<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2020 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2020 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทพไท&#039;จี้&#039;อาคม&#039;พิสูจน์ฝีมือขุนคลังใหม่แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.63-นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานสถานการณ์ หนี้ครัวเรือน ไทยไตรมาส 2 ปี 63 มีกว่า 13.58 ล้านล้านบาท คิดเป็น 83.8% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกว่า จากข้อมูลหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2 สะท้อนให้เห็นว่า ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนของไทย ยังคงขยับขึ้นสวนทางเศรษฐกิจที่หดตัวจากผลของโควิด-19 ซึ่งส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 ปีครั้งใหม่ที่ 83.8% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลจะต้องบริหารงานด้านเศรษฐกิจ หาแนวทางลดหนี้ครัวเรือนของไทยให้ลดลง ซึ่งหนี้ครัวเรือนของไทยเคยสูงแบบก้าวกระโดดมาแล้วในยุคของรัฐบาลทักษิณ และครั้งนี้ยอดหนี้ครัวเรือนของไทยก็สูงขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัฐบาลชุดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากจะฝากปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน ไปยังทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นการต้อนรับและพิสูจน์ฝีมือการทำงานของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังคนใหม่ ที่จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 12 ต.ค.นี้ หลังจากถวายสัตย์ปฎิญานแล้ว จะต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจในฐานะรมว.การคลังอย่างเต็มความสามารถ และมีปัญหาเศรษฐกิจที่รอการแก้ไขรออยู่อีกมากมาย และเชื่อว่าหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 จำนวนวงเงิน3.2ล้านล้านบาทอย่างเป็นทางการแล้ว ก็จะทำให้การขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ที่เคยขาดตอนมาก่อนหน้านี้ ได้มีการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามปกติ และจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชนต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80139</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุนคลัง, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, นายเทพไท เสนพงศ์, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f82a14a39b67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;  อุบชื่อ รมว.คลังคนใหม่ บอกรู้คนเดียว รอดูไปเดี๋ยวก็รู้เอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.63 - เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ไบเทค บางนา พล.อ.ประยุทธ์ ​จันทร์​โอชา ​นายกรัฐมนตรี​และรัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี ​และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าขณะนี้นายกฯได้รายชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง​การคลังคนใหม่แล้วว่า &amp;quot;เพราะ​หรอ เมื่อท่านบอกก็ฟังท่านสิ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า รมว.คลังคนใหม่ชื่ออะไร นายกฯ กล่าวว่า &amp;quot; ใครล่ะ ชื่ออะไรล่ะ แล้วท่านบอกว่าใคร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;ก่อนที่นายกฯ จะเดินออกไปจากวงสัมภาษณ์ได้หันกลับมากล่าวกับสื่อมวลชนว่า &amp;quot;ฉันรู้ของฉันคนเดียว ก็รอดูไป เดี๋ยวก็รู้&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78712</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุนคลัง, พล.อ.ประยุทธ์ ​จันทร์​โอชา, รมว.คลัง, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200926/image_big_5f6f10f59268d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ตอกฝาโลง‘ขุนคลัง’ ไม่โยกรมต.ประยุทธ์2/2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โพลเผยชาวบ้านเผยสเปก &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; คนใหม่ ต้องมีความรู้ความสามารถ ส่วนเรื่องซื่อสัตย์หล่นไปอันดับ 2 ชัดเจน &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ตอกฝาโลง รมว.การคลังไม่มีการโยกรัฐมนตรีในประยุทธ์ 2/2 มาแน่ คาด 1-2 สัปดาห์รู้ชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,517 คน เรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมือง ณ วันนี้ โดยหัวข้อ รมว.การคลังคนใหม่ควรมีคุณสมบัติแบบใดจึงจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ พบว่า 81.72% มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ, 75.20% ซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่ทุจริต, 65.12% เน้นประโยชน์ของบ้านเมือง, 56.99% มีประสบการณ์/มีผลงาน และ 54.50% ไม่ยอมให้ถูกแทรกแซง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งถึงความคืบหน้าการหาบุคคลมาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลัง แทนนายปรีดี ดาวฉาย อดีต รมว.