณจาก 1.20 บาทต่อมวน เป็น 1.25 บาทต่อมวน ขณะที่การเก็บภาษีตามมูลค่ายังเป็น 2 อัตรา จากที่เก็บ 20% ของราคาขายปลีกซองละไม่เกิน 60 บาท&amp;nbsp; และ 40% สำหรับราคาขายปลีกที่เกิน 60 บาท เป็น 25% ของราคาขายปลีกซองละไม่เกิน 72 บาท&amp;nbsp; และ 42% สำหรับราคาขายปลีกที่เกิน 72 บาท

&amp;quot;ครม.เห็นชอบภาษีบุหรี่ใหม่คาดว่าจะส่งผลให้ราคาขายปลีกบุหรี่ ขยับขึ้นอีกซองละ 6-8 บาท โดยกรมสรรพสามิต จะชี้แจงรายละเอียดการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ทั้งหมด ในวันที่ 30 ก.ย.2564 เวลา 16.00 น. หลังอัตราภาษีใหม่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว&amp;quot; รายงานข่าว ระบุ

รายงานข่าว ระบุอีกว่า การพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่อย่างรอบคอบแล้ว ซึ่งจะตอบโจทย์ใน 4 เรื่องหลัก คือ 1. ด้านสาธารณสุข 2. ด้านเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 3. ด้านรายได้ของรัฐบาลจะต้องไม่ลดลง และ 4. ด้านการดูแล บริหารจัดการบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ปลอม

นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร ผู้ว่าการ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ถ้ามีการปรับขึ้นภาษี ยสท.ก็ต้องปรับราคาขายขึ้นตาม เพื่อให้อยู่ได้ ส่วนจะปรับเท่าไหร่ และจะมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ด้วยหรือไม่ ต้องรอติดตามกรมสรรพสามิต และต้องนำผลเข้าหารือกับคณะกรรมการด้านราคา ของ ยสท. อีกครั้ง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การปรับโครงสร้างภาษีเป็น 2 อัตรา คือ 20% และ 40% กระทบยอดผลิตของ ยสท. เดิม 28,000 ล้านมวน เหลือ 18,000 ล้านมวนต่อปี ซึ่งยอมรับว่า หากมีการขึ้นภาษีอีกก็จะกระทบรายได้อีกแน่นอน แต่องค์กรจะยังสามารถอยู่ได้ ยังมั่นคง ไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ดี ยสท.ไม่ได้ห่วงว่า ผลจากการขึ้นภาษีจะทำให้แข่งขันกับบุหรี่นอกลำบาก แต่ห่วงเรื่อง บุหรี่เถื่อน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นกระฉูด โดยที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่า 20% แล้ว รวมทั้งการสูบยาเส้นที่ มีผลต่อสุขภาพมากกว่า เพิ่มขึ้นจาก 1 หมื่นล้านมวน เป็น 3.7 หมื่นล้านมวนต่อปี

