<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 20:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรัมป์ขู่อิหร่าน ล้างแค้นให้นายพลเจอโต้หนัก ลั่นแซงก์ชันอิรักด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ยังบ้าระห่ำไม่หยุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ซ้ำอีกว่าจะโจมตีตอบโต้อิหร่านขนานใหญ่หากอิหร่านล้างแค้นการสังหารผู้บัญชาการกองทัพกุดส์ ย้ำจะถล่มมรดกทางวัฒนธรรมของอิหร่าน ไม่นำพาคำกล่าวหาอาชญากรสงคราม อีกด้านขู่จะคว่ำบาตรอิรัก หากรัฐบาลแบกแดดตะเพิดทหารอเมริกันพ้นอิรัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน (ที่ 4 จากขวา) และประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี (ที่ 5 จากขวา) พร้อมด้วยบรรดานายทหาร รวมพิธีศพนายพลกาเซม สุไลมานี ที่กรุงเตหะราน เมื่อวันจันทร์ / Iranian Leader Press Office &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำขู่ของผู้นำสหรัฐเมื่อวันอาทิตย์มีออกมาในวันเดียวกับที่อิหร่านประกาศเพิกถอนการปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ที่ทำไว้กับ 5 ชาติสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ บวกเยอรมนี ซึ่งทรัมป์นำสหรัฐถอนตัวเมื่อปี 2561 โดยอิหร่านจะยุติการจำกัดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงแยกมวลสารที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีล่าสุดของอิหร่านยิ่งเพิ่มวิกฤติตึงเครียดในภูมิภาคนี้ หลังจากทรัมป์ออกคำสั่งให้ส่งโดรนยิงมิสไซล์สังหารนายพลกาเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพกุดส์ของอิหร่าน ใกล้สนามบินแบกแดดเมื่อเช้ามืดวันศุกร์ที่ 3 มกราคม พร้อมกับอาบู มะห์ดี อัลมูฮันดิส นายทหารระดับสูงของอิรัก และทหารอิรัก-อิหร่านรวม 10 นาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างของสุไลมานีและทหารอิหร่านที่เสียชีวิตถูกเคลื่อนย้ายจากเมืองมัชฮัดมาถึงกรุงเตหะรานเมื่อวันจันทร์ ชาวอิหร่านแต่งชุดดำนับล้านคนร่วมพิธีเคลื่อนศพในครั้งนี้ โดยอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เป็นผู้นำสวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังการสังหาร คาเมนีเคยประกาศกร้าวว่าอิหร่านจะล้างแค้นอย่างรุนแรง แต่นักวิเคราะห์กล่าวกันว่าอิหร่านมีทางเลือกจำกัด หากอิหร่านยังต้องการเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบกับสหรัฐ ซึ่งมีแสนยานุภาพเหนือกว่ามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ อดีตผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านขู่ว่า อิหร่านจะเปลี่ยนเมืองไฮฟาและเทลอาวีฟของอิหร่านให้เป็น &amp;quot;ผงธุลี&amp;quot; หากสหรัฐโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน แต่พลจัตวาฮุสเซน เดห์กาน ที่ปรึกษาทางทหารของคาเมนี บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า การตอบโต้ของอิหร่านต้องเป็นการตอบโต้ทางทหารต่อเป้าหมายทางทหารอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ขู่ไว้เมื่อวันเสาร์ว่า สหรัฐเล็งเป้าหมายโจมตีอิหร่านไว้ 52 เป้าหมาย หากอิหร่านโจมตีทหารสหรัฐและผลประโยชน์ของสหรัฐ วันถัดมาระหว่างนั่งแอร์ฟอร์ซวันจากฟลอริดากลับกรุงวอชิงตัน ทรัมป์บอกกับนักข่าวซ้ำอีกว่า สหรัฐจะโจมตีทางอากาศถล่มเป้าหมายในอิหร่าน รวมถึงแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ที่นักวิจารณ์กล่าวกันว่ากฎหมายระหว่างประเทศถือเป็นอาชญากรรมสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังพานไปถึงอิรักด้วย เมื่อสภาผู้แทนราษฎรอิรักประชุมวันอาทิตย์และลงมติร้องขอให้รัฐบาลยุติข้อตกลงที่ทำไว้กับกองกำลังผสมระหว่างประเทศที่สหรัฐเป็นผู้นำ เพื่อคงกำลังทางทหารสำหรับการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลามในภูมิภาคนี้ โดยอาเดล อับเดล มะห์ดี รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งกล่าวถึงการยิงโดรนโจมตีของสหรัฐว่าเป็น &amp;quot;การลอบสังหารทางการเมือง&amp;quot; เคยแสดงท่าทีว่าเขาเห็นด้วยกับการขอให้สหรัฐถอนทหาร โดยมีทางเลือกระหว่างให้ออกไปทันทีหรือกำหนดกรอบเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์บอกกับนักข่าวว่า หากสหรัฐถูกบังคับให้ถอนทหาร สหรัฐก็จะคว่ำบาตรอิหร่านอย่างหนักหน่วงที่สุดที่จะส่งผลร้ายแรงแบบเดียวกับที่เกิดต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน ฐานทัพหลักของสหรัฐในอิรักนั้นแพงมโหฬาร และสหรัฐจะไม่ถอนกำลังหากอิรักไม่จ่ายเงินคืน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53956</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาเซม สุไลมานี, ขู่ตอบโต้, ถอนทหารอเมริกัน, อิรัก, อิหร่าน, แซงก์ชัน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e1339450c9ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2019 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2019 20:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนขู่ตอบโต้ &#039;ทรัมป์&#039; ลงนาม กม.