<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เตือนอย่าเชื่อข่าวแชร์&quot;ไทยเข้าสู่โควิดเฟส 3&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
25 มี.ค.64 - นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อความในสื่อโซเซียลมีเดียถึงประเด็นเรื่อง &amp;ldquo;สาธารณสุขประกาศฉุกเฉิน และประเทศไทยกำลังเข้าสู่เฟส 3&amp;rdquo; มีสถานที่ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ระบุว่าเป็นพื้นที่สีแดงเสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 นั้น &amp;nbsp;กรมควบคุมโรค ขอชี้แจงว่า กรมควบคุมโรคได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าข้อความตามเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด เป็นเพียงข่าวปลอมที่แชร์ต่อๆ กัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรมควบคุมโรค ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลต่อในช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับข้อมูลเข้าใจผิดได้ &amp;nbsp;และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถตรวจสอบได้ อาทิ จากการแถลงของ ศบค. เวลา 11.30 น. การแถลงของกระทรวงสาธารณสุข เวลา 15.00 น. ทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ ทางเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข https://pr.moph.go.th/?url=main/index/ และเว็บไซต์ของกรมควบคุมโรค https://ddc.moph.go.th/ หรือช่องทางหลักอื่นๆ ของกรมควบคุมโรค &amp;nbsp;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97287</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ข่าวแชร์, #โควิด-19, ข่าวลวง, นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b738ac76b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2019 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2019 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อชาติ&#039; ซัดรัฐบาลปล่อยข่าวลวง ปมตัดสิทธิ GSP เพราะเศรษฐกิจโต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค.62 - น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า คนในรัฐบาลอย่าให้ข่าวจนประชาชนคิดว่าเป็นแหล่งข่าวลวงข่าวปลอมเอง ในสองวันนี้ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจที่ออกมาพูดเรื่องถูกตัดสิทธิ์ GSP เพราะเศรษฐกิจโต การถูกตัดสิทธิ์ GSP เป็นเรื่องน่าภูมิใจ ซึ่งเป็นการพูดข้อเท็จจริงไม่หมดเข้าข่ายข่าวลวง การพูดในฐานะผู้บริหารประเทศต้องพูดให้ครบทุกด้านทั้งด้านดีและด้านไม่ดี และบอกวิธีแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการพูดแก้ตัวปัดความผิดพลาดให้พ้นไป

น.ส.เกศปรียา กล่าวต่อไปว่า กรณีเศรษฐกิจเติบโตดี ประชาชนทุกคนรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้โฆษกรัฐบาลหรือคนในคณะรัฐบาลออกมาบอกว่า &amp;ldquo;อย่าเชื่อข่าวลวงข่าวปลอมว่าเศรษฐกิจไม่ดี&amp;rdquo; ถ้าประชาชนมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยมีรายได้มากกว่ารายจ่ายจะไม่มีใครออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่สถานการณ์ขณะนี้มีข่าวฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจรายวัน มีการแจกเงินชิมช้อปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 1&amp;nbsp; 2 3&amp;nbsp; มีปริมาณคนจนเพิ่มมากขึ้น ยอดค้าขายลดลงสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ รายได้ไม่พอรายจ่าย ประชาชนรับรู้เองว่าเศรษฐกิจตนเองไม่ดีเช่นไรไม่ต้องมีใครมาบอกกล่าว ดังนั้น การออกมาบอกประชาชนอย่าเชื่อข่าวปลอมว่าเศรษฐกิจไม่ดี คือข่าวปลอมหรือข่าวเท็จจากภาครัฐในสายตาประชาชน