ทั้งนี้ ยสท.อยู่ระหว่างศึกษา ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ Fighting Brand ที่มีราคาต่ำ เพื่อสร้างรายได้ แต่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะผลกระทบทางสังคม และ สาธารณสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118123</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a89f3595f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหภาพยาสูบบุก&#039;คลัง&#039;ค้านขึ้นภาษีบุหรี่แพง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลาประมาณ 13.30 น. สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ ได้เดินทางมายื่นหนังสือที่กระทรวงการคลัง กรณีกระแสข่าวการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 1 ต.ค. 2564 อาจทำให้บุหรี่ขึ้นราคาอีกซองละ 6-8 บาท และมีกลุ่มเอ็นจีโอออกมากดดันให้กระทรวงการคลังและรัฐบาลขึ้นภาษีครั้งนี้ให้สูง ๆ โดยอ้างว่าจะช่วยลดการสูบบุหรี่ และจะไม่เป็นการเพิ่มปัญหาบุหรี่เถื่อน โดยระบุว่า อยากเรียกให้กระทรวงการคลังยึดมั่นในหลักการเดิมที่เคยวางไว้ว่า การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่นี้ จะต้องให้มีความสมดุลทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1. รายได้ภาษี 2. ผลกระทบต่อเกษตรกรชาวไร่ 3. ผลกระทบต่อปัญหาบุหรี่เถื่อน และ 4. นโยบายการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดนโยบายภาษีควรต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่กระทรวงสาธารสุข หรือเอ็นจีโอ จึงจะเกิดความสมดุลของนโยบายได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พนักงานและลูกจ้างการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เกือบ 3 พันชีวิต กำลังวิตกกันมากว่ากระทรวงการคลังจะถูกกดดันให้เห็นชอบไปกับแนวคิดการขึ้นภาษีแบบก้าวกระโดดของกลุ่มเอ็นจีโอ ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาที่ ยสท. กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเมื่อปี 2560 และส่งผลต่อรายได้ของพนักงานและลูกจ้าง ยสท. และครอบครัวมาต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่เอ็นจีโออ้างว่าการขึ้นภาษีไม่ได้ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น และให้รัฐไปเน้นการปราบปรามนั้น เป็นแนวคิดที่ไม่ได้สะท้อนถึงสภาพความเป็นจริง การปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายนั้น โดยปกติแล้วไม่มีทางทำได้ทั่วถึงโดยสมบูรณ์อย่างในอุดมคติของเอ็นจีโอ ไม่ใช่แค่กับเรื่องบุหรี่เถื่อนเท่านั้น แต่เป็นปัญหากับอาชญากรรมอื่น ๆ เช่นกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้บุหรี่เถื่อนจึงทะลักเข้ามามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบของรัฐบาลที่เคยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นก็กลับลดลงทุกปี และยังทำให้เกษตรกรและเครือข่ายผู้ค้าบุหรี่ที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมายเกือบ 5 แสนคน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ต่างได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดระยะเวลาเกือบ 82 ปีที่ตั้งโรงงานยาสูบ จนมาถึงการเป็นการยาสูบแห่งประเทศไทย ผลกำไรสุทธิ 88% ที่ ยสท. ต้องนำส่งเข้าคลังก็ไม่ได้มีการนำส่งมาตั้งแต่ปี 2560 เท่ากับเม็ดเงินที่ ยสท. นำส่งคลังหายไปถึง 3.4 หมื่นล้านบาท แต่คนได้กลับไปซื้อบุหรี่เถื่อนกันมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน หากบุหรี่ถูกกฎหมายซึ่งส่วนใหญ่ราคา 60 บาท ต้องขึ้นราคาอีก 6-8 บาท ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว อุดมคติที่ว่าการขึ้นภาษีสูง ๆ จะช่วยดูแลสุขภาพคนไทย และเพิ่มรายได้ภาษีให้รัฐนั้น ในทางปฏิบัติแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป หากคิดจะขึ้นภาษีให้สูง ๆ โดยไม่ได้ประเมินสภาพความเป็นจริงในประเทศอย่างรอบด้าน ก็เป็นไปได้สูงว่าจะเกิดปัญหาซ้ำรอยปี 2560 ที่ทำให้ ยสท. ต้องแข่งขันอย่างยากลำบาก และยังทำให้บุหรี่ถูกกฎหมายต้องขึ้นราคาอย่างก้าวกระโดด จนบุหรี่เถื่อนเกลื่อนเมือง ซึ่งปัญหาบุหรี่เถื่อนนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริงที่นักวิชาการอาจไม่เคยมาสัมผัส แม้ว่า ยสท. เองก็ดำเนินการป้องกันและปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างแข็งขันและต่อเนื่องด้วยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่าบุหรี่เถื่อนเป็นปัญหาหนักขึ้นจริง ๆ โดยเฉพาะในภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้กระทรวงการคลังทบทวนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ ที่จะมีผลในวันที่ 1 ต.ค. นี้ โดยต้องมีการพิจารณาให้รอบด้าน เพราะมีบทเรียนจากการปรับฐานภาษีบุหรี่เมื่อปี 2560 บุหรี่ถูกปรับราคา 2 ขา ทั้งด้านปริมาณ และมูลค่า และยังมีภาษีอื่น ๆ ตามมาอีก ทำให้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบไม่เคยออกเรียกร้องจนกระทั้งปี 2560 ที่ได้รับผลกระทบจากการคิดไม่รอบคอบ เพราะฟังเสียงด้านสาธารณสุข แต่ไม่ฟังว่าการปรับภาษีบุหรี่ หรือราคาบุหรี่ให้สูงขึ้นแล้วจะลดปริมาณผู้สูบในประเทศลง เพราะราคาบุหรี่แพง แต่จากปี 2560-2564 พิสูจน์ได้หรือยังว่า สามารถลดปริมาณผู้สูบในประเทศได้จริงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยปัจจุบันคนยังสูบบุหรี่เหมือนเดิม และสูบมากกว่าเดิม เพราะมีบุหรี่ลักลอบผิดกฎหมายที่ราคาถูกกว่า 3-4 ซองในราคา 100 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาจมีไอ้โม่งอยู่เบื้องหลังปั่นให้ราคาบุหรี่ถูกปรับจากการขึ้นภาษีให้สูง เพื่อมีแรงดึงดูดใจ หรือช่องว่างของราคาเป็นทางที่ขยายตลาดบุหรี่หนีภาษีให้โตขึ้น ผมระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่คงไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาที่ทำได้ ต้องเป็นผู้เหาะเหิรเดินอากาศถึงจะสามารถทำตรงนี้ได้ และได้รับผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ ส่วนจะเป็นใครผมไม่ได้ระบุ ไม่ได้เอ่ยนาม อยากให้กระทรวงการคลังลองดูให้รอบด้าน บทเรียนเคยมีมาแล้ว ไม่อยากให้กระทรวงการคลังไปฟังเสียงกดดันให้มาก&amp;rdquo; นายสุเทพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่มีการสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกใบยาเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น กัญชง กัญชา ว่า เรื่องนี้ต่างประเทศทำไปหมดแล้ว ถามว่าไทยขยับตัวช้าไปหรือไม่ ตลาดมันถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง และการปลูกพืชชนิดดังกล่าวก็มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นองค์ประกอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117640</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีบุหรี่, บุกกระทรวงการคลัง, ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่, สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c3d13ad90b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039;เตือนเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่ไม่ช่วยชาวไร่ยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค. 2563 ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการควบคุมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับที่นายพชร อนันต์ศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต จะเสนอให้ครมพิจารณาเลื่อนการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบเป็นอัตราเดียว 40% ตามกำหนดที่จะขึ้นเดือนตุลาคมนี้ ด้วยเหตุผลว่าเพื่อลดความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบ และการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ว่า การปรับอัตราภาษีบุหรี่ซิกาแรทเมื่อเดือนตุลาคม 2560 เป็น 2 ระดับ โดยคิดตามมูลค่า 20% สำหรับบุหรี่ที่ขายตำ่กว่าซองละ 60 บาท และ40% สำหรับบุหรี่ที่ขายซองละ 60 บาทขึ้นไป และเก็บภาษีเฉพาะ 1.2 บาทต่อมวนสำหรับบุหรี่ทุกราคาขาย อัตราภาษีนี้แต่เดิมกำหนดให้ใช้เป็นเวลา 2 ปี และปรับให้เป็น 40% อัตราเดียวเดือนตุลาคม 2562 แต่ได้มีการเลื่อนจากกำหนดเดิมมาแล้ว

