<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2020 17:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ชิง สุโกสินทร’ขึ้นแท่นผู้กำกับเต็มตัวครั้งแรกใน’วอน (เธอ)’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่ในวงการภาพยนตร์มาหลายปี เคยผ่านงานเบื้องหลังหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนบท จนมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับภาพยนตร์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น &amp;ldquo;ขุนพันธ์&amp;rdquo; &amp;ldquo;ตีสาม โอที&amp;rdquo; &amp;ldquo;จิตสัมผัส&amp;rdquo; ฯลฯ จนกระทั่งอิ่มตัวกับการเป็นผู้ช่วย วันนี้เรียกว่าเป็นความท้าทายขั้นสุดของ ชิง-สุโกสินทร อัครพัฒน์ ที่นอกจากจะต้องมาเขียนบทหนังรักแล้ว ยังโดดมาเป็นผู้กำกับเต็มตัวใน &amp;ldquo;วอน (เธอ)&amp;rdquo; หนังรัก 4 มุมมองจากนักแสดงนำ 4 คน อย่าง ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา, มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร, เซ้นต์-ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา และ พีค-ภีมพล พาณิชย์ธำรง ภาพยนตร์ที่ เอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ ( M39)ผลิตร่วมกับ แมดอะไรดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย ชิง สุโกสินทร ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มาทำงานกำกับภาพยนตร์เต็มตัวเรื่องแรกว่า &amp;quot;การกำกับภาพยนตร์เต็มตัวครั้งแรกยากกว่าที่คิดด้วยความที่เราเขียนบทเองก็จะมีภาพในหัวที่มันใช่ ก็มีการเตรียมความพร้อมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร ปรากฎว่ามันเหนื่อยกว่าที่คิดไว้ที่ผ่านมาผมเขียนหนังผีมาตลอด แต่เรื่องนี้เป็นหนังรักมันฉีกออกมาเลย มันเลยเหมือนเราขับรถแล้วต้องเปลี่ยนคัน ถามว่าสะดุดไหม ไม่สะดุดแต่เราไม่ชินกับมัน ถ้าเราต้องการชินกับรถคันใหม่เราต้องใช้สมาธิค่อนข้างสูง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยความที่มันเป็นหนังวัยรุ่น ส่วนคนทำไม่วัยรุ่นเลย เราเลยรีเสิร์ชหนักมาก รวมถึงทีมงานปกติเราจะมีทีมงานที่เราคุ้นเคย หน้าเดิมๆ แต่เรื่องนี้เราเลือกทำงานกับคนคุ้นเคยครึ่งหนึ่ง ทีมใหม่ครึ่งหนึ่ง ถ้ามีทีมใหม่เข้ามามันจะก็มีความต่าง ไหนจะสถานที่ ไหนจะสภาพอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนนักแสดงนำทั้ง 4 คน ก็คิวฮอตมาก แต่ตอนนี้หนังเสร็จแล้ว เราทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดแล้ว พอหนังใกล้ฉายก็ตื่นเต้น เครียดและกดดันด้วย อีกความรู้สึกคือลุ้น เพราะเราแบกความหวังไว้เยอะ ทั้งของนักแสดง ของทีมทุกคนที่เชื่อมั่นในตัวเรา และอยากให้โปรเจคนี้ดี ทุกครั้ง เขาพูดขอบคุณครับพี่ มันเหมือนเป็นการฝากความหวังไว้ที่เรา มันทำให้เรารู้สึกว่าถ้าหนังออกมาไม่ดีเราคงรู้สึกผิด เหนือสิ่งอื่นใด คือเราอยากให้คนดูรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ นี่เรื่องกู นี่คือเรื่องของเพื่อนกู ถ้าทำได้ก็ถือว่าผมประสบความสำเร็จ&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉลองคริสมาสพร้อมกับกลุ่มเพื่อนที่รู้ใจ ด้วยภาพยนตร์รัก 4 มุมอง เรื่อง&amp;ldquo;วอน (เธอ)&amp;rdquo;เข้าฉาย24 ธันวาคม 2563 ในโรงภาพยนตร์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86299</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุนพันธ์, จิตสัมผัส, ชิง-สุโกสินทร อัครพัฒน์, ตีสาม โอที, พีค-ภีมพล พาณิชย์ธำรง, ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา, มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร, วอน (เธอ), เซ้นต์-ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf46947f5df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุบาย &#039;ขุนพันธรักษ์ราชเดช&#039; &#039;เลี้ยงโจร-จีบลูกสาวชาวบ้าน&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