การคลังที่ลาออกไป โดยเฉพาะกระแสข่าวอาจมีการโยกนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ไปนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.การคลัง แล้วให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม มานั่งเป็น รมว.พลังงานแทน ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานายสุพัฒนพงษ์ได้พูดคุยกับ ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บางส่วน โดยได้ระบุถึงเรื่องที่มีข่าวว่าโยกมานั่งเป็น รมว.การคลังนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ยังไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรมา
มีรายงานอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่มีการปรับโยกบรรดารัฐมนตรีใหม่ในประยุทธ์ 2/2 แน่นอน เพราะเพิ่งดำรงตำแหน่งไม่เท่าไหร่ หากมีการปรับโยกย้ายก็ต้องไปปรับตัวในกระทรวงใหม่อีก ทำให้เสียเวลาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไปอีก และจะทำให้ถูกประชาชนมองว่าตำแหน่งกลายเป็นเก้าอี้ดนตรี
&amp;ldquo;แน่นอนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีการสับโยกเก้าอี้ของประยุทธ์ 2/2 แน่นอน ส่วนคนที่จะมาเป็น รมว.การคลังนั้น ขณะนี้นายกฯ อยู่ระหว่างการทาบทามคนนอกให้มาดำรงตำแหน่ง โดยคาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ก็น่าจะคนมาเป็นคนแทนนายปรีดีแน่&amp;rdquo;
ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ายังไม่มีอะไรเลย ยังไม่ทราบรายละเอียดในประเด็นนี้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ยังไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย ส่วนสาเหตุที่กระแสข่าวปรับ ครม.หนักในช่วงนี้ เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังว่างอยู่ จึงมีการพูดกันว่าใครจะมานั่งตรงนี้ ซึ่งเป็นการพูดกันตามปกติ และเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
เมื่อถามว่า การที่ตำแหน่ง รมว.การคลังยังเว้นว่างอยู่ จะไม่เป็นปัญหาต่อการทำงานของ ครม.และรัฐบาลหรือ นายอนุชาตอบว่า เรามีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ดูแลเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในภาพรวมอยู่ เชื่อว่างานจะไม่สะดุดอะไร แต่เมื่อมีคนที่เหมาะสมเข้ามาก็จะทำให้งานสมบบูรณ์ขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงตั้งข้อสังเกตกรณีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ที่ระบุว่าจบดอกเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พร้อมนำคลิปที่นายสันติให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายสันติพูดชื่อสถาบันการศึกษาผิด ขณะเดียวกันก็บอกด้วยว่าจบสาขารถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังฮิตที่สุด อินเทรนด์ที่สุด แต่เมื่อไปตรวจสอบพบว่าไม่มีสาขาวิชาดังกล่าว และหลักสูตรที่นายสันติเข้าเรียนคือปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อปี 2559 และเป็นหลักสูตรนานาชาติ และในฐานะที่ตนเองจบวิศวะจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกคนทราบว่าหากจะเรียนปริญญาเอกต้องมีวิชาพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับวิศวกรรม 3 วิชา ประกอบด้วย วิชาวิศวกรรมเครื่องกลเบื้องต้น, วิชากำลังไฟฟ้า และวิชาคอมพิวเตอร์และการออกแบบ แต่นายสันติจบปริญญาตรี และปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งไม่มีคณะวิศวกรรม &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ที่นายสันติบอกว่าจบปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์ ถามว่าท่านไปเรียนที่ไหน เพราะที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังไม่มีสาขาที่ท่านระบุ จึงอยากให้ท่านชี้แจง นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายสันติเคยเปิดอู่ซ่อมรถ และมีข้อมูลด้วยว่านายสันติเคยหนีคดีไปอยู่ จ.เพชรบูรณ์ เพราะเคยถูกออกหมายจับคดีเช็คเด้งจากการทำกิจการอู่ซ่อมรถดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ก็อยากให้นายสันติออกมาชี้แจง&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรื่องการขยายสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวอีก 40 ปี ที่เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้เสีย รมว.การคลังไปแล้ว 2 คน คือนายอุตตม สาวนายน และนายปรีดี ดาวฉาย ที่ไม่กล้าเซ็นอนุมัติโครงการดังกล่าว แต่นายสันติกลับกล้านำเสนอเข้าสู่ ครม. แถมบอกว่าทำสิ่งที่ถูกต้องนั้น นายนายยุทธพงศ์กล่าวว่า เรื่องนี้นายสันติยังไม่เคยเปิดเผยมูลค่าทรัพย์สินจริงๆ เกี่ยวกับสัญญารถไฟฟ้าดังกล่าวว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ทั้งที่พระราชบัญญัติร่วมทุนต้องมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด และต้องนำเข้าคณะกรรมการนโยบายร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ด้วย โดยนายสันติและกระทรวงมหาดไทยได้แต่อ้างว่า กทม.เป็นหนี้ รับหนี้ไม่ไหว จึงต้องยกหนี้ให้บีทีเอสมารับแทน
