<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.แนะรัฐกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาทพยุงเศรษฐกิจ ชี้ช่องขึ้นภาษีแวตโปะหนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง และมีผลชัดเจน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;อาการ ได้แก่&amp;nbsp;1.&amp;nbsp;หลุมรายได้ขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ โดยพบว่า ในช่วงปี&amp;nbsp;2563-2564&amp;nbsp;รายได้จากการจ้างงานหายไปถึง&amp;nbsp;1.8&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ขณะที่ปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;คาดว่ารายได้จากการจ้างงานจะหายไปอีก&amp;nbsp;8&amp;nbsp;แสนล้านบาท ทำให้ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563-2565&amp;nbsp;รายได้จากการจ้างงานจะหายไปรวมกว่า&amp;nbsp;2.6&amp;nbsp;ล้านล้านบาท&amp;nbsp;2.&amp;nbsp;การจ้างงานในระบบถูกกระทบรุนแรง โดยในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;พบว่ามีจำนวนผู้ว่างงาน หรือเสมือนว่างงาน&amp;nbsp;(ผู้ที่มีงานทำไม่ถึง&amp;nbsp;4ชั่วโมงต่อวัน)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านคน และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น&amp;nbsp;3.4&amp;nbsp;ล้านคน สูงกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิดถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;การฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่เท่าเทียม ส่งผลให้ความเป็นอยู่ของครัวเรือนเปราะบาง และ&amp;nbsp;4.&amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยถูกกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;หนักกว่าและจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยพึ่งพารายได้จากภาคการท่องเที่ยวและบริการสูงสุดในเอเชีย คิดเป็น&amp;nbsp;11.5%&amp;nbsp;ของจีดีพี และจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องใช้เวลา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี จากช่วงเริ่มระบาดในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่เอเชียโดยรวมจะใช้เวลาไม่ถึง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี โดยในไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;จีดีพีของไทยอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่&amp;nbsp;4.6%&amp;nbsp;ขณะที่เอเชียโดยรวมฟื้นเหนือระดับก่อนโควิดหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ธปท.&amp;nbsp;ยังคงคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีในปีนี้ไว้ที่&amp;nbsp;0.7%&amp;nbsp;ส่วนปัจจัยที่จะทำให้มีการปรับคาดการณ์ในจีดีพีใหม่ คือ หากมีการล็อกดาวน์ยาวถึงไตรมาส&amp;nbsp;4/2564&amp;nbsp;เพราะการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในแต่ละเดือน มีผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ&amp;nbsp;0.3-0.4%&amp;nbsp;และมองว่ามีโอกาสน้อยที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตติดลบ แม้ว่าผลกระทบจากการระบาดของโควิดระลอกปัจจุบันจะหนักและมากกว่าที่คาดการณ์ แต่ก็ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะโตเป็นบวกได้ไม่ที่ระดับ&amp;nbsp;0.7%&amp;nbsp;ตามที่คาดการณ์ก็บวกได้ในระดับใดระดับหนึ่ง เพราะยังมีตัวช่วยอย่างภาคการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้้จึงต้อเหมาะสม และสมเหตุสมผลกับอาการ จากอาการของไทยที่หนัก ก็ต้องใช้ยาแรง ต้องแก้ให้ตรงจุด ตรงต้นเหตุ นั่นคือ &amp;ldquo;วัคซีน&amp;rdquo; โดยยังยืนยันเหมือนเดิมว่า หากไม่เร่งดำเนินการเรื่องวัคซีน มาตรการอื่น ๆ ที่เร่งผลักดันออกมาให้ตายก็ไม่พอ ไม่จบ เป็นแค่การซื้อเวลาเท่านั้น เรื่องวัคซีนยังเป็นตัวหลัก และหากไปดูข้อมูลการฉีดวัคซีนในปัจจุบันของประเทศไทย พบว่า สัดส่วนประชากรที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19&amp;nbsp;ครบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เข็มมีแค่&amp;nbsp;7%&amp;nbsp;ของประชากรทั้งหมด ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว และยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศด้วย ตัวนี้เป็นเครื่องสะท้อนว่าไทยในฐานะที่เป็นประเทศต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและบริการเยอะ ยิ่งจำเป็นต้องกระจายวัคซีนให้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในระหว่างที่สังคมไทยยังไม่ได้รับวัคซีนมากพอ เราจะเป็นต้องใช้มาตรการด้านสาธารณสุขต่าง ๆ คุมการระบาด เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามรุนแรงขึ้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีต้นทุนด้านเศรษฐกิจสูง เพราะเป็นการจำกัดการเคลื่อนที่ของคน ซึ่งกระทบการดำเนินธุรกิจรุนแรง จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลกระทบด้านสาธารณสุขกับเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับบริบทประเทศ ที่สำคัญต้องเร่งรัดมาตรการตรวจและคัดแยกผู้ติดเชื้อในครัวเรือนให้ครอบคลุมและทันการณ์ หากพบการติดเชื้อ อาจต้องใช้มาตราการควบคุม หรือล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่อย่างเข้มข้นในระยะเวลาจำกัดให้ได้ทันท่วงที&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภาครัฐจะมีบทบาทในการเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจและครัวเรือน ผ่านมาตรการทางการคลังซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น ขาดไม่ได้ เพราะรายได้ครัวเรือนที่หายไปในช่วง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี จำนวน&amp;nbsp;1.8&amp;nbsp;ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกิน&amp;nbsp;10%&amp;nbsp;ของจีดีพี ยังไม่มีอะไรมาทดแทนได้ แม้ปีนี้จะประเมินว่าภาคส่งออกจะเติบโตได้ถึง&amp;nbsp;17.7%&amp;nbsp;ก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการจ้างงานในภาคการส่งออกไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับการจ้างงานในระบบ และเมื่อเทียบกับตัวเลขคนว่างานและเสมือนว่างงาน จึงเป็นเหตุผลว่าการส่งออกสามารถพยุงเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่นัก ขณะที่บริษัทเอกชนแม้จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่น่าจะเพียงพอ ดังนั้นการใช้จ่ายของภาครัฐจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากปัญหาหลุมรายได้ที่ทั้งใหญ่และลึก และคาดว่าจะยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการใช้จ่ายของภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก และต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้มากที่สุดเพื่อเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยพยุงการจ้างงานและเพิ่มรายได้ รวมถึงการใช้วงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.&amp;nbsp;กู้เงินเพิ่มเติม&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แสนล้านบาทที่อาจนำมาใช้เยียวยากลุ่มเปราะบางให้ตรงจุดและทันการณ์ และออกมาตรการเพื่อรักษาการจ้างงานและสร้างรายได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า การกู้เงินเพิ่มเติมของภาครัฐก็จะช่วยให้จีดีพีกลับมาเติบโตได้ใกล้ศักยภาพเร็วขึ้น โดยกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท คาดว่าจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ของจีดีพีในปี&amp;nbsp;2567&amp;nbsp;และจะลดลงได้ค่อนข้างเร็วตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น เนื่องจากฐานภาษีจะไม่ได้ลดลงจากแผลเป็นของเศรษฐกิจมากนัก ดังนั้นหากรัฐบาลไม่เร่งพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติยืดเยื้อ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีแม้จะเพิ่มขึ้นช้า แต่จากการประมาณการคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูง และปรับลดลงได้ไม่มากนักในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การกู้เพิ่มอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท คิดเป็น&amp;nbsp;7%&amp;nbsp;ของจีดีพี สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเจออยู่ อีกประเด็นที่สำคัญและน่าสนใจ คือ การกู้ตอนนี้แล้วใส่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจกลายเป็นจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในอีก&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปีข้างหน้าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเราไม่กู้ เพราะการกู้และการใส่เงินเข้าไปตอนนี้เป็นการขยายเศรษฐกิจ เพิ่มฐานภาษี และทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไปได้ ช่วยให้ภาระหนี้กลายเป็นลดลงในอนาคต ดังนั้นภาพระยะยาวการกู้เพื่อใส่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่จริง ๆ แล้วทำตอนนี้ดีกว่าทำทีหลัง และมองว่าหนี้สาธารณะที่&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ของจีดีพีเป็นอะไรที่เศรษฐกิจก็ไม่ได้ลำบาก รองรับได้ สภาพคล่องในระบบรองรับการกู้ยืมจากภาครัฐได้ ขณะที่ดอกเบี้ยก็สะท้อนความสามารถที่ภาคการคลังจะกู้เพิ่มได้ โดยดอกเบี้ยกู้ระยะยาว&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี ไม่ถึง&amp;nbsp;1.6%&amp;nbsp;เป็นพื้นที่ที่ยังมีศักยภาพเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ดอกเบี้ยสูงถึง&amp;nbsp;4-6%&amp;nbsp;เป็นภาพรวมที่มองว่าเป็นยา หรือเป็นมาตรการที่จำเป็นและเหมาะสมกับอาการของเศรษฐกิจไทยที่เห็น&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การกู้เงินต้องมีแผนชัดเจนในระยะยาวที่จะทำให้ภาคการคลังกลับมาสู่ระดับที่เข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ และเพิ่มช่องทางในการทำนโยบายไว้รองรับภาระทางการคลังและความเสี่ยงในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการรัดเข็มขัดในระยะปานกลาง เพื่อให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีกลับลงมาในระยะข้างหน้า เช่น การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีผ่านการขยายฐานภาษี การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ พร้อมทั้งการปรับเพิ่มภาษีบางประเภทให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศหลังการแพร่ระบาดของโควิด พร้อมทั้งควบคุมรายจ่ายประจำ เพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากภาครัฐทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวตามศักยภาพได้เร็ว จะช่วยเร่งการเข้าสู่ความยั่งยืนทางการคลังได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากฐานภาษีและความสามารถในการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น กรณีเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว หากรัฐบาลเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม&amp;nbsp;(VAT) 1%&amp;nbsp;จะทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะลดลงอีกประมาณ&amp;nbsp;0.33%&amp;nbsp;ต่อจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท.ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้ แต่ด้วยสภาพอาการที่จำเป็นกับเศรษฐกิจไทยตอนนี้ มองว่ามีอะไรที่ต้องทำบ้าง เรื่องหนึ่งที่หนีไม่พ้นคือมาตรการการคลัง โดยผมมองว่าน้อยมากที่ไทยจะเสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง เพราะฐานะการคลังไม่ใช่เรื่องที่บริษัทเครดิตเรตติ้งเป็นห่วงที่สุด สิ่งที่เป็นห่วงคือความไม่แน่นอนทางการเมือง และเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ส่วนที่บริษัทเครดิตเรตติ้งมองว่าเป็นจุดแข็ง คือ ฐานะการคลัง และเสถียรภาพทางการคลัง แต่จากสภาพอาการการของไทยตอนนี้จะรักษาโรคได้ก็ต้องรักษาที่องค์รวม จะแยกหมอเฉพาะทางอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้คนไข้รอด ไม่ใช่ว่า ธปท.ไม่ทำอะไร ธปท.ก็ต้องทำเช่นกัน&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรการทางการเงินของ ธปท.&amp;nbsp;จะเป็นมาตรการเสริมในการช่วยดูแลภาระลูกหนี้และเติมสภาพคล่องให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่รายได้หายไปชั่วคราว ที่ผ่านมามีการดำเนินการหลายมิติ ทั้งการแก้ไขหนี้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระยะยาว การพักชำระหนี้ระยะสั้น และการเติมสภาพคล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอเรื่องการปรับลดเพดานดอกเบี้ยนั้น มองว่า ต้องพิจารณาให้ดี ให้รอบคอบ รอบด้าน เพราะว่ามีผลข้างเคียงเยอะ ไม่ใช่แค่กับระบบแต่เป็นผลกับลูกหนี้เอง ซึ่งการพิจารณาผลกระทบต่อลูกหนี้ในเรื่องการปรับลดเพดานดอกเบี้ยนั้น แนวทางที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากกว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงสูง คือ การขยายเพดานวงเงินให้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อให้คนที่เสี่ยงสูงยังอยู่ในระดับบต่อไป และเสริมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการชำระหนี้เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ธปท.&amp;nbsp;ไม่ได้มีการกำหนดระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในใจ แต่ก็ไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่เป็นอุปสรรค หรือมีความผันผวนที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องการเก็งกำไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113487</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นแวต, ธปท., เสนอกู้เพิ่ม 1 ล้านล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2020 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2020 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;แจงขึ้นแวต9%ยากทำเศรษฐกิจเจ๊งหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีนายสมหมาย ภาษี อดีต รมว.การคลัง เสนอให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เป็น 9% จากปัจจุบันอยู่ที่ 7% เพื่อดูแลเศรษฐกิจ ว่า การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจะต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม เพราะหากขึ้นไปแล้วจะทำให้สินค้าและบริการแพงขึ้น อำนาจการซื้อประชาชนลดลง และซ้ำเติมประชาชนในยุคไวรัสโควิด-19 เพิ่มอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประเมินว่าหากขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 9% จะทำให้เศรษฐกิจหดตัวยิ่งกว่าเดิม จีดีพีจะลดลงอย่างน้อย 0.6% ต่อปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งขอยืนยันว่า กระทรวงการคลังมีเงินคงคลังที่เข้มแข็ง และเพียงพอต่อการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ รวมถึงใช้ดูแลฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศจากโควิด-19 ตลอดจนยังสามารถบริหารจัดการหนี้ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2564 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นให้มีการบริโภคของประชาชนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76845</URL_LINK>
                <HASHTAG>\ VAT 9%, กสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม, ขึ้นแวต, นายลวรณ แสงสนิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22cbb2809d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