เนื่องจากชาวไร่ยาสูบได้รับความเดือดร้อน จากการที่การยาสูบแห่งประเทศไทย ลดการซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ เนื่องจากส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ของการยาสูบลดลงฮวบฮาบ จากที่ขายได้ประมาณ 27,000 ล้านมวนต่อปีก่อนการปรับโครงสร้างภาษี และครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 67.5%&amp;nbsp; แต่หลังการปรับอัตราภาษีเป็น 2 ระดับ ทำให้ยอดขายของการยาสูบลดลงในปี 2561 เหลือ 19,000 ล้านมวน และส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 50% ยสท. เคยมีกำไรปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท เหลือกำไรไม่กี่ร้อยล้านบาท จนไม่มีกำไรที่จะนำส่งคลังมา 2 ปีแล้ว ขณะที่บุหรี่นำเข้ารายหนึ่งเคยขายได้ 13,000 ล้านมวนในปี 2560 ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างภาษี ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 18,000 ล้านมวนในปี 2561 และส่วนแบ่งตลาดของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 50% ตามรายงานของยูโรมอร์นิเตอร์

ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการพิจารณาปรับภาษีเป็น 2 อัตราเมื่อเดือนตุลาคม 2560 จะด้วยขาดความรอบคอบ หรือจะด้วยอะไรอื่นทีแอบแฝงก็ตามที ทำให้บริษัทบุหรี่ได้ฉวยโอกาส ลดราคาบุหรี่ที่ขายในประเทศไทย จากซองละ 72 บาทเหลือ 60 บาท เพื่อที่จะเสียภาษีน้อยลง ขณะที่บุหรี่ของยสท. ที่เคยขายซองละ 40-50 กว่าบาท ต้องปรับราคาขายเป็นซองละ 60 บาท ผลคือ ผู้สูบบุหรี่หันไปสูบบุหรี่นอกแทนการสูบบุหรี่ของยสท. การปรับโครงสร้างภาษีเมื่อเดือนตุลาคม 2560 จึงสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต่อทั้งยสท. ที่กำไรที่จะส่งรัฐบาลปีละเกือบหมื่นล้านบาท หดหายไปหมด ส่งผลกระทบไปถึง ชาวไร่ยาสูบและเดือดร้อนถึงรัฐบาลไทย ที่ต้องเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆคือ บริษัทยุหรี่ข้ามชาติ

