<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 18:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 18:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; สั่งเอาผิดตัวการใหญ่ปล่อยข่าวปลอมทั้งสื่อ คนดัง เพจ ไม่ใช่แค่จับชาวบ้านทั่วไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64 - พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;&amp;quot;การจัดการเรื่องข่าวปลอม&amp;quot; ขณะที่เรากำลังเผชิญกับปัญหาโควิด และหน่วยงานรัฐกำลังแก้ไขสถานการณ์กันอย่างเต็มที่ แต่เรากลับต้องเผชิญกับปัญหาข่าวปลอม หรือ Fake News ที่กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญ ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคมเป็นอย่างมาก มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือการจงใจตัดต่อบิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างความเข้าใจผิดเป็นจำนวนมากทั้งจากสื่อมวลชน ผู้มีชื่อเสียง และผู้ใช้สื่อทั่วไป ทั้งที่ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอเรียนให้ทราบว่า ผมให้ความสำคัญกับการจัดการข่าวปลอมที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างยิ่ง และได้สั่งการโดยตรงให้แต่ละกระทรวง ดำเนินการแก้ปัญหาข่าวปลอมอย่างจริงจังและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ขอให้แต่ละกระทรวง จัดตั้งฝ่ายที่รับผิดชอบในการตรวจสอบและแก้ไขข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับแต่ละกระทรวงทันที และให้เป็นตัวแทนหน่วยงานแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 ศูนย์ข่าวปลอมของกระทรวงและจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและประกาศ
ลงสื่อของกระทรวงและหน่วยงานภายใน 24 ชั่วโมง ให้เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด หลังจากได้รับการแจ้งจากประชาชน หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และส่งข้อมูลหรือประกาศชี้แจงแก้ไขข่าวปลอมให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และ กสทช. ทันทีที่ลงสื่อของกระทรวงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.3 ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;ปอท. &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ศปก.ศบค. ร่วมปรึกษาหารือกันอย่างเร่งด่วน ในการนำเอาข้อกำหนดข้อที่ 11 จากประกาศฉบับที่ 27 ของ พรก.ฉุกเฉิน ว่าด้วยเรื่องการห้ามบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร มาเป็นแนวปฏิบัติของมาตรการที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.4 ให้กรมประชาสัมพันธ์ โฆษกทุกกระทรวง และกสทช. สื่อสารให้ทุกหน่วยงานและประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการนี้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.5 ให้กระทรวง DES, ปอท. สตช. ดำเนินการในแนวปฏิบัติจากมาตรการนี้อย่างจริงจังและรวดเร็วยิ่งขึ้น ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม ดำเนินคดีกับคนผิดได้จริงๆโดยเฉพาะผู้ปล่อยรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน คนดัง หรือเพจต่างๆ ไม่ใช่จับแค่ชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อสั่งการทั้งหมดนี้ ผมจะติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด โดยขอให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด และขอให้รายงานความคืบหน้าต่อผมก่อนการประชุม ครม. ครั้งหน้า และรายงานต่อเนื่องก่อนการประชุม ครม. ทุกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111296</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ข่าวปลอมโควิด, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffedfab5c09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอส เตือนชุดตรวจโควิด-19 SGTi-flex COVID-19 Ag ได้รับอนุญาตจาก อย. เป็นข่าวปลอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส)&amp;nbsp; กล่าวว่า จากการรับแจ้งเบาะแสการโฆษณาขายชุดตรวจโควิด-19 ประเภท Rapid Test Antigen หรือ Antigen Test Kits (ATK) ทางออนไลน์และโซเชียล ล่าสุดศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข่าวปลอม ชุดตรวจโควิด-19 SGTi-flex COVID-19 Ag ได้รับอนุญาติจาก อย. ไทยแล้ว

กรณีผลิตภัณฑ์ชุดตรวจโควิด-19 ข้างต้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ชี้แจงว่า ชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARs- CoV-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหาแอนติเจน ชื่อ SGTi-flex COVID-19 Ag ยังไม่ได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ปัจจุบันชุดตรวจสำหรับโควิด -19 ประเภท Rapid Test Antigen หรือ Antigen Test Kits (ATK) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้เองที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ อย. มีอยู่ 11 ยี่ห้อ โดยมีการประกาศรายชื่อบริษัทที่ขายได้สำหรับประชาชนบนเว็บไซต์ อย. เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบ

&amp;ldquo;มีข้อแนะนำจาก อย. ในการใช้ชุดตรวจตรวจโควิด -19 สำหรับประชาชนใช้ตรวจเองว่าจะต้องเป็นชนิดตรวจแอนติเจนที่ได้รับอนุญาตจาก อย. โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ https://www.fda.moph.go.th/sites/Medical/SitePages/test_kit_covid19.aspx
และควรใช้ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะต้องมีเทคนิคในการเก็บตัวอย่างไม่ให้เกิดการบาดเจ็บและปนเปื้อนเชื้อโรค การหยดน้ำยา และการอ่านผล เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และการแปลผลที่ถูกต้อง&amp;rdquo;

ทั้งนี้ จากการรับแจ้งเบาะแสการโฆษณาขายชุดตรวจโควิด-19 ประเภท Rapid Test Antigen หรือ Antigen Test Kits (ATK) ทางออนไลน์และโซเชียล ล่าสุดศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบพบที่เข้าข่ายการกระทำความผิดจำนวน

84 ราย ผ่านเฟซบุ๊ก 8 ราย อินสตาแกรม 27 ราย ทวิตเตอร์ 37 ราย และอื่นๆ 12 ราย ซึ่งได้มีการร่วมกับ อย. ในการประสานงานและดำเนินการปิดกั้น และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย นางสาวนพวรรณ กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111170</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอีเอส, ข่าวปลอมโควิด, ชุดตรวจโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210726/image_big_60fe86b978833.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร. วอนปชช.แจ้งเบาะแสข่าวปลอม &#039;ใบกระท่อม&#039; รักษาโควิด ย้ำบังคับใช้กม.จริงจัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.64 - พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จในลักษณะข่าวปลอม(Fake News) จากผู้ไม่หวังดีที่พยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ตรวจพบข่าวปลอม 1 เรื่องคือ กรณีมีการแชร์ข้อมูลว่าใบกระท่อม สามารถต้านโควิด-19 ได้นั้น ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า โรคโควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง และยังไม่พบรายงานการวิจัยของฤทธิ์ต้านเชื้อโควิด-19 ของใบกระท่อม ดังนั้นข่าวดังกล่าว ถือว่าเป็นข่าวปลอมที่อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกซึ่งการกระทำของผู้เผยแพร่ข่าวปลอม อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม | Anti-Fake News Center Thailand - ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม | Anti-Fake News Center Thailand
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม Anti-Fake News Center Thailand, ตรวจสอบข่าวปลอม, แจ้งเบาะแสข่าวที่น่าสงสัย www.antifakenewscenter.com
,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110419</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอมโควิด, เฟกนิวส์, ใบกระท่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f65ffe8ff1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 19:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นั่นไง! &#039;ไอลอว์&#039; ดิ้นพล่านโวยรัฐกำหนดบทลงโทษคนโพสต์ข่าวปลอม ทำสังคมเข้าใจผิดหวาดกลัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.64 - หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ลงนามประกาศใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับที่ 27 โดยในส่วนข้อ 11&amp;nbsp;มาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน การเสนอข่าวหรือการทำให้แพร่หลาย ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นความผิดตามมาตรา&amp;nbsp;9 (3) แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์&amp;nbsp;วิษณุโยธิน&amp;nbsp;โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp;2019&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;ศบค.&amp;nbsp;แถลงถึงประเด็นดังกล่าวว่า&amp;nbsp;มาตรการมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารนั้น ต้องขอความร่วมมือเพราะปัจจุบันข่าวลือข่าวเท็จออกมาเป็นจำนวนมาก ในที่ประชุมศบค.มีการเน้นย้ำเรื่องนี้เพราะนอกจากการทำงานที่ต้องเดินไปข้างหน้าแล้ว การมีข่าวที่อาจเป็นเท็จทำให้ต้องพะว้าพะวังและเสียเวลาในการแก้ข่าว ทำให้การทำงานมีความล่าช้าจึงขอความร่วมมือและต้องบังคับใช้กฎหมายข้อนี้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก iLaw (ไอลอว์) ซึ่งมีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เป็นผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวมีเนื้อหาว่า&amp;nbsp;ใช้วันนี้! ข้อกำหนดใหม่ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ห้ามโพสต์สร้างความหวาดกลัวแม้เป็นความจริง โทษ 2 ปี ปรับ 40,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 27 ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แก้ไขฉบับที่ 