<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯขู่ร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าตรวจพบเจอโทษหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7​ มี.ค.นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ ที่ดำเนินการมาระยะหนึ่ง และโครงการเรารักกันที่จะเริ่มใช้จ่ายได้เร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะในส่วนของการควบคุมดูแลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ให้ติดตามตรวจสอบไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หลังจากที่มีประชาชนร้องเรียนถึงปัญหานี้มายังรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีขอให้ร้านค้าเห็นใจประชาชน เพราะทุกคนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เหมือนกัน รัฐบาลมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อให้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ธ.ค.63 จนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินคดีกับร้านค้าที่กระทำผิดไปแล้ว 68ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านธงฟ้า 47 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งไปยังร้านค้าทุกแห่งและออกตรวจสอบไม่ให้ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับ เช่น ห้ามยึดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ห้ามรับ/แลกเป็นเงินสด ห้ามบังคับการซื้อ/ขายสินค้า ห้ามจำหน่ายบุหรี่ สุรา เบียร์ ห้ามเอาเปรียบขึ้นราคาและขายเกินราคาที่กำหนดโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพบหลักฐานว่าร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับร้านธงฟ้านั้นมีข้อกำหนดชัดเจนอยู่แล้วว่าควรทำอย่างไร ดังนั้น ถ้าตรวจพบการกระทำผิดจะถูกยกเลิกจากโครงการทันทีและอาจถูกยึดเครื่อง EDC หรือยกเลิกการใช้แอปพลิเคชัน ทำให้ไม่สามารถขายสินค้ากับโครงการได้อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากประชาชนพบร้านค้าที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95242</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, คนละครึ่ง, ร้านค้าฉวยโอกาส, อนุชา บูรพชัยศรี, เราชนะ, เรารักกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6035028012bcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 18:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 18:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ถือไม้เรียวตรวจแถวร้านค้า &#039;เราชนะ&#039; ฉวยโอกาสขึ้นราคาเจอแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ประสานขอความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่กวดขันไม่ให้ผู้ประกอบการร้านค้า หรือผู้ให้บริการรายย่อยขึ้นราคา หรือบริการ ซึ่งเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภค
โดยประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวสามารถแจ้งร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หมายเลขโทรศัพท์ 1569 หรือแจ้งข้อมูลของผู้ร้องเรียน พร้อมหลักฐานในการร้องเรียน รวมถึงช่องทางติดต่อกลับของท่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ 1569@dlt.go.th หากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขจริง กระทรวงการคลังจะระงับการใช้แอปพลิเคชันถุงเงินของร้านค้า ตลอดจนระงับการจ่ายเงินให้กับร้านค้าทันที และจะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระทรวงการคลังขอความร่วมมือประชาชนรักษาสิทธิ์ของตนเอง และขอให้ผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการรายย่อย รวมถึงประชาชนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการเราชนะ สำหรับประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ สามารถแจ้งเบาะแสรวมถึงส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดเงื่อนไขโครงการถึง คณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะ ทางไปรษณีย์มาได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail Account) wewin@fpo.go.th&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าการเปิดจุดรับลงทะเบียนโครงการเราชนะ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ณ สาขาและจุดบริการเคลื่อนที่ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ รวมถึงหน่วยรับลงทะเบียนเคลื่อนที่ของกระทรวงมหาดไทยทั่วประเทศ ว่า ขณะนี้ มีกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.2564 จนถึงปัจจุบันแล้ว จำนวน 995,349 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 &amp;ndash; 21 ก.พ. 2564 จะทราบผลการคัดกรองคุณสมบัติในวันที่ 4 มี.ค. 2564 และจะได้รับวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 5 มี.ค. 2564 และกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 22 ก.พ. &amp;ndash; 5 มี.ค. 2564 จะทราบผลการคัดกรองคุณสมบัติในวันที่ 15 มี.ค. 2564 และจะได้รับวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 19 มี.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าของการเข้าร่วมโครงการเรา ณ วันที่ 22 ก.พ. 2564 พบว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 23,457.9 ล้านบาท สำหรับประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง จำนวนมากกว่า 15.1 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 18,064.5 ล้านบาท รวมมีผู้ใช้สิทธิ์โครงการฯ จำนวน 28.8 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไปแล้วมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93993</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, กุลยา ตันติเตมิท, ขึ้นราคา, ร้านค้าฉวยโอกาส, เราชนะ, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_60239e683c943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เอาจริงจัดการร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าช่วงเราชนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ.2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวชี้แจงกรณีมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ ได้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า โดยไม่มีสาเหตุทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนว่า กรมฯได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งออกตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ พร้อมได้ประสานให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ โดยได้เน้นย้ำให้ร้านค้าต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา หรือจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควรโดยเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพบหลักฐานว่าร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร ก็จะดำเนินคดีตามมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย มีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าห้ามจำหน่ายสินค้าในราคาแพงเกินสมควร ห้ามรับแลกเงินแทนการซื้อสินค้า และต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน หากตรวจพบพฤติกรรมว่าทำผิดข้อกำหนดจะถูกยกเลิกออกจากโครงการทันที &amp;nbsp;โดยกรมการค้าภายในหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่มีสิทธิเพิกถอนสิทธิ์และจะแจ้งกรมบัญชีกลางพิจารณาการส่งคืนเครื่อง EDC หรือยกเลิกการใช้ Application และจะไม่สามารถจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากประชาชนพบร้านค้าที่ฉวยโอกาสปรับราคาสินค้า หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งกรมจะได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93852</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, ร้านค้าฉวยโอกาส, ร้านธงฟ้าราคาประหยัด, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, อธิบดีกรมการค้าภายใน, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f102d224a0c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เติมด่วน ปตท.-บางจากขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 40 สต./ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค. 2564 - บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) และ บมจ.บางจาก ได้มีการประกาศขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลทุกชนิด 40 สตางค์/ลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดราคาคงเดิม มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 05.00 น.&amp;nbsp;

