<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2020 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถหรู พร้อมจัดแคมเปญ “Star Phenomenon” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2563 ย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์หรูเมืองไทยต่อเนื่องด้วยยอดขายของรถยนต์ Mercedes-AMG และรถยนต์ EQ Power ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และยอดขายรวมในเดือนมิถุนายนก็เติบโตขึ้นเหนือกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนความต้องการใช้รถของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้นหลังเกิดวิกฤติโควิด และชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับของตลาดรถยนต์ในไตรมาสที่ 3 และในช่วงครึ่งปีหลัง และเพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงจัดแคมเปญ &amp;ldquo;Star Phenomenon&amp;rdquo; แคมเปญการตลาดที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันที่โชว์รูมและศูนย์บริการของผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วประเทศ กับข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0.99% นาน 48 เดือน สำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 10-31 กรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ส่งมอบรถยนต์ทุกรุ่นทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ให้กับลูกค้าทั่วโลกไปแล้วเป็นจำนวน 1,071,136 คัน ในภาพรวมนับว่าเป็นตัวเลขที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนเนื่องจากวิกฤติโควิดที่กระทบกับตลาดรถยนต์ทั่วโลก ทว่าในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ยอดขายโดยรวมในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ในประเทศจีนเติบโตขึ้นถึง 21.6% ชี้ให้เห็นแนวโน้มว่าผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้นมีความพร้อมที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สำหรับในตลาดไทย รถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG สามารถทำยอดขายในไตรมาสที่ 1 ได้เพิ่มขึ้นถึง 54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และทำยอดขายรวมในครึ่งปีแรกเติบโตขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนรถยนต์ EQ Power หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์มีสัดส่วนของยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 31% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 63 รถยนต์รุ่น G-Class ยังทำยอดขายเพิ่มขึ้นสูงถึง 225% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะที่ยอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในเดือนมิถุนายนก็เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ ชี้ให้เห็นแนวโน้มในทางบวกของตลาดรถยนต์ไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่งเปิดตัวโครงการ &amp;ldquo;Charge to Change&amp;rdquo; อย่างเป็นทางการ เพื่อชวนผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทั่วประเทศหันมาชาร์จไฟฟ้าเพื่อลดปัญหา PM 2.5 และร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมและสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นให้คนไทย โครงการนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างอบอุ่น ซึ่งเราต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้ความสนใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ออกไปยังผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ประกอบกับการที่เพจ Mercedes-Benz Thailand ในเฟซบุ๊คก้าวสู่การมีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน รวมถึงการทำวิดีโอแนะนำผลิตภัณฑ์ 10 รุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมด้วยยอดวิวรวมกว่า 615,000 วิว