<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว.ถกงบ63 แนะกลาโหม ‘โชว์ผลงาน’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วุฒิสภาถกงบ 63 จันทร์นี้ เปิดรายงาน กมธ.วิสามัญฯ เสนอยกเลิกการลดหย่อนภาษีที่ไม่มีความจำเป็น แนะกลาโหมประชาสัมพันธ์การทำงานของหน่วยงาน ศาลรัฐธรรมนูญควรอธิบายคำวินิจฉัยคดีสำคัญให้ประชาชนทราบ เพื่อป้องกันการให้ข่าวที่บิดเบือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 20 ม.ค. เวลา 10.00 น.จะมีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทของวุฒิสภา เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดของรัฐธรรมนูญ มาตรา 143 ให้ ส.ว.ต้องพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสภา คือวันที่ 13 ม.ค. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมดังกล่าวจะมีการนำเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง &amp;nbsp;พ.ร.บ.งบฯ 2563 ของวุฒิสภา ที่มีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ส.ว.เป็นประธาน กมธ. ซึ่งรายงานของ กมธ.ชุดดังกล่าวได้จัดทำข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ในหลายประเด็น และสาระสำคัญ อาทิ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ปี 2563 จำนวน 307,950 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2562 มากถึง 31,819.9 ล้านบาท รัฐบาลควรพิจารณาปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เน้นงานเชิงสนับสนุน ส่งเสริม และเป็นฝ่ายติดตามผลการดำเนินงานหรือจัดบริการสาธารณะของ อปท.?ระดับล่าง เช่น เทศบาล, อบต.และเมืองพัฒนา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงทบทวนรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนรูปแบบรายหัว หรืองบส่งเสริมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์?ปัญหาของท้องถิ่นแต่ละจังหวัด นอกจากนั้นรัฐควรนำระบบประเมินการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน หรือดัชนีการพัฒนามนุษย์ มาเป็นเครื่องมือจัดสรรงบประมาณ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนแต่ละพื้นที่ที่สอดรับกับสถานการณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การปรับโครงสร้างทางรายได้ของรัฐบาลได้เสนอ 3 แนวทาง คือ ยกเลิกการลดหย่อนภาษีที่ไม่มีความจำเป็น, สร้างแนวทางเพิ่มสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นในระยะยาวต่อรายได้รัฐบาลเพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง และปรับโครงสร้างภาษีอากรให้ครอบคลุมฐานภาษีที่ครบถ้วน ทั้งรายได้ ฐานการบริโภค &amp;nbsp;ฐานทรัพย์สิน ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ เร่งรัดรายจ่ายด้านการลงทุน เช่น ส่งเสริมเร่งรัดโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับอนาคต นอกจากนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมสัดส่วนรายจ่ายไม่ให้เพิ่มขึ้น อาทิ คุมอัตรากำลังของข้าราชการ, ปรับลดหรือจำกัดการขยายตัวของบุคลากรภาครัฐอย่างเคร่งครัด และทบทวนโครงการจัดอบรมที่ซ้ำซ้อน, เร่งรัดกระบวนการตั้ง ควบรวม หรือยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนที่มีภารกิจซ้ำซ้อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กมธ.ยังมีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ อาทิ กระทรวงกลาโหม ให้เน้นการประชาสัมพันธ์การทำงานของหน่วยงาน, เน้นงานวิจัยและพัฒนาด้านอาวุธ แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ, กระทรวงการต่างประเทศ หากพบกรณีที่ใช้ต่างประเทศเป็นฐานโจมตีประเทศไทย ผ่านสื่อต่างๆ ควรมีมาตรการป้องกันเชิงลึกในการประสานงานกับประเทศที่ถูกใช้เป็นฐานการโจมตี ให้รับทราบข้อเท็จจริง รวมถึงติดตามประเด็นที่โจมตีเพื่อชี้แจงอย่างทันท่วงที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์? ประเด็นการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด คือ พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ต้องใช้งบประมาณสูง กรมวิชาการการเกษตรควรมีข้อแนะนำการใช้และให้ใช้สารเคมีดังกล่าวจนหมดก่อนประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสารเคมีดังกล่าวหากใช้ถูกต้องจะไม่เป็นอันตราย หรือกรณีไม่ต้องการให้ใช้สารเคมีดังกล่าวภายในประเทศ ควรเปิดโอกาสให้ส่งออกไปยังประเทศที่ไม่มีข้อห้ามการใช้จนหมด ก่อนออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อประหยัดงบประมาณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าอย่างเหมาะสม จะทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย ฐานเป็นผู้ถือครองวัตถุที่ผิดกฎหมาย ขณะที่งบประมาณของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งถูกปรับลด ต้องใช้งบเพื่อการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติเพื่อสร้างนวัตกรรมและพัฒนาให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยงานของศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ควรอธิบายคำวินิจฉัยคดีสำคัญให้ประชาชนทราบ เพื่อป้องกันการให้ข่าวที่บิดเบือน หรือให้ข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน จนสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความสับสนในสังคม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54923</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, กลาโหม, ข่าวบิดเบือน, คำวินิจฉัยคดีสำคัญ, งบประมาณรายจ่ายประจำปี, งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563, ป้องกันการให้ข่าวที่บิดเบือน, ยกเลิกการลดหย่อนภาษี, รอธิบายคำวินิจฉัยคดีสำคัญให้ประชาชนทราบ, วุฒิสภา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200118/image_big_5e230678b4bec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2019 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2019 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จวกพวกบ่อนทำลาย ยันภาพนายกฯร่วมพิธีละศีลอดจ้องทำลายพุทธ ไม่เป็นความจริง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 2562 พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อความและภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงานเลี้ยงละศีลอดเดือนรอมฎอน โดยกล่าวหาว่าเป็นการให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลาม และทำลายศาสนาพุทธ โดยขอยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง มีผู้พยายามจะปล่อยข่าวบิดเบือน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก ในช่วงเดือนรอมฎอนของทุกปีจะมีข่าวลักษณะนี้ถูกปล่อยออกมาโดยตลอด แสดงถึงเจตนาของผู้ไม่หวังดี สำหรับวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา รัฐบาลได้จัดกิจกรรมสัปดาห์วันวิสาขบูชาเป็นประจำทุกปี มีการทำบุญตักบาตร จัดงานบุญ และเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญนี้ทั้งในระดับนานาชาติที่กรุงเทพฯ และในระดับพื้นที่ทุกจังหวัด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและภริยานับถือศาสนาพุทธ โดยจะเห็นว่าท่านร่วมพิธีทำบุญตักบาตรและกิจกรรมทางศาสนาพุทธอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา โดยในส่วนของศาสนาอิสลามนั้น จะมีการจัดงานเลี้ยงละศีลอดเดือนรอมฎอนเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ในอดีต ไม่ใช่เพิ่งเริ่มในรัฐบาลนี้ เช่นเดียวกับงานเมาลิดกลางที่ผู้นำประเทศจะไปร่วมงานด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี จึงขอเตือนผู้ไม่หวังดีอย่านำศาสนามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือสร้างความแตกแยกเกลียดชัง หากสืบทราบว่าผู้ใดเป็นต้นตอของการปล่อยข่าวเท็จ จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36874</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวบิดเบือน, ประธานงานเลี้ยงละศีลอดเดือนรอมฎอน, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbed588784c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2019 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2019 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯห่วงพ.ร.บ.ข้าวถูกบิดเบือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ. 2562 พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงเรื่องความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. ทั้ง ๆ ที่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าวเปลือกอย่างเป็นธรรม​พาดหัวข่าวทำนองว่า ชาวนาสะอื้น ชาวนาอ่วม หาก พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ โดยถ้าชาวนาคนใดมีเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ในครอบครองจะมีความผิด และยังเป็นกฎหมายที่เอื้อนายทุนด้วยนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ดังนั้นสื่อมวลชนควรระมัดระวังในเรื่องนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่แชร์กันจากหลายเพจ เช่น เพจเฟซบุ๊กของนายสุเทพ คงมาก ที่ระบุถึงโทษของชาวนาที่ฝ่าฝืนกฎหมายจะต้องถูกจำคุก 5 ปี หรือถูกปรับ 500,000 บาทนั้น ก็ไม่ถูกต้อง จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการเสพข่าว และผู้ที่โพสต์หรือส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน อาจเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ชาวนาสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้โดยไม่มีความผิด แต่หากจะนำไปขายก็ต้องไปขอขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าว เหมือนกับสินค้าอาหารเครื่องดื่มที่ต้องไปขึ้นทะเบียนกับ อย. เพื่อรับรองคุณภาพ พ.ร.บ.ข้าว จะช่วยคุ้มครองชาวนาในระยะยาวไม่ให้ถูกโรงสีเอาเปรียบกดราคาโดยอ้างว่าข้าวเปลือกของชาวนาไม่มีคุณภาพ และยังทำให้พันธุ์ข้าวต่าง ๆได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐาน ป้องกันการหลอกขายเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าที่ไร้ความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้รวบรวมข้อท้วงติงและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เสนอไปยังคณะกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29299</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวบิดเบือน, พ.ร.บ.ข้าว, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วีรชน สุคนธปฏิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180613/image_big_5b2108faa32fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