1 ในเรื่องข้อห้ามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ขยายองค์ประกอบความผิดให้กว้างออก ห้ามการโพสต์ข้อความให้ประชาชนหวาดกลัวแม้จะเป็นความจริงก็ผิด เพิ่มไปห้ามข้อความบิดเบือนที่ &amp;quot;กระทบความมั่นคงของรัฐ&amp;quot; และไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่เตือนให้แก้ไขก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีข้อสังเกตว่า การเขียนข้อห้ามในข้อกำหนดฉบับที่ 27 มีลักษณะ &amp;quot;สั้นลง&amp;quot; กว่าฉบับที่ 1 โดยมีข้อแตกต่างกันที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ข้อความที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว รวมทั้งเรื่องจริงและเรื่องไม่จริง ตามข้อกำหนดฉบับที่ 1 การเผยแพร่ข้อความที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจะเป็นความผิดต่อเมื่อเป็นข้อความหรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด 19 ที่ &amp;quot;ไม่เป็นความจริง&amp;quot; เท่านั้น แต่ตามข้อกำหนดฉบับที่ 27 เอาผิด &amp;quot;ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว&amp;quot; โดยตัดองค์ประกอบที่เคยเขียนว่า &amp;quot;ไม่เป็นความจริง&amp;quot; ออก ทำให้เห็นเจตนารมณ์ของผู้เขียนข้อกำหนดฉบับที่ 27 ว่า อาจต้องการเอาผิดกับข้อความที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัวทั้งที่เป็นความจริงและไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) เพิ่มเรื่องกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตามข้อกำหนดฉบับที่ 1 ห้ามการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดจน &amp;quot;กระทบต่อการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน&amp;quot; ซึ่งก็เป็นข้อห้ามที่กว้างขวางมากอยู่แล้ว และใช้มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือคำอธิบายว่า มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแบบใดที่ส่งผลเสียจนต้องขยายองค์ประกอบความผิดให้กว้างออก เพราะในข้อกำหนดฉบับที่ 27 ขยายไปห้ามการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดจน &amp;quot;กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ&amp;quot; ด้วย แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของผู้เขียนข้อกำหนดฉบับที่ 27 ที่ต้องการขยายขอบเขตของข้อห้ามออก และให้เอาผิดกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้หลากหลายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ไม่ต้องตักเตือนให้แก้ไขก่อน ตามข้อกำหนดฉบับที่ 1 หากเจ้าหน้าที่พบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจเป็นความผิด ให้เตือนให้ระงับหรือสั่งให้แก้ไขข่าวก่อนได้ โดยไม่ต้องดำเนินคดี หรือหากเป็นกรณีที่มีผลกระทบรุนแรงจึงให้ดำเนินคดี ทั้งตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ข้อกำหนดฉบับที่ 27 ตัดเนื้อหาส่วนที่ให้เจ้าหน้าที่เตือนออก แม้ว่าข้อกำหนดฉบับที่ 27 จะตัดข้อความที่ให้ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ออกด้วยแล้ว แต่การตัดสินใจดำเนินคดีตามกฎหมายใดก็เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนอยู่แล้ว หากเห็นว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยก็ยังสามารถดำเนินคดีได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109488</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอมโควิด, พรก.ฉุกเฉิน, ล็อกดาวน์, ศบค., เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d918996bc64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 16:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่งตื่น! &#039;รมว.ดีอีเอส&#039; เงื้อดาบฟันเพจ &#039;แหม่มโพธิ์ดำ&#039; ตัดต่อภาพรพ.สนามบุษราคัม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.64 - จากกรณีโซเชียลมีเดียได้แชร์ข้อมูลข่าวปลอมโควิดจากเพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;แหม่มโพธิ์ดำ&amp;quot; ซึ่งขณะนี้มีการตั้งขึ้นในชื่อเดียวกันนี้เป็นจำนวนหลายเพจ โดยเพจแหม่มโพธิ์ดำ ที่มีผู้กดถูกใจและติดตามประมาณ 4 หมื่น ได้โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม โดยเปรียบงบประมาณการจัดสร้างโรงพยาบาลสนามของพิมรี่พาย กับโรงพยาบาลสนามบุษราคัม ที่อาคารอิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งพบว่ามีการตัดต่อภาพประกอบรพ.สนามบุษราคัม โดยใช้ภาพเตียงนอนจากที่อื่นมาบอกว่าเป็นของ รพ.บุษราคัม ใช้งบ 239,280,000 บาท สามารถรองรับได้ 1,092 เตียง ตกเตียงละ 220,000 บาท ซึ่งเป็นข่าวปลอมจนเกิดเสียงวิจารณ์รัฐบาลอย่างกว้างขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ตรวจสอบพบว่ามีความพยายามเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจผิดถึงการดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามของรัฐบาล โดยในส่วนของคุณพิมรี่พาย ที่นำเงินส่วนตัวมาสร้างโรงพยาบาลสนาม ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ได้เสียสละช่วยประชาชนในยามลำบาก รัฐบาลก็ต้องขอบคุณถึงความตั้งใจอันดี เช่นเดียวกันอีกหลายๆ คนที่ร่วมช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย ตามกำลังหรือความสามารถที่พอจะช่วยได้