ทั้งหมดนี้จึงทำให้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายที่เติบโตขึ้นในทิศทางที่เป็นบวกแม้ทุกคนยังต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ด้วยนโยบายของทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี เยอรมนี ที่ต้องการให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องของสุขอนามัยและความปลอดภัยทั้งของพนักงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ พันธมิตร และลูกค้าของเราทั่วโลกในช่วงเวลาของการระบาดของไวรัสโควิด จึงเป็นที่มาให้เราตัดสินใจไม่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ในปีนี้ ทว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นการเติบโตของตลาดรถยนต์หรูต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 พร้อมทั้งมอบข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้าในช่วงเวลาเดียวกันกับงานมอเตอร์โชว์ เราจึงนำเสนอแคมเปญพิเศษที่ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;Star Phenomenon&amp;rdquo; พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยสำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้ง 36 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แคมเปญ &amp;ldquo;Star Phenomenon&amp;rdquo; ของเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0.99% สำหรับเงินดาวน์ขั้นต่ำ 25% นาน 48 เดือนสำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10-31 กรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71210</URL_LINK>
                <HASHTAG>Star Phenomenon, ข่าวรถ, ข่าวใหม่, นรินทร โชติภิรมย์กุล, ยานยนต์ไทยโพสต์, เมอร์เซเดส-เบนซ์, โรลันด์ โฟล์เกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0ad22e3789d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ Z Edition รุ่นปรับปรุงใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt;&quot;&gt;บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ  ปรับปรุงใหม่ปี 2562 ในรุ่นสมาร์ทแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ กับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ที่มีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt;&quot;&gt;บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2562 เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ทั้งในรุ่นสมาร์ทแค็บและดับเบิ้ลแค็บ ภายใต้ชื่อ ไฮลักซ์ รีโว่  Z Edition (แซดอิดิชั่น) โดย &amp;ldquo; Z &amp;rdquo; มีที่มาจากแนวทางในการแต่งรถ ซึ่งเป็นที่นิยมเรียกกันว่า แต่งแซ้ป หรือแต่งซิ่ง โดยได้รับการพัฒนาให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโดดเด่น เร้าใจ ด้วยกันชนและกระจังหน้าดีไซน์ใหม่  ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยไฟตัดหมอกหน้า แต่ยังคงไว้ซึ่งความแรงและประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม ให้ความคุ้มค่าในทุกรูปแบบของการใช้งาน พร้อมกันนี้ขอแนะนำ  พรีเซนเตอร์คนใหม่ของไฮลักซ์ รีโว่ Z Edition &amp;ldquo; ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ &amp;rdquo; ที่มีความโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งตรงกับแนวคิดของรถและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ไฮลักซ์ รีโว่ Z Edition มีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ  เพื่อให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน ที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของการใช้งานเชิงพาณิชย์ และการใช้งานส่วนบุคคล นอกจากนั้น ไฮลักซ์ รีโว่ Z Edition ยังได้รับการปรับปรุงอุปกรณ์มาตรฐานในแต่ละรุ่น แต่ยังคงไว้ซึ่งราคาที่คุ้มค่าและจับต้องได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;พร้อมเป็นเจ้าของ ลไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ Z Edition รุ่นสมาร์ทแค็บ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ  