<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอสเตือนอย่างหลงเชื่อข่าวปลอม 10 จังหวัดเป็นแหล่งติดต่อเชื้อโควิด19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเรื่อง งดเดินทางไป 10 จังหวัด เพราะเป็นแหล่งติดต่อเชื้อโควิด19 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; จากกรณีการส่งต่อข้อความที่ระบุว่างดเดินทางไป 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง เพราะเป็นแหล่งติดต่อเชื้อโควิด19 นั้น ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงข้อเท็จจริงถึงประเด็นนี้ว่า เป็นการนำข้อมูลเก่า ซึ่งเป็นข่าวปลอมเมื่อเดือนธันวาคม 2563 กลับมาแชร์ซ้ำอีกครั้ง ทั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเตือนห้ามเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงใด ๆ โดยขณะนี้กรมควบคุมโรค ได้มีการเข้มงวดเรื่องการตรวจ เฝ้าระวังอย่างละเอียดมากขึ้น หากพบความเสี่ยงจะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดและรัดกุม ทั้งการจัดเตรียมสถานที่สังเกตอาการ รวมถึงทำความสะอาดฆ่าเชื้อพื้นที่ ซึ่งสามารถกระทำได้ภายในระยะเวลาอันสั้น จึงยังไม่มีการประกาศปิดพื้นที่ หรือจังหวัดใดในประเทศไทยตามที่กล่าวอ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ ddc.moph.go.th หรือโทร. 02-590-3000 หากประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด เบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119720</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, งดเดินทางไป 10 จังหวัด เพราะเป็นแหล่งติดต่อเชื้อโควิด19, นพวรรณ หัวใจมั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211014/image_big_6167cc788da6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 18:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 18:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอสเตือนอย่าหลงเชื่อเฟกนิวส์วัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา เป็นยาพิษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค. 2564 &amp;nbsp;นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามที่มีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด19 ในสื่อออนไลน์ต่างๆ เรื่อง วัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา เป็นยาพิษ หากฉีดจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการแชร์ข้อมูลที่มีเนื้อหาว่า ผู้ใดที่ฉีควัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา ให้เตรียมบอกลาครอบครัว เพราะจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี เพราะอดีตผู้บริหารบริษัทไฟเซอร์ได้เปิดเผยว่าการฉีดวัคซีนคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ อีกทั้งได้มีคำพิพากษาจากประเทศสหรัฐมเอริกา ที่ตัดสินว่าวัคซีน mRNA เป็นยาพิษ เป็นอันตรายต่อชีวิต ให้ยุติการใช้วัคซีนดังกล่าวนั้น ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด อีกทั้งสหรัฐมเอริกายังคงฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่ประชาชนตามปกติ ไม่ได้มีการยุติการใช้วัคซีนตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับรองวัคซีนโควิด19 จำนวน 6 ชนิด คือ แอสตร้าเซนเนก้า ซิโนแวค ไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และซิโนฟาร์ม ซึ่งทั้ง 6 ชนิดได้ผ่านการรับรองประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัยจาก WHO ว่าสามารลดการเจ็บป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ ลดอัตราการเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ประชาชนสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพวัคซีน และแนวทางการฉีดวัคซีน ได้ที่ลิงก์ https://ddc.moph.go.th/vaccine-covid19/getFiles/11/1628849610213.pdf&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคโควิด19 ในประเทศไทย และวิธีการป้องกันตนเอง สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.ddc.moph.go.th หรือโทร. 1422 &amp;nbsp;นอกจากนี้ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ดีอีเอส, วัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา เป็นยาพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_61602bda55c85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอสเตือนอย่าเชื่อข่าวปลอมคันกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง คันกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการโพสต์แจ้งข้อมูลว่าขณะนี้คันกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุดนั้น ทางสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า คันกั้นน้ำของกทม. ยังคงมีความแข็งแรงดี ซึ่งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2564 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงเรือตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเหนือในพื้นที่ กทม. พร้อมตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ใต้สะพานพระราม 7 เขตบางพลัด ถึงชุมชนโรงสี เขตยานนาวา และได้เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่อาจมีระดับน้ำสูงขึ้น รวมทั้งป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ยืนยันว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วมกรุงเทพฯ เหมือนปี 54&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกทม. ได้เตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วมต่าง ๆ โดยพร่องน้ำในคลองเพื่อรองรับน้ำ สร้างธนาคารน้ำ(water bank) สร้างท่อเร่งระบายน้ำ (Pipe jacking) ขุดลอกคลอง ลอกท่อระบายน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 7 จนถึงบางนา ความยาวประมาณ 78.93 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากปี 54 เป็นต้นมาได้เสริมแนวคันกั้นน้ำถาวรริมเจ้าพระยาสูงขึ้นตลอดแนวที่ระดับ 2.80-3.