เรื่องราวของ พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์แล้วถึง 2 ภาค แต่ประวัติของอดีตนายตำรวจมือฉมัง ผู้ปราบจอมโจรไอ้เสือมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแห่งวงการตำรวจไทย &amp;nbsp;ยากที่จะเล่าขานให้จบในเวลาสั้นๆ การที่ท่านมีชีวิตยาวนานถึง 103 ปี รับราชการตำรวจมีผลงานมากมาย ทำให้มีเรื่องเล่าขานถึงตัวอดีตนายตำรวจท่านนี้มากที่สุดไม่มีใครเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปริญญานิพนธ์ของ &amp;quot;วีระ แสงเพชร&amp;quot; มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งน่าจะบันทึกประวัติของขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ละเอียดที่สุด ได้ระบุบางตอนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะช่วงที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชรับคำท้าของคณะเสือครึ้ม กลุ่มเสือร้ายวัดนก อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ให้ไปพบปะกันถึงรังโจรของคณะเสือวัดนก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพบกันในครั้งนั้นมีเงื่อนไขว่าให้ไปกันเพียง 3 คน คือ ขุนพันธ์ฯ, นายอำเภอ และผู้กองอำเภอสรรคบุรีเท่านั้น ขุนพันธ์ฯ กล้ารับคำเชิญเชิงท้าทายนั้นอย่างกล้าหาญ ไปพบตามกำหนดทั้งๆ ที่คณะโจรมีจำนวนถึง 45 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไปถึงรังโจร ขุนพันธ์ฯ ใช้ภูมิปัญญาและวิสัยนักเลง ให้คณะเสือครึ้มคัดเลือกตัวแทนจำนวน 3 &amp;nbsp;คนเท่ากันไปเจรจากันในโบสถ์หรือในถ้ำ โดยใช้ภูมิปัญญาจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพาลีปราบทรพี ซึ่งไม่สามารถปราบกลางแปลงได้ จึงต้องชวนไปปราบในถ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุดคณะเสือครึ้มก็ยอมเลือกตัวแทนไปเจรจากันในโบสถ์ ความกล้าหาญแบบชายชาตินักเลงของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชครั้งนี้ ทำให้ชนะใจคณะเสือวัดนก จนฝ่ายเสือวัดนกตอบรับข้อเสนอของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชด้วยวิธีของนักเลงเช่นกัน ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการปราบปราม และเป็นการพิสูจน์ว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชไม่เสียดายชีวิตเท่ากับเสียดายศักดิ์ศรีของนักเลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชมีน้ำใจเป็นนักกีฬาตามวิสัยนักเลงที่แท้จริง คือ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงเพื่อหาทางเอาเปรียบคู่ต่อสู้ ตลอดชีวิตการปราบปรามของท่านไม่เคยลั่นกระสุนปืนก่อนคู่ต่อสู้ เว้นแต่จะเป็นการยิงขู่ขวัญ ไม่ใช้อาวุธที่มีอานุภาพสูงกว่า เช่นถ้าโจรมือเปล่าก็จะต่อสู้ด้วยมือเปล่า เมื่อสามารถจับเป็นโจรคนใดได้ก็พยายามรักษาชีวิตเพื่อนำส่งให้ดำเนินคดีตามกระบวนยุติธรรม ถ้าโจรคนใดให้คำมั่นสัญญาว่าจะเลิกประพฤติชั่วก็จะให้โอกาส ไม่ผูกใจเจ็บหรืออาฆาต ถ้าโจรคนใดต่อสู้จนสุดฤทธิ์แล้วเพลี่ยงพล้ำร้องขอชีวิตก็จะไม่เอาชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นกรณีการจับเสือคง เมืองพัทลุง เมื่อ พ.