&amp;ldquo;ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ต่างมีความตั้งใจดี เพื่อให้ประเทศพ้นวิกฤตโดยเร็ว แต่กลับมีขบวนการที่ไม่หวังดี นำมาเปรียบเทียบ บิดเบือน เพื่อต้องการให้เกิดความแตกแยกขัดแย้ง&amp;rdquo; นายชัยวุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวุฒิ กล่าวว่า โรงพยาบาลบุษราคัม ที่มีข้อสังเกตเรื่องงบประมาณนั้น จัดตั้งในลักษณะโรงพยาบาลถาวรที่มีมาตรฐาน มีความพร้อมทางการแพทย์ มีอุปกรณ์เครื่องมือดูแลผู้ติดเชื้ออย่างครบครัน มีระบบการดูแลความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์จากหลายจังหวัดจำนวนมาก สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข สามารถชี้แจงรายละเอียดหรืองบประมาณได้ทั้งหมด อีกทั้งภาพที่มีการแชร์เปรียบเทียบในขณะนี้ก็เป็นภาพเก่า ช่วงที่มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับกลุ่มเสี่ยงเพื่อสังเกตอาการ และเป็นการจัดตั้งในภาวะฉุกเฉิน ก่อนที่จะมีการปรับปรุงให้ได้มาตรฐานในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันเอาชนะโควิด-19 แต่กลับมีผู้ไม่ประสงค์ดีต้องการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม ทางกระทรวงฯ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้มาโดยตลอด ขอให้ผู้ที่เป็นต้นตอหรือมีส่วนกับการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว ดำเนินการลบโพสต์โดยด่วน และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้สังคมรับทราบ มิเช่นนั้น กระทรวงดีอีเอส อาจต้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อไป&amp;quot; รมว.ชัยวุฒิ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;แหม่มโพธิ์ดำ&amp;quot; ที่มีผู้กดถูกใจและติดตามประมาณ 4 หมื่นคน ไม่ใช่เฟซบุ๊กจริงของแหม่มโพธิ์ดำที่มีคนถูกใจสูงกว่าล้านคน ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นได้มีการเปิด-ปิดการใช้งานตลอดเวลา&amp;nbsp;แต่ขณะนี้ยังปิดเพจและไม่มีการชี้แจงถึงกรณีมีคนปลอมเพจสร้างเฟกนิวส์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103200</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอีเอส, ข่าวปลอมโควิด, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, พิมรี่พาย, รพ.บุษราคัม, รพ.สนาม, เฟกนิวส์, แหม่มโพธิ์ดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a22c29498da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทึ่ง! &#039;ซูเปอร์โพล&#039; ชี้คนสูงอายุเชื่อมั่นวัคซีนมากกว่าวัยรุ่น พบข่าวปลอมเป็นอุปสรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง วัคซีน กับ ความต้องการของประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,268 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 9 &amp;ndash; 14 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.5 ระบุจำเป็นและต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดระดับค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 23.3 ระบุปานกลาง และร้อยละ 9.2 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ คนสูงอายุส่วนใหญ่กลับมีทัศนคติที่ดีต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดมากกว่า คนอายุน้อย โดยพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.5 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไปและร้อยละ 64.4 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปีและร้อยละ 48.5 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปี เชื่อมั่นวางใจบุคลากรแพทย์ในชุมชนที่เป็น อสม. มาช่วยเรื่องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.9 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 78.6 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 65.0 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีเชื่อมั่นวางใจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/สถานพยาบาลใกล้ชุมชน มาฉีดวัคซีนโควิดให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.5 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 70.3 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 66.4 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีเชื่อว่าถ้าได้รับวัคซีนโควิดจะช่วยลดอาการหนักเป็นเบา ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.9 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 69.3 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 65.8 