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางและเรียงกระสอบทรายเป็นเขื่อนชั่วคราวในบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ)และบริเวณแนวป้องกันที่มีระดับต่ำตามจุดต่างๆ 14 จุด รวมระยะทาง 2,512 เมตร รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 97 สถานี และบ่อสูบน้ำตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งในช่วงน้ำทะเลขึ้น พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำจุด เครื่องสูบน้ำสำรอง เรือผลักดันน้ำ วัสดุอุปกรณ์ กระสอบทราย ตลอดจนเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการเร่งด่วนเคลื่อนที่ (BEST) และอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมปฏิบัติการและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 11 ชุมชน 239 ครัวเรือน ในพื้นที่ 7 เขต ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ได้สั่งการให้สำนักงานพื้นที่ ประกอบด้วย เขตดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และเขตคลองสาน ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนชุมชนและให้เตรียมขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดปัญหาระดับน้ำขึ้นสูง นอกจากนี้ได้สั่งการสำนักงานเขตที่มีพื้นที่อยู่ตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสำรวจพื้นที่บ้านเรือนของประชาชน จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินต่างๆ อย่างทันท่วงที คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะคลี่คลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.prbangkok.com หรือเฟซบุ๊ก &amp;lsquo;กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์&amp;rsquo; หรือโทร 0-2221-2141-69 &amp;nbsp;นอกจากนี้ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118943</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, คันกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d269263237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กพร. เตือนอย่าเชื่อข่าวลือ ไทยแพ้คดีเหมืองทอง ลั่นยังไม่มีคำตัดสินชี้ขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ต.ค. 2564 - นายนิรันดร์ &amp;nbsp;ยิ่งมหิศรานนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ชี้แจงกรณีที่ในสื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า ประเทศไทยแพ้คดีปิดเหมืองทอง สูญเงินไทยเบ็ดเสร็จราว 70,000 ล้านบาทนั้น เป็นข้อมูลเท็จที่มีการเผยแพร่ซ้ำมาอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการ &amp;nbsp;ขอย้ำว่า การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ประเทศออสเตรเลีย ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ &amp;nbsp;ขณะนี้ ยังคงอยู่ในระหว่างกระบวนการอนุญาโตตุลาการ และยังไม่มีการออกคำตัดสินชี้ขาดใด ๆ &amp;nbsp;พร้อมทั้งคู่พิพาททั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่ดำเนินการคู่ขนานไปกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาในสื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ และข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับบริษัท คิงส์เกตฯ วนซ้ำหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานได้ว่าเป็นกระบวนการที่จงใจจะปล่อยข่าวเท็จเพื่อสร้างความสับสนแก่สาธารณชน จึงขอความร่วมมือประชาชนหรือผู้ที่สนใจ ติดตามความคืบหน้าการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับบริษัท คิงส์เกตฯ จากช่องทางการสื่อสารของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ที่ www.dpim.go.th &amp;nbsp;รวมทั้ง หากพบเจอข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าว ขออย่าเชื่อ และอย่าส่งต่อ เพื่อไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ&amp;rdquo;นายนิรันดร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากล ในการดำเนินการต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการอย่างรอบคอบ รัดกุม และเป็นเอกภาพ &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการเจรจายึดถือประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลัก ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเป็นธรรมต่อประชาชน ชุมชนในพื้นที่ และผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118731</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, นิรันดร์  ยิ่งมหิศรานนท์, บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด, แพ้คดีปิดเหมืองทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615aba6e6673d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 14:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เตือนอย่าหลงเชื่อ  &#039;แซ่วี Method&#039; รักษาโรคโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการให้ข้อมูลการรักษาโควิด-19 เรื่อง รักษาโรคโควิด-19 ได้ โดยการนำยาอะม็อกซีซิลลิน และอะซิโธรมัยซิน ละลายน้ำแล้วดื่ม&amp;nbsp;ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่มีการแชร์ในสื่อโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับคลิปวิดีโอหรือข้อความแนวคิด &amp;ldquo;แซ่วี Method&amp;rdquo; สามารถรักษาโรคโควิด-19 ได้ โดยการนำยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (Amoxycilin) และอะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) ละลายกับน้ำเปล่าแล้วดื่มนั้น ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 มีแนวทางการรักษาตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง จัดทำโดย คณะทํางานด้านการรักษาพยาบาลและการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ (คณะกรรมการกํากับดูแลรักษาโควิด-19) ซึ่งสามารถดูได้จากแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุง วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564 ดังลิ้งค์นี้ https://covid19.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=150&amp;hellip;
