<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังการันตียังไม่ขึ้นภาษีแวต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังยืนยันจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากปัจจุบันที่จัดเก็บในอัตรา 7% โดยหลังจากครบกำหนดการลดอัตราการจัดเก็บภาษีแวตไว้ที่ 7% จากเดิมที่ 10% ในวันที่ 30 ก.ย. นี้ คลังก็จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายเวลาการลดอัตราการจัดเก็บต่อไปอีก 1 ปี เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2564-2565 ยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว และประชาชนยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อเสนอใน ครม. ให้คลังขึ้นภาษีแวต ยังไม่เห็น ไม่มี เรื่องนี้ไม่ทราบ ส่วนปี 2564-2565 จะมีการขึ้นภาษีตัวใหม่หรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ จะต้องขอรอดูผลการศึกษาของคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของกระทรวงการคลังก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยเรื่องนี้ได้ให้นโยบายตั้งแต่ผมเข้ามารับตำแหน่งแล้ว&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว
สำหรับการศึกษาแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษี จะต้องพิจารณาเรื่องการจัดเก็บรายได้ให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมใหม่ รวมทั้งโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้ง่ายขึ้น สามารถแข่งขันได้ ซึ่งอัตราภาษีปัจจุบันก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำแล้ว และเป็นแนวโน้มเดียวกันกับประเทศคู่แข่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2564 จะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่นั้น จะต้องติดตามในเดือน มิ.ย. นี้ หลังจากที่มีการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2563 ที่ขยายออกไปจากเดือน มี.ค. จึงจะตอบได้ว่ารายด้ปีนี้จะหลุดเป้าหมายหรือไม่ แต่ว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่ภาษีเพียงอย่างเดียว มีทั้งเงินนำส่งของรัฐวิสาหกิจ การกู้เงิน ซึ่งมีหลายทางที่จะนำมาปิดงบประมาณได้ ทำให้การใช้งบประมาณเป็นไปตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รมว.การคลัง ได้ปาฐกถาพิเศษ &amp;ldquo;มาตรการรัฐ : ขับเคลื่อนอสังหาฯ ฟื้นเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ว่า รัฐบาลยังยืดเป้าหมายตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2564 จะขยายตัวได้ที่ระดับ 4% แม้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และที่ประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้ที่ 2.5-3.5% ก็ตาม ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคธุรกิจต้องไปด้วยกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้จะเป็นการฟื้นตัวแบบช้า ๆ ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้ชี้แจงในที่ประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนไปว่า ตัวเลขจีดีพีจะขยายตัวต่ำหรือสูงไม่สำคัญ แต่สำคัญที่คุณภาพของการเติบโต และมีความต่อเนื่องมากกว่า อย่างของไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโตเพิ่มได้อีก 2% เช่น ถ้าคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ 2.5-3.5% นั่นหมายความว่าไทยมีโอกาสที่จะเติบโตได้ถึง 4.5-5.5% โดย 2% ที่เพิ่มนั้นจะมาจากประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ที่หลังจากสถานการณ์โควิดมีการปรับตัวได้ดีหรือไม่ ถ้ามีการปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ก็จะเป็นอีกส่วนในการสนับสนุนอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า หลังจากการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้อย่างเต็มสปีดในปี 2566-2567 ผ่านปัจจัยสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านคมนาคม ด้านพลังงาน ด้านน้ำ และด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ภาคเอกชนเดินหน้าลงทุน รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย ตลอดจนปัจจัยเรื่องการท่องเที่ยวและบริการ ผ่านมาตรการสำคัญคือการผ่อนคลายและเริ่มเปิดประเทศ เปิดการท่องเที่ยว เริ่มที่ภูเก็ต สมุย พัทยา และเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2564 ก่อนที่จะมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือน ม.ค. 2565 ภายใต้กติกาสากลที่ทั่วโลกกำหนด ที่แม้จะไม่มีการกักตัว แต่จะต้องมีการฉีดวัคซีนและมีเอกสารรับรอง ซึ่งจะเป็นเครื่องการันตีความปลอดภัย เหล่านี้จะเป็นแสงสว่างให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564-2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมออกมาตรการเพื่อดึงสภาพคล่องส่วนเกินในระบบสถาบันการเงินที่มีอยู่สูงถึง 2-2.5 ล้านล้านบาท ออกมาใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่มีอยู่จำนวนมาก เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องลงทุนหลังจากไทยเสียเวลาไปกว่า 1 ปีจากการระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97898</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ไม่มีการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f42cbd897d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2020 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2020 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;แจงขึ้นแวต9%ยากทำเศรษฐกิจเจ๊งหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีนายสมหมาย ภาษี อดีต รมว.การคลัง เสนอให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เป็น 9% จากปัจจุบันอยู่ที่ 7% เพื่อดูแลเศรษฐกิจ ว่า การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจะต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม เพราะหากขึ้นไปแล้วจะทำให้สินค้าและบริการแพงขึ้น อำนาจการซื้อประชาชนลดลง และซ้ำเติมประชาชนในยุคไวรัสโควิด-19 เพิ่มอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประเมินว่าหากขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 9% จะทำให้เศรษฐกิจหดตัวยิ่งกว่าเดิม จีดีพีจะลดลงอย่างน้อย 0.6% ต่อปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งขอยืนยันว่า กระทรวงการคลังมีเงินคงคลังที่เข้มแข็ง และเพียงพอต่อการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ รวมถึงใช้ดูแลฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศจากโควิด-19 ตลอดจนยังสามารถบริหารจัดการหนี้ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2564 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นให้มีการบริโภคของประชาชนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76845</URL_LINK>
                <HASHTAG>\ VAT 9%, กสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม, ขึ้นแวต, นายลวรณ แสงสนิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22cbb2809d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 20:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 20:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซาอุฯเป๋าแฟบ ประกาศขึ้นVAT3เท่า-งดแจกเบี้ยยังชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เศรษฐีน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบียเจอพิษราคาน้ำมันตกต่ำและไวรัสโคโรนาซ้ำเติม ประกาศมาตรการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐโดยเตรียมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 3 เท่าจากเดิม และระงับการจ่ายเบี้ยยังชีพแก่ประชาชน คาดปลุกเสียงวิจารณ์เมกะโปรเจ็กต์ผลาญงบของปรินซ์ซัลมาน ที่รวมถึงแผนซื้อทีมนิวคาสเซิลยูไนเต็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พ่อค้าซาอุฯ นับธนบัตรริยาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า มาตรการรัดเข็มขัดที่ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2563 ซึ่งสื่อของทางการซาอุดีอาระเบียกล่าวว่าจะช่วยให้เพิ่มรายได้ในคลังกว่า 1 แสนล้านริยาล (ราว 8.57 แสนล้านบาท) มีออกมาในช่วงยามที่รัฐบาลซาอุฯ เร่งใช้แผนฉุกเฉินเพื่อลดค่าใช้จ่าย รับมือกับวิกฤติราคาน้ำมันและไวรัสโคโรนาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โมฮัมเหม็ด อัลจาดาน รัฐมนตรีคลัง กล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวซาอุดีว่า รัฐบาลตัดสินใจระงับการจ่ายเบี้ยยังชีพแก่พลเมืองตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 และจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 5% เป็น 15% ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายืนกรานว่า มาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อค้ำจุนฐานะการคลังของประเทศในช่วงยามที่รายได้จากน้ำมัน &amp;quot;ลดลงฮวบฮาบ&amp;quot; และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำลายความต้องการน้ำมันดิบของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการขึ้น VAT และงดจ่ายเบี้ยยังชีพ รัฐบาลยังจะ &amp;quot;ยกเลิก, ยืดเวลา หรือเลื่อน&amp;quot; การใช้จ่ายเงินสำหรับหน่วยงานรัฐบาลบางแห่ง และลดการใช้จ่ายในโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูป &amp;quot;วิสัยทัศน์ 2030&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันทะเยอทะยานของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมาร เพื่อสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการพึ่งรายได้จากน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกและมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกอาหรับแห่งนี้เผชิญกับโควิด-19 เช่นเดียวกับเกือบทุกประเทศ รัฐบาลสั่งปิดโรงภาพยนตร์, ร้านอาหาร, ระงับเที่ยวบิน และสั่งระงับพิธีแสวงบุญอุมเราะห์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคที่ถึงขณะนี้มีผู้ติดเชื้อในประเทศแล้ว 39,048 ราย เสียชีวิต 246 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แผนรัดเข็มขัดของรัฐบาลซาอุฯ น่าจะจุดกระแสความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว และเพิ่มการตรวจสอบโครงการฟุ่มเฟือยของภาครัฐที่ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ รวมไปถึงการยื่นขอซื้อสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ดของอังกฤษในราคา 300 ล้านปอนด์ (ราว 11,920 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลซาอุฯ แจกจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นผ่านโครงการเบี้ยชีพมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แต่เชื่อว่า การประหยัดงบประมาณผ่านมาตรการรัดเข็มขัดครั้งนี้น่าจะไม่สามารถลดงบประมาณขาดดุลมโหฬารของประเทศที่ประเมินว่าสูงถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65662</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้น VAT, ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม, ซาอุดีอาระเบีย, พิษโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb950f124f52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