ศ.2475 เป็นโจรที่มีอิทธิพล มีเส้นสายแทรกซึมอยู่แม้แต่ในเมืองและบนสถานที่ราชการ เคยประกาศท้าขุนพันธ์ฯ ให้ไปชกและฟันกันกับพวกมัน และท้าทายในลักษณะอื่นๆ หลายครั้ง เคยฆ่ากำนันกิมจ๋องเพื่อนสนิทของขุนพันธ์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจับได้ขุนพันธ์ฯ ก็ไว้ชีวิตมันจนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงต่อว่าขุนพันธ์ฯ อย่างรุนแรงที่ไว้ชีวิตเสือคง ที่ขุนพันธ์ฯ กระทำเช่นนั้นเพราะไม่อาจฝืนสำนึกของนักเลงเนื่องจาก &amp;quot;ทำไม่ลง...เสือคงมันไม่สู้และไร้อาวุธปืนอยู่ในมือ มิหนำซ้ำมันยังยกมือไหว้ขอชีวิตไว้&amp;quot; ในที่สุดเสือคงก็ถูกส่งตัวขึ้นศาลถูกศาลพิพากษาจำคุก 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการจับเสือสายคอลายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เสือสายต่อสู้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อจับได้แล้วขณะที่คุมตัวล่องเรือเพื่อส่งตัวยังจังหวัด เสือสายเกิดอาการคล้ายจะตาย ขุนพันธ์ฯ ช่วยหาผู้ที่พอจะมีความรู้ทางหมอทางยาให้ช่วยพยาบาลจนพ้นเขตอันตราย เสือสายซึ่งเคยมั่นหมายจะเอาชีวิตขุนพันธ์ฯ ขอบุหรี่จากขุนพันธ์ฯ ขุนพันธ์ฯ ก็ยื่นให้ และแสดงความเป็นนักเลง ชนะใจเสือสายจนเสือสายกล่าวยกย่องน้ำใจ อันนี้แสดงถึงน้ำใจนักเลงที่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้จักให้อภัย ทั้งๆ ที่จะถือโอกาสทำวิสามัญฆาตกรรมอำพรางเสียก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากจรรยานักเลงที่ว่านักเลงที่แท้จริงจะต้องมีความกตัญญูสูง ไม่ลบหลู่หรือเนรคุณผู้มีพระคุณ ไม่ทรยศต่อเพื่อน ไม่กระทำการใดๆ ที่คนทั่วไปถือว่าเป็นการก่อเสนียดจัญไร เช่น ไม่รบราฆ่าฟันกันในเขตวัด ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นเครื่องรางของขลังหรือบุคคลที่ศัตรูนับถือ ไม่กระทำดูหมิ่นซากศพของศัตรู ไม่ข้ามศพ ใช้เท้าเขี่ยศพ หรือสับศพเป็นชิ้นๆ ใครกระทำการเช่นว่านี้ถือเป็นเรื่องอัปยศ อัปมงคล จรรยานักเลงเหล่านี้ปรากฏว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และรังเกียจที่บุคคลอื่นกระทำเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นกรณีการปราบเสือสัง อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชกล่าวตำหนิ นายขี้ครั่ง ที่เมื่อเข้าใจผิดว่าตนเองยิงเสือสังไม่ผิดแล้ววิ่งเลยไปที่เรือนนางหมิกภรรยาหลวงของเสือสัง &amp;nbsp;พร้อมกับตะโกนด่าแม่ไปพลาง และใช้คำหยาบว่า &amp;quot;กูยิงผัวมันตายโหงแล้ว เมียมันสองคนได้กู&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชเล่าเชิงตำหนินายขี้ครั่งต่อไปว่า &amp;quot;นายขี้ครั่งขึ้นไปเอะอะบนเรือนนางหมิกเมียหลวงของเสือสัง แกจะทำอะไรบ้างเรามองไม่เห็น เราทั้งสองต้องใช้ตาดูหูฟังการเคลื่อนไหวของเสือสัง&amp;quot; &amp;nbsp;เป็นทำนองตำหนิการกระทำสิ่งที่เป็นอัปมงคลของนายขี้ครั่งโดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการตัดศีรษะศพเสียบประจานเพื่อไม่ให้ใคร
ถือเป็นแบบอย่าง ไม่ถือเป็นอัปมงคล เพราะเป็นการลงทัณฑ์ให้ควรแก่โทษานุโทษ ซึ่งปฏิบัติกันมาแต่โบราณ แม้ในกฎมณเฑียรบาลก็มีการให้ประหารชีวิตผู้กระทำผิดต่อแผ่นดินถึง 7 ชั่วโคตรก็มี ให้ประจานความผิดแบบต่างๆ ก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชจะกระทำเฉพาะรายที่จำเป็นจริงๆ และมักมีเหตุอื่นประกอบด้วย เช่น เสือผัด &amp;nbsp;แก้วเอียด ถูกจับได้ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ถูกยิงเสียชีวิตและนำศีรษะมาเสียบประจานที่หน้าสถานีตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง เมื่อปี พ.