<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2019 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2019 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรีสุวรรณ&quot;ร้อง&quot;บิ๊กป้อม&quot; เอาผิดผู้ว่า-รองผู้ว่า กทม.ฐานละเลยหน้าที่จนทำให้น้ำท่วมกรุงเทพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 16 มิ.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่เกิดฝนตกหนักเมื่อบ่ายวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่หลายเขตใจกลาง กทม.เกินน้ำท่วมขังระบายไม่ทัน โดยผู้ว่าฯกทม.โบ๊ยปัญหาว่าเป็นเรื่องของไฟฟ้าดับที่อุโมงค์บางซื่อ ทั้งๆที่ปัญหาหลักสำคัญมาจากการปล่อยให้มีกองดินจากการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล.ริมคลองและขยะจากการก่อสร้างบ้านมั่นคงที่ปล่อยให้ผู้รับเหมาโกยทิ้งลงในคลองลาดพร้าว-บางซื่อ จนทำให้ขัดขวางการระบายน้ำมากกว่านั้น

กรณีดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยได้ทำหนังสือแจ้งถึงต้นเหตุของปัญหาให้ผู้ว่าฯ กทม.ทราบแล้ว แต่ทว่ากลับถูกปัดสวะโดยรองผู้ว่าฯ จักรพันธุ์ ผิวงาม อ้างว่าหลักฐานที่สมาคมฯ นำมาแสดงนั้นเป็นภาพเก่าเมื่อปี 2560 ทั้งๆ ที่หลักฐานดังกล่าวสมาคมฯ เพิ่มลงพื้นที่ตรวจสอบและถ่ายภาพไว้เมื่อ 9 มิ.ย. 2562 นี้เอง

ปัญหาดังกล่าว กทม.ควรจะเร่งรีบตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว โดยเฉพาะต้องรีบจัดการเอาผิดกับผู้รับเหมาก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล.ริมคลอง ที่ขณะนี้กำลังโกยกองดินกลางคลองที่ขัดขวางทางไหลของน้ำ ด้วยการเกลี่ยดินลงในคลองตามเดิมเพื่อให้ดูเหมือนไม่มีกองดินจากการทำเขื่อนอยู่แล้ว เพื่อตบตาผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ กทม. แต่ทำให้คลองตื้นเขินขึ้นหนักกว่าเดิมเป็นปัญหาในการระบายน้ำในยามฝนตกหนักอย่างแน่นอน ปัญหาดังกล่าวผู้บริหาร กทม.ต้องรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้รับเหมา ไม่ใช่ดีแต่พูดหรือสร้างภาพลักษณ์โฆษณาชวนเชื่อไปวันๆ โดยไม่ยอมรับความจริงในข้อผิดพลาด ล้มเหลวในการบริหาร กทม.ของตนเอง ซึ่งหากปล่อยให้คนประเภทนี้บริหาร กทม.ต่อไปโอกาสที่ฝนตกน้ำท่วมขัง จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกใน กทม.ย่อมเกิดขึ้นได้อีกอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯ และชาวบ้านในพื้นที่ กทม. จะไม่ยอมทนกับวิธีการบริหารงานของ กทม.ดังกล่าวอีกต่อไป จึงจะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปร้องเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ เพื่อสั่งการให้ทหารมาทำการขุดลอกดินและขยะจากการก่อสร้างบ้านมั่นคงที่แอบทิ้งลงคูคลอง เอาออกไปโดยเร็ว ก่อนที่ฝนจะตกใหญ่ทำน้ำท่วมขังใน กทม.อีกในช่วงฤดูฝนนี้ และให้ตั้งกรรมการสอบเอาผิดผู้ว่าฯ - รองผู้ว่าฯ กทม. ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่และดำเนินการเสนอนายกฯเพื่อสั่งปลดออกจากตำแหน่งไปโดยเร็วด้วย&amp;nbsp;