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีกลัวตายเพราะโควิดมากกว่า กลัวตายเพราะฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.0 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 76.6 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 71.6 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีรู้ว่าถ้าฉีดวัคซีนโควิด ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.3 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 74.8 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 66.5 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีวิกฤตชาติโควิดครั้งนี้จะแก้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.3 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 75.8 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 63.7 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีคนที่ติดโควิดมีโอกาสตาย มากกว่า คนที่ฉีดวัคซีนตาย ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.9 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 77.0 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 65.5 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีคนที่ติดโควิดจะทรมาน มากกว่า การฉีดวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.2 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 76.9 ของคนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปี และร้อยละ 69.4 ของคนอายุ 18 &amp;ndash; 39 ปีระบุการฉีดวัคซีนจะช่วยทำให้เราเปิดประเทศได้เร็วขึ้น การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตปกติจะกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เป็นอุปสรรคการฉีดวัคซีนของคนไทย พบว่า การสร้างข่าวปลอม ข่าวเท็จ เฟกนิวส์ สร้างความกลัวในคนที่ไม่รู้จริง ร้อยละ 93.2 รองลงมาคือ การปล่อยข้อมูลผลข้างเคียงการฉีดวัคซีนที่ไม่เป็นจริง ร้อยละ 93.1 การปล่อยข้อมูลทำให้คนรอยี่ห้อวัคซีน ร้อยละ 91.0 และ การใช้ประเด็นวัคซีนการเมืองปั่นกระแสสร้างความสับสนในหมู่ประชาชน ร้อยละ 90.8 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ได้ชัดเจนอย่างน่าทึ่งว่า คนสูงอายุส่วนใหญ่กลับมีทัศนคติที่ดีต่อการฉีดวัคซีนสูงกว่าคนอายุน้อย แต่ปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่ชัดเจน ได้สร้างความสับสนและความกลัวต่อการฉีดวัคซีน ทำให้คนจำนวนมากไม่กล้าฉีดวัคซีนและต้องการวัคซีนที่ดีที่สุด ผลที่ตามมาคือ การเผยแพร่บอกต่อข้อมูลข่าวสารในทางลบต่อวัคซีน ได้ลดทอนความเชื่อมั่น ทำให้ชีวิตของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงสูงและทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศโดยรวม การได้รับวัคซีนของประชาชนจำนวนมากที่มีผลต่อการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จะเป็นทางออกให้เราสามารถเปิดและฟื้นประเทศได้เร็วขึ้น เพื่อให้เราทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติและลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทุกคนในครอบครัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า ที่น่าห่วงคือคนประมาณร้อยละ 10 อาจจะกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อตัวเองและผู้อื่น &amp;nbsp;เพราะเห็นถึงความจำเป็นของวัคซีนน้อยถึงไม่เห็นความจำเป็นเลย &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของคนที่ตอบแบบสอบถามความคิดเห็นความต้องการความเชื่อมั่นวางใจของประชาชนต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดออกมาสอดคล้องตรงกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์แก้วิกฤตโควิดของประเทศอย่างลงตัว ในทุกกลุ่มช่วงอายุเพราะเกินกว่าร้อยละ 60 ขึ้นไปที่ระบุความต้องการจำเป็นในการฉีดวัคซีนและยังตระหนักถึงความสำคัญของวัคซีนว่าจะช่วยแก้วิกฤตชาติได้ ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุบ้างแต่สัดส่วนของคนที่เห็นถึงความจำเป็นต้องฉีดและต้องการเป็นไปตามเป้าหมายของการรณรงค์ฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่ประเด็นท้าทายอยู่ที่การบริหารจัดการวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะยังไม่สามารถตอบสนองปริมาณและความต้องการของประชาชนที่ต้องการจะฉีดวัคซีนป้องกันโควิดซึ่งมีจำนวนมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือ การนำประเด็นวัคซีนมาเล่นการเมือง ทั้งการสร้างความสับสนหวาดระแวงโกรธเกลียดกัน การสร้างความนิยมชมชอบกัน หรือเอาชนะคะคานกันทางการเมืองไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของประเทศ จนประชาชนสับสนข้อมูล ต้องการสิ่งที่ดีกว่าจนเกิดเป็นวัคซีนทางเลือกในอนาคตที่ยังเลือนลาง อาจไม่ทันกับเวลาที่ทำให้เราต้องสูญเสียโอกาส ตามมาด้วยการสูญเสียคนที่เรารักและแม้กระทั่งตัวเองอย่างเดียวดายในภาวะโรคระบาดร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้น &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจน ความเข้าใจและเชื่อมั่นให้มากขึ้น เพื่อให้ &amp;ldquo;วัคซีน&amp;rdquo; ได้ทำหน้าที่ของ มันเพื่อปกป้องเราทุกคน&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103010</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ข่าวปลอมโควิด, ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, วัคซีนโควิด, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609fa5ca1fe36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102789</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนแชร์ข่าวปลอมโควิดโทษหนักคุก 5 ปี ยันตร.