ส่งผลให้มีราคาดังนี้ เบนซิน ราคา 31.46 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 24.05 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 23.78 บาท/ลิตร E20 ราคา 22.54 บาท/ลิตร E85 ราคา 19.29 บาท/ลิตร ดีเซล(บี7) ราคา 24.89 บาท/ลิตร ดีเซล(บี10) ราคา 21.89 บาท/ลิตร B20 ราคา 21.64 บาท/ลิตร ดีเซลพรีเมี่ยม 29.34 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, น้ำมันดีเซล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5ffec70377e3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เติมด่วน &#039;ปตท.-บางจาก&#039;ขึ้นราคาน้ำมัน 60 สต./ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 พ.ย. 2563 - บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) และ บมจ.บางจาก ได้มีการประกาศขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 60 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 ปรับขึ้น 40 สตางค์/ลิตร &amp;nbsp;มีผลตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 05.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลให้มีราคาดังนี้ เบนซิน ราคา 29.76 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 22.35 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 22.08 บาท/ลิตร E20 ราคา 20.84 บาท/ลิตร E85 ราคา 18.34 บาท/ลิตร ดีเซล(บี7) ราคา 23.79 บาท/ลิตร ดีเซล(บี10) ราคา 20.79 บาท/ลิตร B20 ราคา 20.54 บาท/ลิตร ดีเซลพรีเมี่ยม 28.24 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85136</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, บางจาก, ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201126/image_big_5fbf80765060d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 07:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 07:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมรางเล็งรื้อสัญญาเช่าที่ดินรถไฟทั่วประเทศหวังปั้นรายได้เพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.2563 นายสรพงศ์&amp;nbsp;ไพฑูรย์พงษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.)&amp;nbsp;ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษากำหนดยุทธศาสตร์การบริหารพื้นที่และติดตามกำกับนโยบายการจัดการรายได้จากทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์-อสังหาริมทรัพย์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)เปิดเผยว่า&amp;nbsp;จากที่ได้มีการประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบการจัดการทรัพย์สินเพื่อสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้นนั้นพบว่า&amp;nbsp;ปัจจุบัน&amp;nbsp;รฟท.มีสัญญาที่เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่&amp;nbsp;สังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ&amp;nbsp;ณ.วันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;เม.ย.63&amp;nbsp;ในพื้นที่&amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;32,000&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;กับ


สำนักบริหารทรัพย์สิน&amp;nbsp;รฟท.กว่า&amp;nbsp;6,042&amp;nbsp;สัญญา&amp;nbsp;แบ่งเป็นสัญญาเช่าอาคารจำนวน&amp;nbsp;3,106&amp;nbsp;สัญญา&amp;nbsp;,สัญญาเช่าที่ดินจำนวน2,936&amp;nbsp;สัญญา&amp;nbsp;ซึ่งจากสัญญาทั้งหมดที่มีทำให้&amp;nbsp;รฟท.มีรายได้เฉลี่ยต่อปีที่&amp;nbsp;2,858&amp;nbsp;ล้านบาท/ปี&amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้การบริหารทรัพย์สินของรฟท.เกิดประสิทธิภาพแก่&amp;nbsp;รฟท.มากขึ้นทาง&amp;nbsp;คณะทำงานฯจะเข้ามาดำเนินการจัดระเบียบและกำหนดกรอบของการพัฒนาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น&amp;nbsp;โดยมั่นใจว่าหากดำเนินการสำเร็จจะสามารถสร้างรายได้ในส่วนนี้ให้กับรฟท.เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าปีละ&amp;nbsp;10%