&amp;ldquo;อีกกรณีคือการที่นายกรัฐมนตรีบอกในที่ประชุม ครม. ว่าจะรับผิดชอบกรณีปิดเหมืองทองเอง การพูดเช่นนี้ก็เป็นการพูดไม่ชัดเจน คำว่ารับผิดชอบต้องระบุด้วยว่ารับผิดชอบแค่ตัดสินใจจะแก้ปัญหาด้วยวิธีใด หรือรับผิดชอบในการไม่เอาเงินภาษีประชาชนไปชดเชยเหมืองทองเอกชนเพื่อให้จบคดีที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดของหัวหน้า คสช. รัฐบาลต้องพูดให้ชัด เพื่อจะได้ไม่เป็นต้นตอของข่าวลวง หรือการไม่รับผิดชอบต่อคำพูด เหมือนการขอเวลาอีกไม่นานสัญญาว่าจะให้เลือกตั้ง หลายครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ข่าวลวงในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นก่อนที่จะประโคมข่าวตั้งศูนย์ปราบข่าวลวงข่าวปลอม ขอเสนอให้พิจารณาแก้ไขที่คนในคณะรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่า ระมัดระวังคำพูดอย่าให้คำพูดเหล่านั้นเป็นต้นกำเนิดข่าวลวงข่าวปลอมเสียเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49230</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวลวง, ตัดสิทธิ์ GSP, เกศปรียา แก้วแสนเมือง, เฟกนิวส์, เศรษฐกิจไม่ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190618/image_big_5d083eee5c9db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2019 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยับยั้ง“ข่าวลวง”สร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อทุกช่วงวัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวปลอมที่แชร์ว่อนโลกโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในปัญหาสะสมมานาน ก่อผลร้ายต่อคนไทยทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นข้อความโฆษณาชวนเชื่อผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพความสวยความงามยารักษาโรคที่เสนอเนื้อหาเกินจริงหรือข่าวปลอมทั้งข้อความหยาบคายภาพรุนแรงและคลิปวิดีโอไม่เหมาะสมเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ หวังต้องการยอดผู้ชมโดยไม่คำนึงความถูกต้อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;การสื่อสารไม่สร้างสรรค์เหล่านี้สร้างความแตกตื่นแตกแยกในสังคมคนทำสื่อ และภาคประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบข่าวลวง เหตุนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ 7 องค์กร ได้แก่ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ Friedrich Naumann Foundation for Freedom (FNF) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(Thai PBS) คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ลงนามประกาศปฏิญญารวมพลังขับเคลื่อนต่อต้านข่าวลวง ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ จะมีการจัดงาน &amp;ldquo;International Conference on Fake News&amp;rdquo; มีผู้แทนภาคีเครือข่ายนักวิชาการนักวิชาชีพในประเทศไทย และผู้แทนจากนานาชาติเข้าร่วม อาทิ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลจากไต้หวัน นักวิชาการด้านสื่อมวลชนจาก The University of Hong Kong ผู้ขับเคลื่อนเชิงนโยบายจากพรรค Free Democrat Party สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผู้แทนจากสำนักข่าว Thomson Reuters และ AFP เข้าร่วมเป็นวิทยากรและเสวนาอย่างน่าสนใจ ในวันที่ 17 มิ.ย. ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า สื่อดิจิทัลได้ทวีบทบาทเป็นสื่อหลัก พบว่าประชาชนมีการใช้และรับสื่ออย่างรู้ไม่เท่าทัน โดยเฉพาะปรากฏการณ์ข่าวลวง (Fake News) ที่แทรกอยู่ในประเด็นต่างๆ สสส.จะสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคนรับสื่อทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกลวงได้ง่าย&amp;nbsp; ให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีทักษะคิดวิเคราะห์ แยกแยะ รู้เท่าทันสื่อเท่าทันตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคม และร่วมกันเฝ้าระวังข่าวลวง สังคมยังต้องการเนื้อหาที่หลากหลาย แต่ต้องมาจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วถูกต้อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;สสส.ขับเคลื่อนเรื่องพฤติกรรมนำไปสู่สุขภาพที่ดี ผลกระทบจากการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่ถูกต้องในสื่อ ทั้งสื่อหลักและโซเชียลมีเดียเกิดผลกระทบโดยตรง ซึ่งประเด็นสุขภาพติด1 ใน 3 ของข่าวลวงสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชน เช่น กินยานี้แล้วจะหายจากโรคทั้งที่ไม่เป็นจริง อาการป่วยจะหายเมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเท่านั้น เลิกบุหรี่ หยุดดื่มเหล้า การที่องค์กร 8 แห่งผนึกกำลังต้านข่าวลวงอาจไม่ได้ระงับข่าวลวงให้หมดไป แต่จะลดปริมาณข่าวลวงให้น้อยที่สุดทุกวันนี้ คนทุกช่วงวัยโดยเฉพาะเด็กใช้เวลากับโซเชียลมาก นอกจากผู้ผลิตสื่อร่วมมือระงับข่าวลวงผลิตเนื้อหาที่สร้างสรรค์แล้ว พ่อแม่ต้องปฏิบัติตัวเป็นต้นแบบ มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกๆ รวมถึงมีมาตรการใช้ป้องกันในบ้าน ถัดมาโรงเรียนมีการเรียนการสอนเรื่องการรับข้อมูลข่าวสารสำหรับข้อเสนอจากเวทีประชุมนานาชาติต้านข่าวลวงที่จะเกิดขึ้น เครือข่ายผลักดันสู่ระดับนโยบายต่อไป&amp;rdquo; ดร.ไพโรจน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ข่าวลวงข่าวปลอมเป็นปัญหาสากล วสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า&amp;nbsp; ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกออนไลน์เกิดผู้ส่งสารจำนวนมากทุกคนผลิตสื่อได้เอง ต่างจากอดีตมีสื่อมวลชนอาชีพเป็นคนผลิตสื่อและคัดกรองข่าวที่นำเสนอจากสภาพการณ์นี้ทำให้บางข้อมูลขาดการตรวจสอบและมีการเผยแพร่ข่าวลวงในวงกว้าง นำมาสู่การลงนามประกาศปฏิญญาเสริมพลังขับเคลื่อนต่อต้านข่าวลวงดังกล่าวเพื่อสนับสนุนและพัฒนาให้เกิดการศึกษาวิจัยและสร้างองค์ความรู้ต้านข่าวลวง รวมถึงสร้างกลไกการรับมือก่อนเชื่อและแชร์ข้อมูลออกไป อีกทั้งเสริมพลังสนับสนุนการทำงานของภาคีเครือข่ายร่วมสร้างนิเวศสื่อที่ดีเพื่อส่งเสริมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ หัวหน้าภาควิชาสารสนเทศคณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทั่วโลกตระหนักปัญหาข่าวลวงหลายประเทศมีการกำกับดูแลสื่อและออกแนวทางปฏิบัติการรายงานข่าวและลดการเสนอข่าวลวงในโลกดิจิทัล ไม่ว่าจะฝีมือมนุษย์หรือหุ่นยนต์ เพราะมีการแพร่กระจายรวดเร็ว งานวิจัยพบว่าข่าวลวงไม่มีวันตายแม้แชร์ลดลง แต่ความเป็นดิจิทัลมีสิทธิ์ที่ข่าวจะถูกนำเสนออีกเมื่อใดก็ได้ ผลวิจัยนี้ยังชี้ผู้มีหน้าที่ยับยั้งข่าวลวงคือสื่อหลักที่มีความน่าเชื่อถือและมีความเป็นมืออาชีพนำมาสู่การลงนามปฏิญญาต้านข่าวลวง ซึ่งการกำกับดูแลสื่อยุคโลกไร้พรมแดนมีต้นแบบที่ดีในไต้หวัน มีการร่วมมือระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ นักวิชาการราชการออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่าง ไลน์ เฟซบุ๊ก เพื่อไม่ให้เป็นช่องทางกระจายข่าวลวง