ซึ่งจากคำกล่าวอ้างในคลิป มีการใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ Amoxicillin ซึ่งเป็นยากลุ่มเพนนิซิลิน ซึ่งหลายคนมีอาการแพ้ยากลุ่มนี้ได้ และการป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรงด้วยการฉีดวัคซีนยังได้ประโยชน์ในการป้องกันโรคและลดระดับความรุนแรงได้ และการปฏิบัติตนตามแนวทาง DMHTT ยังคงได้ประโยชน์ทั้งกับโรคที่เกิดจากไวรัสโควิดและโรคติดเชื้ออื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า เป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากอะม็อกซีซิลลิน (Amoxycilin) และอะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคหรืออาการที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคโควิด-19 ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสได้แต่อย่างใด &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยาอะม็อกซีซิลลิน จัดอยู่ในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ หู คอ จมูก และผิวหนัง เป็นต้น และยาอะซิโธรมัยซินจัดอยู่ในกลุ่มแมคโครไลน์ (Macrolide) ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ การติดเชื้อที่หูชั้นกลาง การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ เป็นต้น ซึ่งการรักษาโรคด้วยยาปฏิชีวนะจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำในการใช้ยาจากแพทย์หรือเภสัชกร เพราะหากรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ถูกวิธีจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ภายหลังเมื่อป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อจะมีความทนต่อยามากขึ้น ทำให้ใช้ยาไม่ได้ผลนำไปสู่การเสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน &amp;nbsp;และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพ หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งได้ที่ www.fda.moph.go.th หรือโทรสายด่วน อย. 1556 &amp;nbsp;นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118335</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, รักษาโรคโควิด-19, อะซิโธรมัยซิน, อะม็อกซีซิลลิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_615566f656d22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 18:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอมอเมริกาจะปล่อยเชื้อโควิดในประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า&amp;nbsp; ตามที่มีการส่งต่อข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เรื่อง อเมริกาจะปล่อยเชื้อโควิดในประเทศไทย ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการรุนแรงภายใน 2 ชม. และอยู่ได้ไม่เกิน 2-3 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการส่งต่อข้อความระบุว่า สหรัฐอเมริกาจะปล่อยเชื้อโควิด-19 ให้กับประเทศไทย ซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการรุนแรงภายใน 2 ชม. และอยู่ได้ไม่เกิน 2-3 วัน ทางกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เป็นข้อมูลเท็จที่ถูกแชร์ซ้ำเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดและหวาดกลัว ซึ่งจากการตรวจสอบไม่มีมูลว่าข่าวดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม &amp;nbsp; และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกกระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.mfa.go.th หรือโทร 02 2035000 นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118127</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, อเมริกาปล่อยไวรัส, เฟคนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_6152f5c3cb345.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 18:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกดีอีเอสเตือนอย่าหลงเชื่อข่าวลือน้ำท่วมจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามที่มีการแชร์ข้อมูลในสื่อต่างๆ ประเด็นเรื่อง เขื่อนเจ้าพระยาเปิดประตูระบายน้ำ ส่งผลให้อีก 1 สัปดาห์ จะเกิดน้ำท่วมจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานคร ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีมีผู้โพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ว่า แจ้งเตือนระวังน้ำท่วม (สำหรับคนกรุงเทพฯ และคนเมืองนนทบุรี) เขื่อนเจ้าพระยาเปิดประตูระบายน้ำทุกบานแล้ว อีก 1 สัปดาห์จะถึงนนทบุรี คาด กทม. ไม่น่าจะรอดนั้น ทางกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 22 ก.ย. 64 กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านลงสู่พื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,610 ลบ.ม./วินาที ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ อ.เสนา อ.บางบาล อ.ผักไห่ และ อ.บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีตลิ่งต่ำและอยู่นอกเขตคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าในวันที่ 23 ก.ย. 64 เวลาประมาณ 06.00 น. ระดับน้ำจะสูงขึ้นเพียง 0.25 เมตร จากระดับน้ำปัจจุบัน ที่ +3.65 ม. (รสม.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำจะได้รับผลกระทบก็ต่อเมื่อมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งในวันที่ 22 ก.ย. 64 สถานีบางไทรมีปริมาณน้ำไหลผ่านเพียง 1,645 ลบ.ม./วินาที เท่านั้น ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยา ณ วันที่ 22 กันยายน 2564 มีเพียง 1,610 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับปริมาณน้ำทางตอนบนบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่านเพียง 1,937 ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ตอนบน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรุงเทพมหานคร จะเริ่มได้ผลกระทบเมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านที่สถานี C.29A อ.บางไทร ในอัตรา 3,500 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไป ในส่วนของกรณีที่มีการเปิดบานระบายทุกช่องของเขื่อนเจ้าพระยานั้น เป็นไปตามหลักการด้านชลศาสตร์ในการระบายน้ำ เพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ด้านท้ายของอาคารเขื่อนเจ้าพระยา เป็นการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเขื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำฝน น้ำท่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ก่อนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราตั้งแต่ 700 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไป ได้มีการแจ้งเตือน ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้จังหวัดและผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากจากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www1.rid.go.th หรือโทรสายด่วน 1460 &amp;nbsp;นอกจากนี้สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด24ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117658</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, ข่าวปลอม, ดีอีเอส, นนทบุรี, แจ้งเตือนระวังน้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c6ac3394f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