ศ.2493&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชกล่าวว่า &amp;quot;วันหนึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมาตรวจราชการที่จังหวัดพัทลุงและจะเลยไปที่สถานีตำรวจภูธรด้วย ทางผู้ว่าฯ ขอร้องให้เราเอาหัวที่เสียบประจานออกชั่วคราว แต่เราไม่ยอมเอาออก และบอกผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงไปว่า ท่านรัฐมนตรีจะได้รู้บ้างว่าที่พัทลุงเหตุการณ์เป็นอย่างไร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสือช้องเป็นเสือกลุ่มเดียวกับเสือโถ ออกปล้นและลักวัวแถบตอนใต้ของอำเภอเมือง อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเสือช้อง หลังถูก พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชและคณะยิงเสียชีวิต และ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชตัดศีรษะใส่กรอมไม้ไผ่ทำพิธีปักเสียบไว้ที่แหลมจองถนน อำเภอเขาชัยสน โดยให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพราะบ้านเสือช้องอยู่ที่อำเภอสทิงพระ และเพื่อข่มขวัญโจรทางสงขลาที่จะมาขึ้นฝั่งที่บริเวณดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีตัดศีรษะเสือผัด แก้วเอียด แล้วเสียบประจานที่หน้าสถานีตำรวจภูธร จังหวัดพัทลุงนั้น จะเห็นเจตนาที่เป็นอุบายอันแยบยลของขุนพันธรักษ์ราชเดช ว่ามิได้มุ่งที่จะประจานผู้ตายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประจานผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองที่ไม่จริงจังต่อการดูแลทุกข์สุขของประชาชน และไม่กล้าเผชิญกับความจริง เพื่อให้สำนึกผิดพร้อมกันไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากวัฒนธรรมพื้นบ้านในช่วงที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีวัฒนธรรมการผูกญาติ การนับญาติ (สาวญาตินับโยด การเป็นดอง) การผูกมิตร (เป็นเกลอ) ตลอดจนการผูกโยชน์ (ระบบอุปถัมภ์) ที่เป็นจุดแข็งของชุมชน เพื่อการร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมคิด และการพึ่งพาทั้งในแต่ละชุมชน และระหว่างชุมชน พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ใช้ภูมิปัญญานำเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นดังกล่าวนี้มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการปราบปราม จึงทำให้งานปราบปรามประสบผลดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น ขุนพันธรักษ์ราชเดชใช้ภูมิปัญญาการผูกมิตรที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่มั่นใจว่าวางใจได้ในแต่ละชุมชนในระดับ &amp;quot;อ้ายเพื่อน&amp;quot; หรือ &amp;quot;อ้ายคอ&amp;quot; (ใกล้ชิดเป็นพิเศษไปมาหาสู่กันเสมอ พักพิงอาศัยทุกครั้งที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ และช่วยดูแลอำนวยความสะดวกให้ตามความต้องการ) และระดับ &amp;quot;อ้ายเกลอ&amp;quot; (สามารถตายแทนกันได้ เสมือนเป็นคนคนเดียวกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การผูกมิตรกับคนในชุมชนในระดับ &amp;quot;อ้ายเพื่อน&amp;quot; หรือ &amp;quot;อ้ายคอ&amp;quot; ขุนพันธรักษ์ราชเดชมักเลือกบุคคลที่เป็นผู้นำในท้องถิ่น หรือเป็นคนที่ชุมชนเคารพนับถือ และ/หรือมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าวางใจได้ บุคคลที่เป็นเพื่อนในระดับนี้จะมีอยู่ในทุกชุมชนที่ปฏิบัติการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น นายขี้ครั่ง เหรียญขำ ซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยนำ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชไปสมัครเป็นศิษย์ของอาจารย์เอียด วัดเขาอ้อ แต่เดิมนายขี้ครั่ง เหรียญขำ เป็นเพื่อนกับนายแคล้ว พันธรักษ์ ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตย์ กำนันตำบลหานโพธิ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันเสมอ
นายกิมจ๋อง กำนันตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นผู้ที่คอยสืบหาข่าวและร่วมในการจับกุมโจรอยู่เสมอๆ ภายหลังถูกกลุ่มของเสือตั้ง เสือชุ่ม และเสือคงยิงเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปั้น สุนสงค์ ผู้ใหญ่บ้านตำบลคลองหอยโข่ง เป็นคนที่สนิทสนมเป็นพิเศษทุกครั้งที่ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชมาหาข่าวสารบริเวณนี้จะต้องพักที่บ้านนายปั้น สุนสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิม บางงอน กำนันตำบลถ้ำสิงขร (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอคีรีรัฐนิคม) เป็นผู้นำทางและคอยหาข้าวปลาอาหารให้ในช่วงที่ไปจับกุมเสือสาย เมื่อ พ.ศ.2486&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปริก กำนันตำบลวังไม้ดก อำเภอเมืองพิจิตร และยังมีบุคคลอื่นๆ อีกมาก วิธีการดังกล่าวนี้เป็นการปรับใช้วัฒนธรรมการผูกมิตรกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่น ซึ่งขณะนั้นนิยมกันทั้งในหมู่นักเลงชาตรี &amp;nbsp;โจร และนักเลงหัวไม้ การผูกมิตรถึงระดับเป็น &amp;quot;อ้ายเกลอ&amp;quot; พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเกลอกับนายนวลซึ่งเป็นบิดาของเสือเอื้อน ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปถ่าย..ร่วมฉลองยศขุนพันธรักษ์ราชเดช บ้านอ้ายเขียว อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช 11 มกราคม พ.ศ. 2505&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชแนะนำผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่าน คือ &amp;quot;ให้จีบลูกสาวชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น ๆ แล้วจะได้ข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในครอบครัวเองหรือเรื่องภายนอก เหตุดังกล่าวนี้เองทำให้เป็นที่โจษขานกันว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นคนเจ้าชู้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุบายอันนี้ถ้ามองกันว่าเป็น &amp;quot;ลูกเล่น&amp;quot; ของขุนพันธรักษ์ราชเดช และผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านนำไปใช้เพียงแต่จีบลูกสาวชาวบ้าน เพื่อแลกเอาข่าวสารก็สมควรที่จะถูกตำหนิว่าเป็นคนเจ้าชู้ แต่ถ้าเป็นไปด้วยบริสุทธิ์ใจ กุศโลบายที่นำเอาวัฒนธรรมพื้นบ้านเรื่องการผูกดอง และเป็นการดองมาใช้ นับว่าก่อให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืน แต่มีโอกาสที่จะใช้จำกัดมิเช่นนั้นจะเข้าภาษิต &amp;quot;รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ปรับใช้วัฒนธรรมเรื่องนี้ที่ได้ผลชัดเจน คือกรณีที่ ร.ต.ท.