ซึ่งไต้หวันโมเดลเป็นแนวทางมาแลกเปลี่ยนในการประชุมไทยจะปรับใช้กับสื่อไทยในยุคนี้อย่างไร ในทัศนะไม่คิดว่าการกำกับดูแลด้วยกฎหมายหรือให้นโยบายจากบนลงล่างจะทำให้ปัญหาข่าวลวงหายไปจากสังคมไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เดินหน้าช่วยสังคมตรวจสอบข่าวลวงโลกออนไลน์ ก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า สื่อในปัจจุบันต้องคำนึงถึงจริยธรรมและความถูกต้อง มีบทบาทคัดกรองข่าวที่น่าเชื่อถือ ก่อนหน้านี้สมาคมฯ ร่วมกับภาคีเริ่มโครงการชัวร์แล้วแชร์ได้เนื่องจากบางครั้งสื่อหลักก็ตกเป็นเหยื่อนำเนื้อหาจากสื่อออนไลน์ไปแตกขยายประเด็นทุกวันนี้ ข่าวเกิดขึ้นทุกวินาที การผลิตข่าวลวงมาจากความจงใจของกลุ่มคนที่ต้องการหาเงินขายโฆษณาจากยอดวิวปัญหานี้จะแก้ไขได้ต้องทำทั้งองคาพยพ ตั้งแต่ผู้ปล่อยสาร ผู้รับสารที่กลายเป็นผู้ปล่อยสาร ฉะนั้นต้องรู้เท่าทัน ที่น่าห่วงกลุ่มวัยเด็กที่มีพฤติกรรมบริโภคข่าวผ่านสื่อเฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูบ ไม่รู้เป็นเรื่องหลอกลวงจะถูกหลอกให้แชร์และกระจายข้อมูลการสร้างภูมิคุ้มกันต้องทำกับกลุ่มที่เพิ่งเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตด้วย การต้านข่าวลวงจึงต้องทำงานทุกระดับ ทั้งในระดับครอบครัว สังคม ชุมชนจังหวัด และประเทศชาติ.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43766</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ข่าวลวง, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190819/image_big_5d5a6455bca8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 22:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน”ข่าวลวง”เป็นหายนะที่ต้องร่วมป้องกัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วงเสวนาผลกระทบและการต้ังรับ&amp;rdquo;Fake News&amp;rdquo;ข่าวลวงหรือข่าวปลอม &amp;ldquo;สื่ออาเซียน&amp;rdquo;ประนามเป็นหายนะ ที่ต้องร่วมกันป้องกันและให้ความรู้แก่สื่อมวลชน รวมทั้งผู้บริโภค เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนำไปเผยแพร่ข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 20 ส.ค.เวลา 09.00 น. สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์&amp;nbsp;ร่วมกับ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย และสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ได้ร่วมจัดงานเสวนาระดับภูมิภาคในหัวข้อ &amp;ldquo;The Rise of Fake News and How to Handle It&amp;rdquo; ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยเชิญวิทยากรจากประเทศในอาเซียนรวมทั้งจีนและอินเดียมาร่วมแลกเปลี่ยนปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบและการตั้งรับข่าวปลอมหรือข่าวลวง(Fake News) ที่สร้างความป่ันป่วนและความเสียหายทั่วโลก รวมทั้งในภูมิอาเซียนและเอเชีย มีตัวแทนองค์กรสื่อมวลชนในอาเซียน และในประเทศไทย รวมทั้งสื่อมวลชนไทย เข้าร่วมฟังการเสวนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตัวแทนองค์กรสื่อประเทศต่างๆ ได้กล่าวถึงผลกระทบของข่าวลวงที่สร้างผลกระทบแตกต่างกันทางการเมืองการปกครอง และความเจริญของเทคโนโลยี ดังนั้นสื่อกระแสหลักต้องตรวจสอบอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง จะทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาจากผู้บริโภคสื่อ ขณะที่บางประเทศป้องกันโดยลงไปให้ความรู้แก่นักเรียน และสื่อมวลชนโดยตรง เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข่าวลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายก้าวโรจน์ สุดาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า การจัดเสวนาระดับภูมิภาคครั้งนี้ เพื่อระดมความรู้และวิธีการตั้งลับข่าวลวง ไม่ให้สร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคสื่อ สำหรับประเทศไทยทางสมาคมฯได้พยายามสร้างเครือข่ายในการตรวจสอบข่าวลวงก่อนเผยแพร่ &amp;nbsp;ถือเป็นการป้องกันในระดับหนึ่งสำหรับสื่อกระแสหลัก ส่วนสื่อโซเชี่ยลคงต้องให้ความรู้กันต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน กล่าวว่า องค์กรสื่อในอาเซียนและในประเทศไทยต้องให้ความสำคัญเรื่องข่าวลวง และร่วมกันให้ความรู้และป้องกัน ไม่เผยแพร่ให้เกิดความเสียหายหรือแตกตื่นเข้าใจผิด ฟังตัวแทนสื่อมาเลเซียเล่าว่าช่วงการเลือกตั้งในมาเลเซียที่ผ่านมา มีการปลอมเว็บไซต์และเพจข่าวเพื่อเสนอข่าวลวง จึงเป็นเรื่องที่สื่อในประเทศไทยต้องให้ความสำคัญและระมัดระวัง เตรียมตัวรับมือในช่วงการเลือกตั้งที่จะมาถึงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวสรุปในช่วงประชุมโต๊ะกลมหัวข้อ &amp;ldquo;ความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ และการให้การศึกษาแก่สังคม&amp;rdquo; ว่า ปัญหาข่าวลวง ข่าวหลอกนั้นถือเป็นหนึ่งในหายนะของมวลมนุษยชาติ ซึ่งการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง อันเป็นผลมาจากพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี ตนมองว่าไม่สามารถที่จะแก้ไขโดยทำให้หายไปทั้งหมดได้ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ 3 ส่วนคือ เป็นเรื่องของอำนาจ เรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเรื่องความสนุก สนานส่วนบุคคล อย่างไรก็ตามปัญหานี้สามารถบรรเทาความรุนแรงลงได้ การเสวนาในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะได้มีการแสวงหาความร่วมมือระดับภูมิภาค เพราะปัญหานี้ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้เองลำพังได้ ขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีความรู้เท่าทันสื่อด้วยกันเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ &amp;ldquo;สื่อมวลชนจะต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน องค์กรสื่อต้องมีการให้การศึกษา พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะใช้เป็นข้ออ้างในการควบคุมสื่อได้&amp;rdquo; นายปราเมศกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเสวนาครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (เอสซีจี) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) และบริษัทบีซีพีจี จำกัด (มหาชน).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15823</URL_LINK>
                <HASHTAG>(Fake News), ก้าวโรจน์ สุดาภักดี, ข่าวปลอม, ข่าวลวง, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP), สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7ade75398b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รัฐบาล&#039;โต้ข่าวลวงยันยังไม่มีนโยบาบปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น8%วอนสังคมอย่าตระหนก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25พ.ค.61-พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อความและภาพระบุ &amp;ldquo;ประยุทธ์ขอประชาชนจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8% ถ้าไม่ขึ้นประเทศจะล้มละลาย&amp;rdquo;ว่า ข้อความและภาพดังกล่าวเป็นเรื่องเก่าเมื่อเดือน มี.