นอกจากนั้นได้ให้&amp;nbsp;รฟท.ไปรวบรวมสัญญาของพื้นที่&amp;nbsp;บริเวณ&amp;nbsp;อาร์ซีเอ&amp;nbsp;โดยพื้นที่ดังกล่าวให้ทำแผนปฎิบัติการใช้พื้นที่,บริเวณตลาดนัดจตุจักร&amp;nbsp;3แปลง&amp;nbsp;บริเวณ&amp;nbsp;ตลาดขายปลาจำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;,ตลาดศรีสมรักษ์&amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;รวมถึงพื้นที่ตรงหัวมุม&amp;nbsp;ตลาดเพื่อองค์การค้าเพื่อเกษตรกร&amp;nbsp;(อตก.)&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;3ไร่&amp;nbsp;,พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;277&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเน่งดำเนินการเพื่อสร้างรายได้&amp;nbsp;,พื้นที่บริเวณรัชดาจำนวน&amp;nbsp;124&amp;nbsp;แปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;


อย่างไรก็ตามดังนั้นในการประชุมที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;นี้&amp;nbsp;นอกจากได้ให้&amp;nbsp;รฟท.ไปรวบรวมข้อมูลพื้นที่ในเขตกทม.ดังกล่าวแล้วยังได้ให้&amp;nbsp;รฟท.ไปดูรวบรวมพื้นที่&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;สัญญาที่เกี่ยวข้องกับแปลงอสังหาฯทั่วประเทศทั้งหมดด้วยว่ามีจำนวนแปลงที่ใช้ประโยชน์&amp;nbsp;,สถานะของสัญญา&amp;nbsp;,สถานะเวลาของการให้เช่า&amp;nbsp;,การบุกรุกพื้นที่มีที่ไหนบ้าง&amp;nbsp;รวมถึงสถานะที่มีการใช้ประโยชน์โดยไม่มีการจ่ายค่าเช่าแก่&amp;nbsp;รฟท.&amp;nbsp;อย่างไรบ้าง&amp;nbsp;เพื่อมาประกอบในการประชุมครั้งต่อไป&amp;nbsp;เพื่อให้คณะทำงานฯชุดนี้สามารถกำหนดกรอบการดำเนินการให้เกิดความชัดเจน&amp;nbsp;ในการสร้างมูลค่าที่มีการทำสัญญาที่มีอยู่ให้กับ&amp;nbsp;รฟท.เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;เพื่อให้&amp;nbsp;รฟท.สามารถนำรายได้จากพื้นที่ที่สร้างรายได้มาบริหารจัดการรฟท.ให้อยุ่ได้แบบยั่งยืนต่อไป&amp;nbsp;ในอนาคต&amp;nbsp;และไม่เป็นภาระกับรัฐบาลต่อไป


นายสรพงศ์&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ซึ่งจากการประชุมในเบื้องต้นพบว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;รฟท.มีข้อจำกัดของระเบียบ&amp;nbsp;ข้อกฎหมาย&amp;nbsp;ในวิธีการเช่าที่ดินและ&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์ของกฎหมายของรฟท.&amp;nbsp;โดยเฉพาะ&amp;nbsp;ฉบับ&amp;nbsp;พ.ศ.2484&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;ฉบับ&amp;nbsp;พ.ศ.2544&amp;nbsp;ที่ปฎิบัติมาไม่สอดคล้องกับกฎหมายในปัจจุบัน&amp;nbsp;ซึ่งข้อจำกัดที่เห็นชัดคือจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการที่ยาวนาน&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;การเช่าที่ดินแบบไม่ต้องประมูลจะต้องใช้เวลาในการอนุมัติกว่า&amp;nbsp;101&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;