ฉีดวัคซีนเสียชีวิตไม่จริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.64 - พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง โฆษก ตร.) กล่าวถึงกรณีที่มีการโพสต์และแชร์ต่อข่าวปลอมการระบาดไวรัสโควิดและมีอาการค้างเคียงหลังรับวัคซีนว่า&amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในการรับทราบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะจากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งขณะนี้มีการเผยแพร่และส่งต่อข้อมูล โดยเฉพาะเป็นข่าวที่สร้างความสับสนในลักษณะข่าวปลอม ต้องขอเรียนว่าธรรมชาติของข่าวปลอมมักจะหยิบยกประเด็นที่เป็นสิ่งที่น่าสนใจของสังคม เป็นประเด็นร้อนหรือที่เรียกว่า Hot Issue ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนในช่วงเวลานี้ที่เป็นประเด็นร้อนของสังคมเราก็คือ โรคไวรัสโควิด-19 ดังนั้นขณะนี้จึงมีการเผยแพร่ส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ทั้งจริงทั้งเท็จเข้าไปตามสื่อสังคมออนไลน์อย่างมากมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการฉีดวัคซีน โดยมีการโจมตีในเรื่องการฉีดวัคซีนแล้วเกิดมีอาการแพ้บ้าง ฉีดแล้วมีผลกระทบต่อร่างกาย จนถึงขั้นเสียชีวิตก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดที่ตรวจสอบยืนยันแล้วว่าเป็นข่าวปลอมก็คือ กรณีการส่งต่อข้อความแจ้งกับในไลน์กลุ่มต่างๆ ในเวลานี้ ว่า...วันที่ 7 พ.ค.64 &amp;nbsp;พ.ต.อ.ปรัชญ์ สุนทรพิมล ผกก.ตชด.21 เสียชีวิตแล้ว อันเนื่องมาจากฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หลังจากฉีดแค่ 5 นาที ก็ได้ล้มทั้งยืน นำตัวส่ง รพ.ซึ่งได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา และ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.64 เวลา 20.00 น. พ.ต.ท.วิญญู พันธุ นรต.62 สว.กก.3 บก.สตม.เสียชีวิต หลังฉีดวัคซีนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง &amp;ldquo;พ.ต.ท.หญิง ศรัณย์รัชต์ วังสะปัญญา อายุ 56 ปี รอง ผกก.ฝ่ายตรวจลงตรา ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ เสียชีวิตอย่างปริศนาและต่อมามีข่าวว่าสาเหตุมาจากที่ได้ทดลองฉีดวัคซีนโควิด-19&amp;rdquo; ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วเป็นเป็นข่าวเท็จทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยากให้พี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ โดยเฉพาะข้อมูลที่มีการส่งต่อกันในสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะไม่มีที่มาที่ไป หรือไม่มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือได้ก่อนที่จะเชื่อและส่งต่อข้อมูลให้กับผู้อื่น โดยขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจาก หน่วยงานราชการ โดยเฉพาะ ศบค. ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ กระทรวงสาธารณสุข หรือรับฟังข้อมูลจากแพทย์ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงในการให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบุคคลที่มีการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือข่าวปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น และทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับสำหรับผู้ที่ส่งต่อข้อมูล หรือที่เรียกว่า แชร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จก็จะมีความผิดไปด้วย ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (5) อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงอยากเตือนสำหรับผู้ไม่หวังดีมีเจตนาบิดเบือนปลอมข้อมูลข่าวสารอย่าได้ทำการเผยแพร่เด็ดขาด เพราะขณะนี้พี่น้องประชาชนก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อย่างมากอยู่แล้ว อย่ามาซ้ำเติมประเทศด้วยการสร้างความสับสน ตื่นตระหนกให้กับสังคมเป็นสิ่งไม่ดีซึ่งสุดท้ายก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102789</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ข่าวปลอมโควิด, พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ, พรบ.คอมพิวเตอร์, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609cd554256ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