&amp;ldquo;สังคมน่าจะมีการตรวจสอบให้รู้ความจริงว่า การตัดสินใจปรับอัตราภาษีเมื่อเดือนตุลาคม 2560 ความผิดพลาดที่ส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครควรที่จะรับผิดชอบ ส่วนการที่อธิบดีกรมสรรพสามิตเสนอให้เลื่อนการปรับภาษีเป็น 40% อัตราเดียวออกไปอีก ก็จะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของการยาสูบไทยและชาวไร่ยาสูบดีขึ้น อัตราภาษี 2 ระดับที่ใช้อยู่ขณะนี้ บุหรี่ต่างประเทศก็จะชิงส่วนแบ่งตลาดของ บุหรี่ไทย มากขึ้นๆ เข้าทางบริษัทบุหรี่ข้ามชาติเต็มๆ&amp;rdquo; ศ.นพ.ประกิต กล่าว


ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่าทางออกในเรื่องนี้ จึงอยู่ที่การพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีที่ใช้อยู่ขณะนี้โดยด่วน ไม่คอยไปจนถึงเดือนตุลาคมปีนี้ โดยอาจจะเพิ่ม อัตราภาษีเฉพาะที่เก็บ 1.2 บาทต่อมวนในขณะนี้ ให้สูงขึ้นเป็น 1.5 บาทหรือมากกว่าต่อมวน และปรับอัตราภาษีตามมูลค่าให้เหลือน้อยกว่า 40% เช่นเป็น 30-35% อัตราเดียว อาจจะทำให้บุหรี่ต่างประเทศแย่งส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ของบุหรี่ไทยช้าลง ชาวไร่ยาสูบจะได้รับผลกระทบน้อยลง การยาสูบอาจจะกลับมามีกำไร นำเงินส่งคลัง เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำเงินบางส่วนไปช่วยเหลือชดเชยชาวไร่ด้วย ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาชาวไร่ยาสูบให้ถูกทาง การเลื่อนการปรับอัตราภาษีเป็น 40% อัตราเดียวออกไป ไม่ได้เป็นแก้ปัญหา แต่เป็นการเปิดทางให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติทำลายอุตสาหกรรมยาสูบและชาวไร่ไทยเท่านั้น ไม่นับกำไรของการยาสูบที่หายไป ทำให้ไม่สามารถนำเงินส่งคลังจากที่เคยส่งมาตลอด
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53840</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีบุหรี่, ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191009/image_big_5d9ddc5f0c667.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47990</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2019 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2019 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพสามิต” ยัน ต.ค.63 ขึ้นภาษีบุหรี่ 40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค.2562 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของชาวไร่ยาสูบที่เสนอให้ขยายเวลาการขึ้นภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว ที่ 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2563 ออกไปอีกนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความชัดเจนมานานแล้ว และที่ผ่านมากรมสรรพสามิตก็ขยายเวลาให้มาอีก 1 ปี จากเดิมที่ต้องขึ้นในวันที่1 ต.ค. 2562 ถือว่าให้เวลาผู้ประกอบการรวมถึงชาวไร่มากพอสมควร ดังนั้นกรมสรรพสามิตจึงยืนยันการขึ้นภาษีบุหรี่ตามเวลาที่กำหนดไว้เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ใกล้ ๆ ค่อยว่ากัน อาจจะมีการพิจารณาอีกครั้ง คือถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกฝ่ายกำลังดูกันอยู่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ได้รับผลกระทบ ทำให้การขึ้นภาษีบุหรี่มีปัญหา&amp;quot; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวว่า สำหรับการที่ชาวไร่ยาสูบอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะรัฐบาลยกเว้นการเก็บภาษียาเส้น แต่ไม่ยกเว้นการขึ้นภาษีบุหรี่นั้น ทางกรมสรรพสามิตยืนยันว่ายาเส้นไม่มีการขึ้นภาษีมานานมาก การขึ้นภาษีที่ผ่านมาอัตราสูงแต่คิดเป็นจำนวนเงินที่เสียเพิ่มขึ้นนิดเดียว จากราคาขายปลีกห่อละ 13 บาท มาเป็น 15 บาท แต่ว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติมีกระบวนการไม่ได้ผลักต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้นไปที่ราคา ทำให้ระบบขายยาเส้นมีปัญหา ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางแก้ไข ให้มีการยกเว้นการเก็บภาษียาเส้นเป็นการชั่วคราวไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อเทียบราคาบุหรี่ของประเทศไทย กับประเทศอื่นก็ไม่ได้สูง ต่อให้มีการขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% ราคาบุหรี่ไทยก็ยังอยู่ในราคาที่เหมาะสม ทาง ยสท. จะปรับตัวกับภาษีบุหรี่ที่ขึ้นได้หรือไม่ ก็ต้องฝากความหวังไว้กับการบริหารจัดการของ ยสท. ไม่เช่นนั้นระบบการขึ้นภาษีบุหรี่ก็จะรวน&amp;quot; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47990</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีบุหรี่, พชร อนันตศิลป์, อธิบดีกรมสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd5735d87453.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