ค. 60 ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่ได้เป็นเจตนารมณ์ของนายกฯ แต่เป็นการตีความที่คลาดเคลื่อน พร้อมทั้งยืนยันด้วยว่าไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อกังวลว่า รัฐบาลจะปรับขึ้นภาษี VAT 9% (รวมภาษีท้องถิ่นอีก 1% อัตรารวมคือ 10%) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.61 ตามที่ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 ต.ค.60 โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นภาษี VAT ตามที่ระบุไว้กฎหมาย โดยยังคงไว้ที่อัตรา 7% เพราะไม่อยากผลักภาระให้ประชาชนเดือดร้อน จึงไม่อยากให้สังคมตื่นตระหนกและหลงเชื่อ หรือนำไปวิพากษ์วิจารณ์จนเกิดความสับสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; โดยหลักการแล้วรัฐบาลจะต้องขึ้นภาษี VAT อีก 3% เป็น 10% เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติประมวลรัษฎากร แต่รัฐบาลได้ออกกฎหมายลดอัตราภาษี VAT โดยให้จัดเก็บจริงที่ 7% &amp;nbsp;ซึ่งเป็นอัตราคงที่ต่อเนื่องกันมาทุกปี&amp;quot;พล.ท.สรรเสริญ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9965</URL_LINK>
                <HASHTAG>vat9%, ขึ้นภาษีVAT, ข่าวลวง, พล.ท.สรรเสริญ  แก้วกำเนิด, ภาษีมูลค่าเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac6f0608d04a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2018 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบบนี้ก็มีด้วย!ลือสนั่นหนุ่มใหญ่ถูกหวย60ล้านแจกเงิน ชาวบ้านแห่เต็มวัดพระธาตุพนมสุดท้ายข่าวลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20&amp;nbsp;มี.ค.61- &amp;nbsp;บริเวณหน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นต้นมา มีข่าวลือจากปากต่อปาก และในสื่อโซเซียลลือกระหน่ำว่า นายธรรมวัฒน์ แพรทอง หนุ่มใหญ่ทำงานอยู่สรรพกรเขตบึงกุ่ม กทม. โดยพื้นเพเป็นชาว อ.ธาตุพนม &amp;nbsp;หลังถูกบุญหล่นทับถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา เลข 218559 จำนวน 10 ใบ รับเงินก้อนโตถึง 60 ล้านบาท จะมาเดินทางแจกเงินให้ชาวบ้านคนละ 2,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวงอ้างว่ามีงบอยู่ 3 ล้านบาท ทำให้ชาวบ้านเกือบทั้งอำเภอแห่แหนมารอเต็มลานหน้าวัดพระธาตุพนมฯ บางคนโทรศัพท์บอกให้ญาติขนพี่น้องมานั่งรอ ไม่เว้นแม้คนเฒ่าคนแก่อายุร่วมร้อยปี พอทราบข่าวก็วานให้ลูกหลานพามารอรับแจกเงินจากเศรษฐีใหม่ รวมทั้งคนพิการที่ลุกเดินเหินไม่ได้ก็อยากจะมา ทำให้บริเวณลานพระธาตุพนมตรงทางเข้าไปกราบนมัสการเนืองแน่นไปด้วยผู้คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ธาตุพนม ก็มาสังเกตการณ์รอบบริเวณวัด เกรงจะเป็นข่าวลวง เพราะโดยปกติหากจะมีคนมาแจกสิ่งของจะต้องขอความร่วมมือจากตำรวจ ช่วยอำนวยความสะดวกเสมอ ครั้งนี้เกิดการกระพือข่าวจนผู้คนแตกตื่น ลูกเล็กเด็กแดงที่กำลังเรียนหนังสือผู้ปกครองยังไปดึงตัวมารอรับแจกเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งเวลา 15.00 น. ยังไม่มีวี่แววของนายธรรมวัฒน์มาปรากฏตัว ชาวบ้านเริ่มไม่แน่ใจว่าจะแจกจริงหรือไม่ บางคนทนร้อนไม่ไหวก็โบกมือลา คนแก่ที่ลูกหลานพยุงมาก็มีอาการจะเป็นลม จนต้องมีการปฐมพยาบาลก่อนจะพาตัวกลับบ้าน สุดท้ายชาวบ้านต่างทยอยกันกลับด้วยความว่างเปล่า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5410</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวลวง, ข่าวลือ, หนุ่มใหญ่ถูกหวย60ล้าน, หน้าวัดพระธาตุพนม, แจกเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180320/image_big_5ab0c6d553f36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