2.4J Plus เกียร์ธรรมดา  599,000 บาท 2.4E เกียร์ธรรมดา 690,000 บาท 2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ 699,000 บาท รุ่นดับเบิ้ลแค็บ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ 2.4J Plus เกียร์ธรรมดา   690,000 บาท 2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ  740,000 บาท 2.4E เกียร์ธรรมดา   784,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31130</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ข่าวใหม่, ทดลองขับ, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถใหม่, รีวิว, ลไฮลักซ์ รีโว่, โตโยต้า, โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่, ไทยโพสต์., ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c873f864bbc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดูคาติขับเคลื่อนความสุขสู่สังคม กับทริป Desmo Ride 2019</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;ดูคาติไทยแลนด์ ในเครือชาริช โฮลดิ้ง รวมเหล่าไบค์เกอร์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ขับเคลื่อนขบวนดูคาติรวมโฉมรถดูคาติทุกสไตล์และสุดยอดซูเปอร์ไบค์อย่าง Ducati 1299 Superleggera (ดูคาติ 1299 ซุปเปอร์เลกเจร่า) สัมผัสประสบการณ์แห่งความประทับใจ รับความสุขและแบ่งปันความสุขให้แก่สังคม บนเส้นทางกรุงเทพฯ-เขาค้อ กว่า 1,200 กม. ในทริป Desmo Ride 2019 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด เปิดเผยว่า &amp;nbsp;Desmo Ride 2019 ครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างดี เป็นการรวมกลุ่มคอมมิวนิตี้แฟนพันธุ์แท้ดูคาติจากทั่วประเทศ มาร่วมขี่รถจากกรุงเทพฯ ขึ้นเขาค้อบนเส้นทางอันท้าทายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของที่พักที่ขึ้นชื่อว่ามีทิวทัศน์สวยงามและอากาศสดชื่นบริสุทธิ์บนเขาค้ออย่าง อิมพีเรียล ภูแก้ว ฮิลล์ รีสอร์ท พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมงานดูคาติไทยแลนด์ ซึ่งลูกค้าต่างประทับใจในเส้นทางและประสบการณ์แบบพรีเมียมที่ได้ไปสัมผัส เรามีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างความสุขความประทับใจให้แก่ลูกค้า และผมเชื่อว่าลูกค้าก็มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมแบ่งปันความสุขส่งต่อให้สังคม โดยผู้ร่วมทริป Desmo Ride 2019 ได้ร่วมทำกิจกรรม CSR กับดูคาติไทยแลนด์ และมูลนิธิปันสุข ของชาริช โฮลดิ้ง ด้วยการนำอุปกรณ์พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ของเล่น ขนม นม น้ำดื่ม ไปมอบให้แก่น้องๆ รวมถึงการมอบเงินบริจาคให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จำนวน 106,000 บาท โดยมีน้องๆ ต่างมารอต้อนรับขบวนไบค์เกอร์ดูคาติด้วยการแต่งกายชุดพื้นเมืองชาวเขาพร้อมรอยยิ้มที่สดใส ทั้งนี้ อบต.เข็กน้อยจะดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งหมด 7 ศูนย์ โดยมีน้องๆ อายุตั้งแต่ 3-4 ปี จำนวน 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;สำหรับบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของการรวมตัวสาวกดูคาทิสต้ากว่า 50 คันที่มาพร้อมรถดูคาติหลากหลายรุ่น ทั้ง Monster , Multistrada , Diavel , Panigale , Scrambler &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีสุดยอดนวัตกรรมแห่งรถสปอร์ตสายพันธุ์อิตาเลียนที่ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากที่สุดในโลกอย่าง Ducati 1299 Superleggera ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 5 คันในประเทศไทย จากการผลิตเพียง 500 คันทั่วโลกมาร่วมทริป Desmo Ride 2019 ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันไป แต่ทุกรุ่นยังคงจุดเด่นทางด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีของรถดูคาติ ช่วยเพิ่มความสนุกและความมั่นใจในทุกเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางบนภูเขาที่มีโค้งคดเคี้ยวสูงชัน โดยมีทีมงานดูคาติ ทีมงานมาร์แชล รถตำรวจ รถเซอร์วิสและรถพยาบาลคอยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอดทริป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28053</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวยานยนต์, ข่าวรถ, ข่าวใหม่, ดูคาติ, ไทยโพสต์.