แช่ม แกล้วทนง ตีสนิทกับแม่หม้ายที่ขายขนมในซ่องไม้ไผ่งาช้าง ในตลาดสุราษฎร์ธานี เพื่อสืบหารายละเอียดก่อนจะปราบซ่องการพนันดังกล่าวนี้ ซึ่งได้ผลตามที่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัฒนธรรมการ &amp;quot;การผูกโยชน์&amp;quot; คือการสร้างสายสัมพันธ์กันโดยการเกิดพันธะผูกพันเพราะการเป็นหนี้บุญคุณกัน เคยอุปถัมภ์ค้ำจุนกัน จนเกิดสำนึกว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณ หรืออย่างน้อยก็ไม่คิดเนรคุณ วัฒนธรรมด้านนี้ที่ฝ่ายปราบปรามเคยนำมาใช้กันอย่างชัดเจน คือการใช้โจรที่อยู่ในอุปถัมภ์ปราบโจรและมักเข้าทำนองตำรวจเลี้ยงโจร ซึ่งขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ใช้ภูมิปัญญาที่จะไม่ให้เกิดจุดด่างพร้อยในประเด็นดังกล่าวซึ่งกระทำได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นลูกที่ดีและต้องปฏิบัติการปราบปรามในถิ่นเกิดหรือในที่มีญาติมิตร มีเกลอ และมีผู้ที่เคยอุปถัมภ์ค้ำจุนกันมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากผู้ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นล้วนสมาคมกับโจรและเลี้ยงโจร การปราบโจรบางรายจึงเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งกับผู้นำและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่มักจะต้องทำงานร่วมกันกับตำรวจ การใช้โจรปราบโจรจึงต้องใช้อุบายหลบเลี่ยงการหักหน้ากัน และเป็นการหยั่งดูเชิงกันเยี่ยงนักเลงข่มนักเลง วิธีการใช้โจรต่างถิ่นต่างสังกัดกันปราบโจรข้ามถิ่นข้ามสังกัด ทำให้ผู้มีอิทธิพลได้ประโยชน์และพอใจยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่องว่างดังกล่าวนี้สามารถใช้เป็นอุบายให้เกิดผลดีต่อการปราบปรามได้ระดับหนึ่ง อีกประการหนึ่งในหมู่โจรเองก็มักขัดแย้งกันทั้งในกลุ่มเดียวกันและต่างกลุ่มกัน โจรบางคนที่อยากกลับใจเป็นคนดี แต่ยากที่จะแยกตัวออกมาได้ง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การที่ตำรวจเข้าไปช่วยให้มีทางออกจึงเป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้การปราบปรามง่ายขึ้น แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการคบคิดกับโจรและการเลี้ยงโจร การใช้ภูมิปัญญาที่จะใช้โจรปราบโจรให้เกิดผลดีโดยไม่มีผลเสีย ซึ่งเป็นหลักการที่ดีจึงยากที่จะกระทำได้ ส่วนใหญ่จะเข้าลักษณะ &amp;quot;คาบลูกคาบดอก&amp;quot; &amp;nbsp;หรือได้อย่างเสียอย่าง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Cr&amp;nbsp;: ปริญญานิพนธ์ &amp;quot;วีระ แสงเพชร&amp;quot; มหาวิทยาลัยทักษิณ,ภาพ:&amp;nbsp;http://www.gotonakhon.com/
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17219</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ขุนพันธรักษ์ราชเดช, ขุนพันธ์, มหาวิทยาลัยทักษิณ, วีระ แสงเพชร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b962abe2ff78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2018 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2018 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วินาทีเฉียดตาย’ขุนพันธ์2’เสียววาบไปทั้งกอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นอีกจินตนาการทางด้านภาพที่เสียววาบกันไปทั้งทีมงาน ผู้กำกับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 นักแสดงนำ อย่าง อนันดา เอเวอริงแฮม, เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ และ แม็กกี้-อาภา ภาวิไล เพราะนี่คือฉากไฮไลท์เดือดของภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ 2 ซึ่งจะได้เห็นการปะทะอารมณ์แอคชั่นถึงขั้นแตกหักระหว่าง เสือบุตร์ หรือ ขุนพันธ์ กับ เสือใบ โดยมี ทับทิม ผู้หญิงของเสือใบตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องแลกด้วยชีวิต ท่ามกลางดงระเบิดที่ทั้งเสี่ยงและอันตราย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งนักแสดงทั้ง 3 ต่างทุ่มเทและขอแสดงเอง ทั้งหมดต้องทำงานไปพร้อมกับเอฟเฟกต์ระเบิดจริงๆ แน่นอนว่าไม่ได้มาแค่ลูกเดียวแต่ต้องทำการแสดงไปพร้อมกับลูกระเบิดที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องให้เห็นกันแบบเต็มๆ ว่าอยู่ประชิดตัวนักแสดงทั้งสาม เพื่อให้ได้ตรงตามความต้องการของผู้กำกับ ก้องเกียรติ โขมศิริ งานนี้ทีมวางระเบิดจะต้องกำหนดจุดติดตั้งชนิดที่ว่าห่างจากจุดที่นักแสดงจะต้องวิ่งผ่านเพียงหลักฟุตเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป้ อารักษ์ ที่ทุ่มเกินร้อยกับการสวมบทเป็นเสือใบครั้งนี้ นอกจากจะได้ขี่ม้ายิงปืนสมใจอยากแล้วยังได้เก็บเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าลืมไม่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากนี้ที่ต้องกัดฟันลืมความเจ็บที่หัวเข่าแล้วต้องวิ่งฝ่าดงระเบิดเสี่ยงตายในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนถ่ายก็ซ้อมกันว่า เสือใบต้องวิ่งเข้าไปหาตัวทับทิม วิ่งเข้าไปช่วย ระเบิดจะอยู่ตรงนี้นะ ฝุ่นตรงนี้นะ และวันนั้นเราเจ็บเข่าเพิ่งขี่ม้ามา แล้วต้องวิ่ง ผมก็กลัวว่าผมจะล้มไปมาก เพราะว่าระเบิดที่มีถ้ามันจะต้องเซ็ตใหม่ไม่ทันแล้ว ก็ตั้งใจมากวิ่งให้ตรงมาร์คไว้ สุดท้ายพอมาดูประทับใจสุดๆ ในซีนนี้มันจะมีระเบิดอยู่ 2 ประเภทคือระเบิดฝุ่นกับระเบิดไฟ ตอนนั้นผมถ่ายเสร็จผมก็ออกมานั่งดูพี่อนันดา เขาบอกตรงนั้นเป็นฝุ่นนะ เพราะว่าระเบิดไฟมันอันตรายไง ถ้ามันติดเสื้อคือมันจบเลยนะ รุนแรงครับมันติดเสื้อได้ พี่อนันดาก็วิ่ง ระเบิดที่ควรจะเป็นฝุ่นดันเป็นไฟมันขึ้นใกล้มากทุกคนแบบเอาเบอร์นี้เลยเหรอแล้วพี่ อนันดาไม่รู้หันมาก็ว่าอะไรมันร้อนๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของอนันดา เผยถึงฉากนี้ว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับผมมันเป็นอีกฉากที่ไม่ธร รมดาเหมือนกัน เป็นฉากที่ขุนพันธ์กับเสือใบจะต้องวิ่งท่ามกลางสวนระเบิด แล้ววันนั้นเราเร่งกันมาก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าระเบิดมันจะใหญ่แค่ไหน ชั่วโมงนั้นเราก็ไม่ได้สนใจแล้วว่าอะไรปลอดภัยไม่ปลอดภัย เราสู้กับเวลา เราก็ต้องถ่าย มันเหมือนมีครั้งนี้ครั้งเดียว เพราะกว่ามันจะรีเซ็ตถ่ายใหม่ แสงก็จะหมดพอดี ทุกคนก็ต้องลุ้นว่าจะไม่มีอะไรพลาด แต่ชั่วโมงนั้นแบบช่างมัน ระเบิดอยู่ตรงไหนแถวนี้ เออช่างมัน เออเดี๋ยววิ่งไปแหละ พี่ก็กดระเบิด เป้ก็อยู่ด้านหนึ่ง ผมก็อยู่อีกด้านหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอแอคชั่นก็วิ่งอย่างเดียว ระหว่างวิ่งแทบไม่เห็นอะไร เราก็วิ่งไปถึงมาร์คเราให้ได้ แต่ขอบตาเราเห็นไฟ พอกลับมาเพลย์แบล็คเปิดดูภาพที่ ถ่ายจบลงไป โหระเบิดลูกใหญ่มากไล่ตามหลังมา เป็นช็อตที่เท่มาก ผมรู้สึกได้ว่ามีอะไรขาวๆ อยู่ข้างหลัง และก็รู้สึกถึงความร้อน คือมันอยู่ห่างนิดเดียวเอง ทุกคนตกใจ เพราะเขาบอกให้ผมวิ่งชิดเพราะเขาคิดว่ามันเป็นระเบิดฝุ่น ซึ่งมันไม่มีอะไรส่วนมากก็ เลอะฝุ่น แต่มันเป็นระเบิดไฟ แต่ภาพมันก็โอเค อย่างที่ผมบอกในขุนพันธ์ภาคนี้ ตัวแอคชั่นมันจะสมจริงให้มากที่ สุด หลายๆสิ่งที่เห็นในหนังมันเป็นเอฟเฟกต์ของจริงหมดเลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;m-8636736681069259120ydp995f1fc1yiv1897707205&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15295</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุนพันธ์, ขุนพันธ์2, อนันดา เอเวอริงแฮม, เป้ อารักษ์, เสือใบ, แม็กกี้ อาภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180813/image_big_5b7145bca45cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