&amp;ldquo;ถามว่าบริษัทบีทีเอสซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเขาโง่หรือ เขาคงไม่โง่มารับหนี้กว่า 7 หมื่นล้านบาท มีแต่รัฐบาลที่แกล้งโง่และไม่ยอมนำเรื่องดังกล่าวเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับออกมาตรา 44 มาบังคับใช้ทั้งที่มีกฎหมายแล้วเพื่อยกเว้นการใช้กฎหมายที่มีอยู่ ดังนั้น ขอฝากไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่าให้ทุกคนเคารพกฎหมาย แล้วตัวท่านเคารพกฎหมายหรือไม่ ทั้งยังเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนอย่างบริษัทบีทีเอส จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ยับยั้งเรื่องนี้ เพราะมีรายงานจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการต่อขยายสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวดังกล่าว ทั้งนี้ ครม.เองก็มีมติและส่งเรื่องมายังรัฐสภา ให้ กทม.ปฏิบัติตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน จึงถามกระทรวงการคลังว่าท่านได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมขอเรียกร้องเป็นรอบที่ 10 ว่ากลัวอะไรหนักหนาถึงไม่เข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ลุแก่อำนาจ เป็นเหตุผลว่าทำไมนักเรียนนักศึกษาจึงออกมาขับไล่&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77336</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุนคลัง, รมว.การคลัง, สวนดุสิตโพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e2e8df020c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 14:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 14:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ขุนคลัง” มองยังไม่มีเหตุหนุนไทยขึ้นดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; มองยังไม่มีเหตุจำเป็นให้ไทยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยันไม่มีแทรกแซงการทำงาน กนง.-ธปท. มองครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยยังแจ่ม เครื่องยนต์ขับเคลื่อนติด ลุ้นดันจีดีพีปีนี้โตทะลุ 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;4 ก.ค. 61 - นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ที่ระดับ 1.50% ต่อปีนั้น ยังไม่สูงเกินไป และมองว่าในปีนี้ยังไม่มีเหตุผล หรือความจำเป็นที่ไทยจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะดูแล กระทรวงการคลังไม่ได้เข้าไปควบคุมหรือสั่งการเกี่ยวกับนโยบายการเงินแต่อย่างใด โดยที่ผ่านมา กนง. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ดูแลได้ดีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ เห็นว่า การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นต้องดูในภาพรวม ไม่ได้ดูเฉพาะปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แม้ว่าหลายประเทศจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่หากไม่มีความจำเป็นไทยก็ไม่ควรปรับขึ้นตามประเทศอื่น ๆ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะต้องดูสภาพภายในประเทศว่ามีความจำเป็นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับค่าเงินบาทที่ผ่านมามีการบ่นกันว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเกินไป และตอนนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกว่าเศรษฐกิจมากกว่าค่าเงินบาทแข็งในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับภาคเกษตร ทำให้การส่งออกสินค้ามีทิศทางที่ดีขึ้น เกษตรกรมีรายได้และขายสินค้าได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 เชื่อว่าจะยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลได้กระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวระดับสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการกระจายลงไปสู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น รวมถึงรัฐบาลได้มีมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลเศรษฐกิจฐานราก เช่น โครงการแจกสวัสดิการภาครัฐ ขณะที่การลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่มีการเดินหน้าได้ตามแผนที่วางไว้ทั้งหมด ทำให้เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 4.5% หรือหากขยายตัวได้สูงกว่าเป้าหมายก็เป็นเรื่องที่ดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12720</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ขุนคลัง, ดอกเบี้ย, ตันติวรวงศ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., อภิศักดิ์, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3399039afab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