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c53c72d4b4b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟอร์ด ฉลองยอดการผลิตรถมัสแตงครบ 10 ล้านคัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ฟอร์ดฉลองยอดการผลิตฟอร์ด มัสแตงครบ 10 ล้านคัน โดยฟอร์ด มัสแตงเป็นรถสปอร์ตรุ่นที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา และยังเป็นรถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในโลกติดต่อกันถึงสามปีซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ฟอร์ด มัสแตงคันที่ 10 ล้าน เป็นรุ่นจีที เปิดประทุนปี 2019 สีขาววิมเบิลดัน ไวท์ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด เครื่องยนต์ V8 ขุมพลัง 460 แรงม้า มาพร้อมเทคโนโลยีเหนือชั้น และเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะใหม่ล่าสุด ผลิตที่โรงงานแฟลตร็อค รัฐมิชิแกน โดยฟอร์ด มัสแตง คันที่ 10 ล้าน เป็นสีและรุ่นเดียวกับฟอร์ด มัสแตง คันแรกที่มีซีเรียลนัมเบอร์ (VIN 001) ซึ่งผลิตในปี 1964 เครื่องยนต์ V8 พลัง 164 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 3 สปีด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;จิม ฟาร์ลีย์ ประธานฝ่ายตลาดโลก ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เปิดเผยว่า ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นฟอร์ด มัสแตงโลดแล่นบนถนน ไม่ว่าจะในดีทรอยต์ กรุงลอนดอน หรือปักกิ่ง ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่ผมซื้อรถคันแรกในปี 2510 เป็นฟอร์ด มัสแตงสองประตู ขับไปทั่วประเทศสมัยเป็นวัยรุ่น ฟอร์ด มัสแตงคือรถที่ขับไปไหน ไม่ว่าใครเห็น ก็ต้องยิ้ม ตลอดระยะเวลาการผลิต 54 ปี ฟอร์ด มัสแตงมีฐานการผลิตที่เมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองเมทัชเชน รัฐนิวเจอร์ซีย์ และเมืองเดียร์บอร์น มิชิแกน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตแห่งแรก โดยฟอร์ดเริ่มจำหน่ายฟอร์ด มัสแตง นอกสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในปี 2558 ในปัจจุบัน ฟอร์ด มัสแตง มีจำหน่ายใน 140 ประเทศทั่วโลก ทั้งในตลาดหลักในเอเชีย แปซิฟิก เช่น ประเทศจีน ออสเตรเลีย อินเดีย และฟิลิปปินส์ จนกลายเป็นรถในดวงใจของเหล่าผู้ที่ชื่นชอบนับหมื่นคน ส่วนในประเทศไทย พบฟอร์ด มัสแตง ได้เร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;(เรื่อง : นรินทร โชติภิรมย์กุล)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16790</URL_LINK>
                <HASHTAG>motoring, thaipost, ข่าวรถ, ข่าวใหม่, ฟอร์ด, ฟอร์ด มัสแตง, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถใหม่, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e121984b86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต GT4 Clubsport รถแข่งต้นแบบสำหรับทางวิบาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ปอร์เช่พัฒนารถสปอร์ตสายพันธุ์ล่าสุดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลงสนามทดสอบในรายการแรลลี่สุดทรหด ADAC Rallye Deutschland ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา: รถต้นแบบคันพิเศษมีชื่ออย่างเป็น ทางการว่า ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต พร้อมแล้วสำหรับการตะลุย เส้นทางทุรกันดาร โดยปอร์เช่ต้องการใช้รถต้นแบบคันนี้เพื่อเป็นแนวทาง ในการสร้างสรรค์รถแข่งระดับ FIA R-GT ซึ่งมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถสปอร์ตทางเรียบรุ่น GT จากสายการผลิตปกติมากที่สุด รถแข่งต้นแบบคันนี้จะถูกทดสอบ ภายใต้สภาวะของการแข่งขันจริงทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาและสามารถพัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งกลายเป็นรถแข่งแรลลี่สำหรับรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้รักการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตสไตล์วิบากในลำดับต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;นักแข่งรถยนต์สังกัดทีมโรงงานปอร์เช่ ผู้รับบทบาทหน้าที่ในการขับรถทดสอบ คือ Romain Dumas (ชาวฝรั่งเศส) หนึ่งในนักแข่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีทักษะการขับขี่ยอดเยี่ยมและครบเครื่องที่สุดในโลกของกีฬาความเร็วระดับสากล ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีในชีวิตนักแข่งเจ้าของตำแหน่งชนะเลิศรายการ Le Mans เขาลงแข่งขันแรลลี่มาแล้วทั่วทุกมุม โลกด้วยทีมแข่งของตนเอง นอกจากนี้ Dumas ยังเคยได้รับชัยชนะในรายการแข่งรถขับขึ้นเขาระดับตำนาน Pikes Peak ถึง 4 สมัย และเป็นเจ้าของสถิติเวลาเร็วที่สุดอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น Richard Lietz (ชาวออสเตรีย) และ Timo Bernhard (ชาวเยอรมัน) ซึ่งเป็นนักแข่งสังกัดโรงงานปอร์เช่และมีประสบการณ์ในการแข่งขันแรลลี่มาแล้วทั้งคู่ ยังได้ร่วมเป็นนักขับ ในโครงการพัฒนารถแข่งต้นแบบ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Cayman GT4 Clubsport) เช่นเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลงสนามแข่งขันในรายการระดับ clubsport หลากหลายรายการทั่วโลก นับตั้งแต่ฤดูกาล 2016 เป็นต้นมา รถคันนี้ได้รับการติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบนอนวางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง ขนาดความจุ 3.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดถึง 385 แรงม้า (283 กิโลวัตต์) พร้อมถ่ายทอดพละกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ PDK ควบคุมการเปลี่ยนจังหวะได้ตาม ต้องการด้วย shift paddles บนพวงมาลัย สำหรับการแข่งขันแรลลี่ทางวิบาก รถคันนี้ได้รับการติดตั้งแผ่นโลหะปิดใต้ท้อง เพิ่มเติม รวมทั้งเสริมวัสดุโฟมสังเคราะห์ดูดซับแรงกระแทก เพื่อป้องกันความเสียหายภายในแผงประตูลักษณะเดียวกัน กับรถแข่งรายการแรลลี่ WRC &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;Dr. Frank-Steffen Walliser รองประธานกรรมการผู้รับผิดชอบส่วนงานมอเตอร์ สปอร์ตและรถยนต์รุ่น GT ของปอร์เช่ เปิดเผยว่า ผมขอเชิญนักแข่งทุกท่านและเจ้าของทีมแข่งทุกทีมที่มีความ สนใจในโครงการของเรา เข้ามาเยี่ยมชม service park และร่วมสัมผัสรถแข่งแรลลี่ต้นแบบของเราคันนี้อย่างใกล้ชิด ทุกความคิดเห็นและเสียงตอบรับมีความหมายต่อการพัฒนาในอนาคต และถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายใน สิ้นปีนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงมือเดินหน้าพัฒนาโครงการรถแข่งแรลลี่ระดับมาตรฐานโดยสร้างขึ้นจากยนตกรรมปอร์เช่รุ่นอื่นที่กำลังจะตามมาในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16787</URL_LINK>
                <HASHTAG>Cayman GT4 Clubsport, Dr. Frank-Steffen Walliser, motoring, Motorsport, ข่าวรถ, ข่าวใหม่, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต, ปอร์เช่., ยานยนต์ไทยโพสต์, รถยนต์, รีวิว, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e105559638.