หนุนประชาธิปไตยฮ่องกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนขู่จะใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐอย่างหนักหน่วง ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามกฎหมายหนุนประชาธิปไตยฮ่องกงที่จะทบทวนสถานะพิเศษทางการค้าของเขตปกครองพิเศษของจีนแห่งนี้ อีกด้านตำรวจฮ่องกงเข้าไปเก็บกวาดระเบิดขวดและวัตถุอันตรายในมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวฮ่องกงชุมนุมในลานเอดินเบิร์กเพลส เขตเซ็นทรัล เพื่อขอบคุณสหรัฐในวันขอบคุณพระเจ้า พฤหัสบดีที่ผ่านมา / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งยังมีความขัดแย้งทางการค้ากับจีนคาราคาซังอยู่ ถูกคองเกรสกดดันอย่างหนักให้ลงนามกฎหมาย 2 ฉบับนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาคองเกรสทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ภายหลังการลงนามเมื่อวันพุธ ทรัมป์พยายามผ่อนหนักเป็นเบา ด้วยการชี้แจงในแถลงการณ์ว่า เขา &amp;quot;เคารพ&amp;quot; ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหาทางคลี่คลายความเห็นต่างอย่างฉันมิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง ซึ่งสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ระบุให้กระทรวงการต่างประเทศทบทวนสถานะพิเศษทางการค้าของฮ่องกงอย่างน้อยเป็นประจำทุกปี ว่าฮ่องกงมีสิทธิเสรีภาพภายใต้อำนาจกึ่งปกครองตนเองหรือไม่ และยังขู่จะแซงก์ชันการกระทำที่ละเมิดสิทธมนุษยชนด้วย ส่วนกฎหมายอีกฉบับนั้นห้ามการขายแก๊สน้ำตา, กระสุนยาง และอุปกรณ์อื่นๆ ที่กองกำลังความมั่นคงใช้ในการปราบปรามผู้ประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนซึ่งแสดงความไม่พอใจที่คองเกรสผ่านกฎหมายนี้ เคยเตือนทรัมป์อย่าได้ลงนามบังคับใช้กฎหมาย และเมื่อวันพฤหัสบดี กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์เตือนว่า สหรัฐจะต้องเผชิญกับมาตรการตอบโต้ที่หนักหน่วงของจีนและยังดำเนินการตามอำเภอใจเกี่ยวกับฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการแถลงข่าวประจำวัน เกิ้ง ซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ปฏิเสธจะเผยรายละเอียดเรื่องเงื่อนเวลาหรือมาตรการที่จีนจะใช้ โดยบอกว่าให้รอฟังข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เล่อ อวี้เฉิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ยังได้เรียกเทอร์รี แบรนสตัด เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำจีน เข้าพบเพื่อประท้วง และเรียกร้องให้สหรัฐยุติการแทรกแซงกิจการภายในของจีนทันทีและหยุดทำร้ายความสัมพันธ์ไปยิ่งกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐชี้ว่า การค้าระหว่างฮ่องกงกับสหรัฐเมื่อปี 2561 มีมูลค่าประมาณ 67.3 พันล้านดอลลาร์ โดยสหรัฐเป็นฝ่ายได้เปรียบการค้า 33.8 พันล้านดอลลาร์ มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศและดินแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรัฐบาลฮ่องกงของแคร์รี แลม ผู้จุดชนวนการประท้วงเมื่อเดือนมิถุนายนด้วยการเสนอร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้จีน แถลงว่า ฮ่องกงเสียใจที่สุด กฎหมาย 2 ฉบับนี้แทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกงอย่างชัดแจ้ง และเป็นการส่งสัญญาณผิดๆ ถึงผู้ประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ตำรวจนอกเครื่องแบบของฮ่องกงราว 100 นายพร้อมหน่วยดับเพลิงและทีมแพทย์ เข้าไปภายในมหาวิทยาลัยฮ่องกงโพลีเทคนิค (โพลียู) ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิปะทะดุเดือดและโดนตำรวจปิดล้อมเมื่อเกือบ 2 สัปดาห์ก่อน เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานและเคลื่อนย้ายวัตถุอันตราย เช่นระเบิดขวด ตำรวจกล่าวว่า หากมีผู้ประท้วงหลงเหลืออยู่ พวกเขาจะได้รับการรักษาพยาบาลก่อนเป็นลำดับแรก ส่วนการจับกุมนั้นเป็นเรื่องรองลงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ของโพลียูกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า การตรวจค้นของพวกเขาเมื่อวันอังคารพบผู้ประท้วงเหลืออยู่ภายในเพียงคนเดียว และผู้สื่อข่าวก็ไม่พบความเคลื่อนไหวภายในนานร่วม 48 ชั่วโมง แต่เมื่อคืนวันพุธ มีชายคลุมหน้าคนหนึ่งบอกกับนักข่าวภายในนั้นว่ามีผู้ประท้วงเหลืออยู่ราว 20 คน อย่างไรก็ดี