โดยสมาคมฯ และชาวบ้านประมาณ 100 คนจะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนในวันจันทร์ที่ 17 มิ.ย. 2562 เวลา 13.00 น. ณ ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ถ.สนามไชย เขตพระนคร กทม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38673</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขู่ฟ้อง, ตรวจน้ำท่วม, ผู้ว่ากทม., ศรีสุวรรณ จรรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190615/image_big_5d04766821363.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2018 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2018 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักร้องมาแล้ว &#039;ศรีสุวรรณ&#039; ชี้หากไม่ทบทวนร่างกฎหมายจราจร ฟ้องศาล รธน.แน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรี มาแล้ว คัดค้านแก้ กม.จราจรโดยไม่ฟังเสียงประชาชน จี้ทบทวน หากไม่ทำ เจอฟ้องแน่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 26 ส.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์ สมาคมฯ เรื่อง &amp;quot;คัดค้านการสุมหัวกันกำหนดโทษ กม.จราจรโดยไม่ฟังเสียงประชาชน&amp;quot; ระบุว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบกเสนอรวมและแก้ไขกฎหมายจราจรทางบกและกฎหมายรถยนต์ให้เป็นฉบับเดียวกันและเพิ่มบทกำหนดโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ คือ ขับรถไม่มีใบขับขี่และหรือใบขับขี่หมดอายุ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากไม่พกใบขับขี่โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท เพื่อเสริมสร้างวินัยการขับขี่ และลดอุบัติเหตุทางถนน โดยไม่เปิดหูเปิดตารับฟังเสียงท้วงติงของสาธารณชน เพราะจะกลายเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการการคอรัปชั่นนอกศาล โดยการเรียกรับผลประโยชน์ระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อท้วงติงของสาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เป็นประเด็นที่กรมการขนส่งทางบก และคณะรัฐมนตรีต้องนำมาพิจารณาทบทวนเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ไม่ใช่การประดาหน้าออกมาตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้สาธารณะชนทั้งกรมการขนส่ง-ตำรวจ และนักวิชาการ โดยพยายามยกข้อเปรียบเทียบกับบทลงโทษในกฎหมายจราจรประเทศต่างๆ ที่มีบทลงโทษสูงกว่าไทยหลายเท่าแต่เพียงมิติเดียว หากแต่ไม่คำนึงถึงบริบทของการบังคับใช้กฎหมายของสังคมไทย ที่มีภาวะแทรกซ้อนมากมาย ทั้งระบบอุปถัมภ์ และการใช้เส้นสายของผู้มีอำนาจ ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าวมากที่สุด คือ คนยาก คนจน คนหาเช้ากินค่ำ ที่จะต้องติดคุกแทนค่าปรับจนล้นคุก ดังเช่นการเพิ่มโทษกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายเมาแล้วขับ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ลดลงแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวแม้มีความจำเป็น แต่ต้องรับฟังเสียงของประชาชนเป็นที่ตั้งตามที่ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 บัญญัติไว้ และจะต้องปรับแก้ไขหรือยกเลิกระเบียบว่าด้วย &amp;ldquo;ส่วนแบ่งค่าปรับจราจร&amp;rdquo; ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพราะไม่เช่นนั้นการกำหนดโทษความผิดการจราจรที่สูง จะเป็นเหตุให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นได้ เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล และควรมีการจัดตั้ง &amp;ldquo;ศาลจราจร&amp;rdquo; ในระบบไต่สวนขึ้นมาเสียก่อนที่จะปรับแก้กฎหมายดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำภาพวิดีโอ หรือกล้องหน้ารถ กล้องมือถือมาเป็นพยานหลักฐานในฟ้องร้องพนักงานเจ้าหน้าที่ที่กลั่นแกล้งหรือเรียกรับผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น และต้องเพิ่มโทษพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เรียกรับผลประโยชน์มากกว่า 2 เท่าของโทษที่ประชาชนได้รับด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น การเพิ่มโทษกรณีไม่พกพาใบขับขี่ เป็นการกำหนดโทษที่สวนทางกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในทุกหน่วยงานของประเทศ ดังนั้นการหลงลืมการพกพาใบขับขี่จึงไม่ใช่เหตุที่จะเป็นความผิดที่รุนแรง หรือเหตุที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ยกเว้นจะมีงานวิจัยกำมะลอ ที่สามารถนำมาหลอกได้แต่เฉพาะคนที่กินแกลบกินหญ้าให้เชื่อได้เท่านั้น ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวหากกรมการขนส่งทางบกและคณะรัฐมนตรีไม่สั่งทบทวน สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยก็จำต้องหาข้อยุติในการ &amp;ldquo;ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; ต่อไปแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16170</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขู่ฟ้อง, ค้านแก้กม.จราจร, ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ, ศรีสุวรรณ จรรยา, สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b18b637dbf7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