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บ๊อชแนะให้เปลี่ยนไส้กรองอากาศช่วยทำให้อากาศสะอาดขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการจราจรที่ติดขัดและมลภาวะเป็นพิษในประเทศไทย นั้นเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารหลีกเลียงไม่ได้เลยที่จะต้องเผชิญกับมลพิษบนท้องถนน บ๊อช บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก ใส่ใจในสุขภาพของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร แนะนำถึงการใช้ไส้กรองอากาศที่มีคุณภาพ และควรจะทำการเปลี่ยนทุกๆ 15,000 กิโลเมตร หรือปีละครั้ง หรือเมื่อพบว่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในห้องโดยสาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;องค์กรรณรงค์อิสระระดับโลกที่ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม ปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมสันติภาพหรือ กรีนพีซ เผยถึงคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2561 เข้าสู่ระดับที่ย่ำแย่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารต้องเผชิญขณะอยู่บนท้องถนน และจากการประเมินสภาพจราจรทั่วโลก หรือ Global Traffic Scorecard ปี 2560 ของ NRIX ชี้ให้เห็นว่าผู้ขับขี่ในกรุงเทพฯ นั้นใช้เวลาอยู่กับการจราจรที่ติดขัดมากถึง 64.1 ชั่วโมง ในปี 2559 นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังติดอยู่ในอันดับที่ 12 ของประเทศที่แออัดที่สุดในโลก&amp;ldquo;การเปลี่ยนไส้กรองอากาศเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่มักจะมองข้าม ซึ่งจะต่างจากแบตเตอรี่รถยนต์ที่หากผู้ขับขี่ไม่ได้ทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของรถอย่างชัดเจน แต่การที่รถยนต์มีไส้กรองอากาศไม่สะอาดหรือเสื่อมคุณภาพจะทำให้อากาศเสียภายในรถเพิ่มขึ้นได้ถึงหกเท่าเนื่องจากมลพิษที่เข้าไปในห้องโดยสารจะไหลเวียนอยู่ภายในรถตลอดเวลา ทำให้ผู้โดยสารหายใจเอาอากาศที่ไม่บริสุทธิ์เข้าไป&amp;rdquo; นายกุลธัช บุญบงการ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายอะไหล่รถยนต์ บ๊อช ประเทศไทยกล่าว &amp;ldquo;มลพิษระดับ PM 2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาด 2. 5 ไมครอน หรือเล็กกว่า เป็นอันตรายต่อสุขภาพเนื่องจากฝุ่นละอองมลพิษเหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ บ๊อชสนับสนุนให้ผู้ขับขี่หันมาใส่ใจในสุขภาพของคุณและคนที่คุณรัก โดยการเลือกไส้กรองอากาศที่มีคุณภาพที่สามารถป้องกันไม่ให้มลพิษเหล่านี้เข้าสู่ภายในรถยนต์ได้ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนไส้กรองอากาศอย่างสม่ำเสมอเพื่อประสิทธิภาพในการกรองอากาศที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รถยนต์โดยทั่วไปมีไส้กรองอากาศติดตั้งมากับตัวรถยนต์นั่นก็เพื่อทำการดักและป้องกันมลพิษขนาดเล็กที่สามารถเข้ามาสู่ภายในห้องโดยสารได้ แต่ไส้กรองอากาศก็มีความแตกต่างทั้งในแง่ของคุณภาพและความหนาแน่นของเส้นใยกระดาษไส้กรองซึ่ง สิ่งเหล่านี้เองเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของไส้กรองอากาศและการดักจับมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีค่าระดับ PM2.5 หรือสูงเกินค่ามาตรฐานเมื่อเวลาผ่านไปไส้กรองอากาศจะเกิดการอุดตันของฝุ่นที่เกิดจากการรวมตัวของมลพิษและจำเป็นต้องทำการเปลี่ยนไส้กรอง เพราะไส้กรองอากาศที่อุดตันจะขัดขวางการไหลเวียนของอากาศที่จะเข้าไปในห้องโดยสาร ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ระบบทำความเย็นภายในห้องโดยสารทำงานหนักขึ้นเพื่อทำให้อากาศภายในรถเย็นลง ซึ่งจะใช้พลังงานและเชื้อเพลิงเกินกว่าที่จำเป็น และที่แย่ไปกว่านั้นคือมลพิษสามารถแทรกผ่านไส้กรองอากาศที่อุดตันสู่ห้องโดยสารได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของไส้กรองอากาศทั้งสิ้น บ๊อชแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าผู้ขับขี่ไม่ควรที่จะทำการดูดฝุ่นไส้กรองหรือใช้งานไส้กรองอากาศที่อุดตันเพราะการทำเช่นนั้นจะไม่สามารถกำจัดฝุ่นมลพิษออกจากแผ่นกรองได้อย่างสิ้นเชิง และอาจจะเป็นการลดทอนประสิทธิภาพของการดักจับสิ่งมลพิษต่างๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บ๊อช นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ไส้กรองอากาศคาร์บอนที่หลากหลายสำหรับตลาดในประเทศไทย ไส้กรองอากาศเหล่านี้สามารถดักจับอนุภาคที่มีขนาดเล็กเท่ากับ 0.3 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าความหนาเส้นผมของมนุษย์ถึง 300 เท่า รวมทั้งละอองเกสร ฝุ่นละอองบนท้องถนน ควันไอเสีย และแบคทีเรีย นอกจากนี้ชั้นถ่านกัมมันต์ของไส้กรองอากาศยังช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์และก๊าซที่เป็นอันตรายจากอากาศที่ผ่านเข้ามาภายในห้องโดยสารได้อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15764</URL_LINK>