การเข้าตรวจค้นของตำรวจไม่พบวี่แววของคนเหล่านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51348</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง, ขู่ตอบโต้, จีน, ประท้วง, มหาวิทยาลัยฮ่องกงโพลีเทคนิค, ลงนามกฎหมาย, สหรัฐ, ฮ่องกง, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191128/image_big_5ddfc567726fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2018 21:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2018 21:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซาอุฯ ขู่เอาคืนหนัก หากโดนคว่ำบาตรกรณีนักข่าวหายตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ซาอุดีอาระเบียเตือน พร้อมตอบโต้ประเทศใดก็ตามที่คว่ำบาตรตน จากกรณีของจามัล&amp;nbsp; คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุฯ ที่หายตัวภายหลังเข้าไปติดต่อสถานกงสุลซาอุฯ ในนครอิสตันบูล&amp;nbsp; โดยมีข่าวลือว่าเขาโดนทรมานแล้วฆ่าตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพด้านนอกของสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียประจำนครอิสตันบูล / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักข่าวของวอชิงตันโพสต์รายนี้มักวิจารณ์นโยบายของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เขาหนีไปใช้ชีวิตลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเมื่อปีที่แล้วเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนจับกุม&amp;nbsp; แต่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 คาช็อกกีต้องเข้าไปภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียประจำอิสตันบูลเพื่อรับเอกสารสำหรับการแต่งงานกับคู่หมั้นชาวตุรกี แต่ไม่เคยมีใครเห็นเขาออกมาจากสถานที่นั้นเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีวันที่ 14 ตุลาคม 2561 กล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ซาอุดีอาระเบียว่าจะโดน &amp;quot;ลงโทษขั้นรุนแรง&amp;quot; หากพบว่าคาช็อกกีโดนฆ่าตายภายในสถานกงสุลของซาอุดีอาระเบีย แต่แหล่งข่าวในรัฐบาลซาอุฯ เตือนว่า ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียจะตอบโต้หากตนเองถูกกระทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ราชอาณาจักรยืนยันการไม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิงต่อคำขู่หรือความพยายามใดๆ เพื่อบ่อนทำลาย ทั้งผ่านการข่มขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหรือใช้การกดดันทางการเมือง&amp;quot; สำนักข่าวเอสพีเอของทางการซาอุฯ อ้างคำพูดของแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐรายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวด้วยว่า ซาอุฯ จะตอบโต้การกระทำใดก็ตามด้วยการกระทำที่รุนแรงกว่า&amp;nbsp; พร้อมกับย้ำถึงบทบาทของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกแห่งนี้ว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนั้น รัฐบาลตุรกีได้เพิ่มแรงกดดันต่อซาอุดีอาระเบียด้วยการกล่าวโทษว่า ซาอุฯ ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับการสอบสวนการหายตัวไปของคาช็อกกี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตุรกีเชื่อกันว่า คาช็อกกีโดนฆ่าภายในสถานกงสุล และมีข่าวเล็ดรอดทางสื่อด้วยว่าเขาโดนทรมานและโดนตัดแขนตัดขา แต่ซาอุฯ ยืนกรานว่าคาช็อกกีออกจากสถานกงสุลไปโดยปลอดภัย&amp;nbsp; และตอบโต้คำกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลซาอุฯ ส่งทีมสังหารมาฆ่าเขา ว่าเป็นคำกล่าวหาที่โป้ปดและไม่มีมูลความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พัฒนาการล่าสุดของเรื่องนี้สร้างความตื่นกลัวในหมู่นักลงทุน และส่งผลให้ตลาดหุ้นริยาดดิ่งลงประมาณ 7% ในการซื้อขายเมื่อวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรดานักธุรกิจและนักลงทุนรายใหญ่ก็กำลังตีตัวออกห่างจากราชอาณาจักรนี้ ริชาร์ด แบรนสัน&amp;nbsp; มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ และดารา คอสโรวชาฮี ซีอีโอของอูเบอร์ ไปจนถึงสื่อเจ้าใหญ่เช่นบลูมเบิร์กและซีเอ็นเอ็น พากันถอนตัวจากการเข้าร่วมการประชุมความริเริ่มการลงทุนในอนาคต (เอฟไอไอ) หรือที่เรียกกันว่า &amp;quot;ดาวอสกลางทะเลทราย&amp;quot; ซึ่งจะจัดที่กรุงริยาดในสัปดาห์นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19913</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขู่ตอบโต้, คว่ำบาตร, จามัล คาช็อกกี, ซาอุดีอาระเบีย, สถานกงสุลซาอุฯ, อิสตันบูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181014/image_big_5bc354b9d3782.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