ส่วนประเภทการเช่าแบบประมูล&amp;nbsp;จะมีขั้นตอนระเบียบปฎิบัติการ&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ขั้นตอน&amp;nbsp;ใช้เวลา&amp;nbsp;การอนุมัติกว่า&amp;nbsp;146&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;ส่วนประเภทโครงการพัฒนา&amp;nbsp;เชิญชวนประมูลโครงการ&amp;nbsp;มีขั้นตอนกว่า&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ขั้นตอน&amp;nbsp;ใช้เวลาปนุมัติไม่น้อยกว่า&amp;nbsp;212&amp;nbsp;วันซึ่งจากข้อจำกัดต่างๆนี้ทำให้เห็นว่ากว่าจะอนุมัติ&amp;nbsp;และมีรายได้กลับมาที่&amp;nbsp;รฟท.ต้องใช้ระยะเวลานาน&amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังพบปัญหาอีกว่า&amp;nbsp;หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการบริหารทรัพย์สินทั้งที่ดิน&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์ของ&amp;nbsp;รฟท.มีถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หน่วยงาน&amp;nbsp;ประกอบไปด้วย&amp;nbsp;สำนักบริหารทรัพย์สิน&amp;nbsp;,ฝ่ายการเดินรถ&amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นคนดูแลทรัพย์สินตามเขตทางรถไฟทั่วประเทศ&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;ฝ่ายการช่างโยธา&amp;nbsp;ดังนั้นทางคณะทำงานฯจึงเห็นว่า&amp;nbsp;ควรที่จะมีการจัดระเบียบหน่วยงานที่จะทำหน้าที่บริหารทรัพย์สิน&amp;nbsp;ให้ศูนย์เดียวเพื่อให้รวบรวมสัญญาที่เอกชนทั้งรายย่อย&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;รายใหญ่&amp;nbsp;ที่ทำสัญญากับ&amp;nbsp;รฟท.อยู่ในที่เดียวกัน&amp;nbsp;เพื่อให้มีการตรวจสอบสัญญา&amp;nbsp;และรายได้ที่เข้ามาเกิดความชัดเจนมากขึ้น

&amp;nbsp;

นอกจากนี้ในส่วนของการประเมินราคาที่ดิน&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์ของ&amp;nbsp;รฟท.นั้น&amp;nbsp;เห็นควรที่จะให้&amp;nbsp;รฟท.&amp;nbsp;หาวิธีประเมินราคาที่ดิน&amp;nbsp;แม้ว่าแปลงอสังหาฯของรฟท.จะไม่มีโฉนดที่ดิน&amp;nbsp;แต่สามารถนำราคาประเมินที่ดินจากกรมธนารักษ์มาเทียบได้และนำมาเปรียบเทียบกับที่ดิน&amp;nbsp;หรืออสังหาฯข้างเคียงของเอกชน&amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้&amp;nbsp;รฟท.มีความคล่องตัวในการปฎิบัติมากขึ้น&amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp;ให้&amp;nbsp;รฟท.ไปจัดทำแผนปฎิบัติการโดยให้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน&amp;nbsp;ขณะเดียวกันหากแปลงอสังหามีสิ่งปลูกสร้าง&amp;nbsp;ควรจ้างบริษัท&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;ธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน&amp;nbsp;เพื่อให้มีความถูกต้องแม่นยำ&amp;nbsp;