                <HASHTAG>cars, motoring, thaipost, ข่าวยานยนต์, ข่าวรถ, ข่าวใหม่, บ๊อซ, ยานยนต์ไทยโพสต์, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a48cfea41b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 01:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 01:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟอร์ด พาสื่อมวลชนพิสูจน์ขุมพลัง “เรนเจอร์ใหม่”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ ฟอร์ด เรนเจอร์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว มาวันนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมต่อเนื่อง พาสื่อมวลชนร่วมพิสูจน์สมรรถนะ &amp;ldquo;เรนเจอร์ ใหม่&amp;rdquo; บนเส้นทาง เชียงราย-เชียงของ-เชียงราย รวมระยะทางราว 368 กิโลเมตร บนเส้นทางเรียบและออฟโรด พร้อมทางขึ้นลงเขาและโค้งตลอดเส้นทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัยกับเครื่องยนต์ขุมพลังใหม่ ที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มการเดินทางด้วยการบรีฟเส้นทางและข้อมูลผลิตภัณฑ์และการทำงานของฟีเจอร์ใน &amp;ldquo;ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่&amp;rdquo; และสรุปโปรแกรมการเดินทางตลอดระยะทาง 368 กิโลเมตร เพื่อสัมผัสขุมพลังขั้นสูง สมรรถนะที่เหนือกว่า เทคโนโลยีที่เหนือชั้น และดีไซน์อันโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ &amp;ldquo;ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่&amp;rdquo; จากนั้นขับออกไปยังแม่จัน บนเส้นทางไฮเวย์ เพื่อทดสอบอัตราเร่งและสมรรถนะของเครื่องยนต์ใหม่และเกียร์ใหม่ ของฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นไวล์ดแทรค และรุ่นใหม่ลิมิเต็ด ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่มอบกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร หลังจากเดินทางจากแม่จัน บนเส้นทางไฮเวย์ ก็มาถึงไร่พีบี วัลเล่ย์ โดยที่นี่ให้ทดลองสัมผัสสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางขรุขระ เพื่อทดสอบระบบช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมฟีเจอร์ใหม่ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ทั้ง ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะด้านหน้า ช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง เมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป รวมถึงระบบช่วยจอดอัจฉริยะ ระบบกึ่งอัตโนมัติช่วยบังคับทิศทางของรถให้เข้าสู่ช่องจอด ต่อจากนั้น จึงออกเดินทางสู่เชียงของ เพื่อสัมผัสสมรรถนะอันแข็งแกร่งจากการขับขี่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ บนทางเรียบและเส้นทางเลียบเขาอันท้าทาย เพื่อทดสอบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงสมรรถนะการทรงตัวและการเกาะถนน บนระยะทางอีกกว่า 115 กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันถัดมาออกเดินทางไปสู่แม่สาย บนทางเรียบและเส้นทางเลียบเลาะแม่น้ำโขง ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางรู้สึกสบายและเป็นส่วนตัว รวมถึงเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ระบบเตือนการชนด้านหน้า และอื่นๆ ที่มีในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค 4x4 ยังช่วยช่วยลดความเหนื่อยล้าเมื่อเดินทางระยะไกลและให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp; จากนั้นเดินทางไปทานมื้อกลางวันที่ร้านจันกะผัก ก่อนเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางดอยแม่สลอง ช่วงนี้ทดสอบสมรรถนะได้เต็มที่เพราะเส้นทางโค้งซ้าย ขวา ตลอดทางจนถึงไร่ชาฉุยฟง ช่วงนี้ทดสอบพลังของเครื่องยนต์ไบเทอร์โบมอบแรงบิดที่เหนือกว่า และอัตราทดเกียร์ที่แคบลงของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด จะช่วยเพิ่มพลังและแรงเร่ง ทำให้การขึ้นเขาที่คดเคี้ยวและสูงชันเป็นเรื่องง่ายดาย รวมถึงระบบช่วงล่างใหม่ทีช่วยให้สมรรถนะในการขับขี่ดีขึ้น ลดการโคลงตัวและเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมทิศทาง คงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการเดินทางแบบสมบุกสมบันอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด เรนเจอร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการทดลองขับ สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือ อัตราเร่งที่ทำได้ดีเร่งติดเท้า ไม่ว่าจะเร่งแซงและการออกตัวทำได้ดี โดยการทำงานผสานกับเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 สปีด ทำงานได้ราบเรียบซึ่งเรนเจอร์ใหม่มีเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด สามารถปรับตำแหน่งเกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพของการขับขี่ในแต่ละช่วงทำให้การขับขี่สบายมากขึ้น สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนต่อมาคือระบบช่วงล่างที่มั่นคง หนึบ แต่แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวล ไม่กระด้างทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกสบาย ส่วนการเก็บเสียงในห้องโดยสารทำได้เงียบมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน มีการนำเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารจากรุ่นเอเวอเรสมาไว้ในเรนเจอร์ เฉพาะรุ่นไวล์ดแทรค Bi-Turbo เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ลองใช้งานระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งสามารถจดจำเสียงและสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยได้ ช่วยโทรออก ฟังเพลง หรือเรียกใช้เมนูอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน รวมทั้งยังรองรับ Apple Carplay และ Android Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง และยังมีการโทรช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุรุนแรง (airbag แตก) ระบบซิงค์ 3 จะโทรหมายเลข 1669 แบบอัตโนมัติให้ทันที มีการต่อสายสนทนา พร้อมแจ้งพิกัดขณะเกิดอุบัติเหตุ แต่ทั้งนี้ระบบจะทำงานก็ต่อเมื่อผู้ขับต้องเชื่อมต่อระบบมือถือกับระบบซิงค์ 3 ก่อนถึงจะใช้ได้ นอกจากนี้ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ และระบบลดการชนท้าย ยังน่าสนใจและเหมาะอย่างมากกับคุณผู้หญิงที่มีปัญหากับการจอดรถขนาดใหญ่โดยระบบจะช่วยในการถอยจอดโดยง่ายดาย (ทั้งนี้ต้องศึกษาวิธีใช้ก่อน) และระบบลดการชนท้ายซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุได้ดี โดยสาวๆมันจะเผลอแต่งหน้า กดมือถือ แล้วรถไหลออกไปซึ่งระบบนี้จะช่วยเบรกเพื่อลดอุบัติเหตุ แต่ไม่ว่าจะมีระบบไฮเทคขนาดไหน การขับขี่รถยนต์ทุกครั้งผู้ขับควรมีสติ สมาธิ เพราะระบบเหล่านี้ช่วยคุณได้เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ใช่ว่ามีระบบอำนวยความสะดวกแล้วคุณจะประมาทได้ นอกจากนี้ยังมีระบบผ่อนแรงฝาท้ายซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรถกระบะ ที่ทำให้ฝาท้ายมีน้ำหนักเบาโดยการใส่สปริงทอร์ชั่นบาร์ที่ฝาท้าย เวลายกฝาท้ายปิดจะลดน้ำหนักไป 70% สัมผัสความแกร่งของขุมพลังเรนเจอร์ใหม่ได้แล้ว ด้วยตัวคุณเองที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14850</URL_LINK>
                <HASHTAG>thaipost, ข่าวรถ, ข่าวใหม่, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ฟอร์ด, ฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถใหม่, รีวิว, เรนเจอร์, ไทยโพสต์, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b68931481976.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