&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68707</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, ที่ดินรถไฟมูลค่ามหาศาล, อธิบดีกรมรางคนแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200408/image_big_5e8d5ab25b6c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10449</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2018 08:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2018 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “อาคม”เบรกหัวชนฝาห้ามรถร่วมขสมก.ขึ้นค่าโดยสาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo;เบรคหัวชนฝารถสาธารณะทุกประเภทห้ามขึ้นค่าโดยสารรอศึกษาแรับโครงสร้างราคาใหม่เสร็จภายใน2เดือน พร้อมมอบนโยบาย บอร์ดใหม่ &amp;nbsp;ขสมก.ขยายเส้นทางเดินรถเชื่อมสนามบินหารายได้เพิ่ม พร้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังได้รับหนังสือพร้อมหารือกับผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง หรือรถร่วม(ขสมก.) เพื่อขอปรับขึ้นค่าโดยสาร หลังได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี ว่า ยืนยันจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารรถทุกประเภทในขณะนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงแล้ว ประกอบกับ กรมการขนส่งทางบก(ขบ.)อยู่ระหว่างการศึกษาปรับโครงสร้างค่าโดยสารระบบขนส่งใหม่ทั้งระบบ คาดว่าจะเสร็จภายใน 2เดือน จากนั้นจะมีการเรียกผู้ประกอบการมาหารือเพื่อรับทราบและหาแนวทางร่วมกันอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้มอบนโยบายให้คณะกรรมการบริหารกิจการ (บอร์ด) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ชุดใหม่ที่มีการประชุมในวันที่ 31 พ.ค. 61 เป็นครั้งแรกโดยเน้นไปที่เรื่องของการปรับบทบาทไปเป็นผู้ประกอบการเต็มตัวภายหลังจากปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ 269 เส้นทาง เพื่อเตรียมความพร้อมแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่น ตลอดจนปรับตัวเป็นระบบขนส่งรองรับส่งประชาชนป้อนสู่ระบบรถไฟฟ้า (ฟีดเดอร์)รวมทั้งพัฒนามาตรฐานการให้บริการ นำระบบเทคโนโลยีนำมาใช้ ทั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (อีทิคเก็ต) เชื่อมสู่ระบบตั๋วร่วมหรือบัตรแมงมุมในอนาคตตลอดจนนำเทคโนโลยีเรื่องเชื้อเพลิงต่างๆ เข้ามาใช้ปัจจุบันมีหลากหลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ให้ดูฐานะการเงิน รายได้ รายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายต้องเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการหารายได้จากเส้นทางเดินรถที่มีศักยภาพ อาทิ การเปิดเดินรถเชื่อมสนามบินที่ได้รับความนิยมมากสามารถเก็บค่าบริการอัตราพิเศษได้ เช่นสาย A3 ดอนเมือง-สวนลุมพินี และ A4 ดอนเมือง-สนามหลวง ส่วนการจัดซื้อรถเมล์ใหม่นั้น ให้นำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 61 ที่ขอจัดซื้อรถเมล์จาก 3,183 คัน เหลือ 3,000 คัน ล็อตแรกได้จัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี)489 คันไปแล้ว อนาคตจัดซื้อรถเมล์ใหม่อีก 2,000 กว่าคัน แบ่งเป็นรถเก่าปรับปรุงสภาพใหม่ 323 คัน ที่เหลือรถเมล์ใหม่เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ที่อาจจะเป็นระบบเชื้อเพลิงดีเซล ระบบดีเซลและไฟฟ้า (ไฮบริด) และรถเมล์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งมีแนวทางการดำเนินการจัดหาอย่างไร จะเป็นรูปแบบการจัดซื้อหรือเช่าต้องพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนข้อเรียกร้องให้พิจารณาทบทวนลดอัตราค่าตอบแทนของ ขสมก.ที่เรียกเก็บจากรถร่วมลง โดยรถโดยสารธรรมดาคิดอัตราส่วนแบ่งรายได้ค่าโดยสาร 15 บาทต่อวันต่อคัน รถโดยสารปรับอากาศคิดอัตราค่าส่วนแบ่งรายได้ค่าโดยสาร 30 บาทต่อวันต่อคัน จากเดิมเคยเก็บ 35 - 305 บาทต่อวันต่อคัน และขอให้งดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของหนี้ที่ค้างชำระ ซึ่งปัจจุบันรถร่วม ขสมก.เป็นหนี้ค่าตอบแทน ขสมก.ถึง 800 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการหรือบอร์ดของ ขสมก.ต้องพิจารณาเพื่อหาแนวทางแก้ไขประนอมหนี้ต่อไป
นอกจากนี้ได้มอบหมาย ขสมก.พิจารณาในเรื่องของค่าตอบแทนและหนี้สินค้างชำระระหว่างทางรถร่วมบริการและทาง ขสมก. ทั้งในข้อเรียกร้องข้อเสนอที่จะงดเว้นให้มีการผ่อนผันในการเก็บค่าตอบแทน ในส่วนของหนี้ค้างชำระก็จะต้องให้ทางรถร่วมฯไปหารือกับทาง ขสมก.ในรายละเอียดว่ามีหนี้สินทั้งหมดเท่าไหร่และเกิดในช่วงไหนบ้างรวมถึงจะมีวิธีการไหนที่จะประนอมหนี้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางภัทรวดี กล่อมจรูญ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วม ขสมก. กล่าวว่าจากการหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมนั้น ทางกระทรวงฯได้ขอให้ทางสมาคมชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารเพิ่มอีก 4 บาทโดยจะต้องรอผลการศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารใหม่จากทางกรมการขนส่งทางบกก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษา อย่างไรก็ตามทางผู้ประกอบการยินดีที่จะรอความชัดเจนผลการศึกษาอีก 2 เดือน แต่หากยังไม่ได้ขอจะเดินทางเข้าหารือถึงมาตรการความช่วยเหลือจากทางกระทรวงคมนาคมอีกครั้งและทางสมาคมฯยังยืนยันว่าจะขอปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10449</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก., ขึ้นค่าโดยสาร, ขึ้นราคา, นายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วม ขสมก., รถร่วมขสมก., รถเมล์, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180216/image_big_5a86f5f69a8e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
