<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ฝ่ายค้าน&#039; ยื่น ปปช.ไต่สวนนายกฯออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ละเมิดสื่อ-ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10​ ส.ค.64 -​ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.) ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายสุทิน​ คลังแสง​ ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน​ นพ.ชลน่าน​ ศรีแก้ว​ ส.ส.น่าน​ พรรคเพื่อไทย​ ยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการ​ ป.ป.ช.ขอให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ จากการออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ละเมิดเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน​ ซึ่งเมื่อวันที่​ 6​ ส.ค.ศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มคราวชั่วคราวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือให้​ ป.ป.ช.ตรวจสอบระบุว่า​ การออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 มีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจเพื่อเป็นการปิดกั้นหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปในการใช้เสรีภาพของตน ทั้งการออกข้อกำหนดฉบับดังกล่าวที่ให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตของบุคคลก็เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของพล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp;หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และเข้าข่ายกระทำความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองของตนโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การกระทำของพล.อ.ประยุทธ์ ยังเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ซึ่งให้นำมาใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีด้วย ตามข้อ 8 ข้อ 11 ข้อ 12 และข้อ 13&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 234 มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 28 (1) ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ข้อกำหนดฉบับที่ 29, ปปช., ฝ่ายค้าน, ศาลแพ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6111fb173eb60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 18:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039; ชี้แม้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว​ แต่สื่อต้องระวังอย่าทำผิดกฎหมายอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลแพ่งมีคำสั่งห้ามดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 เป็นการชั่วคราว เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากข้อกำหนดไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ให้อำนาจนายกฯออกข้อกำหนดให้ดำเนินการระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตถือเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อศาลสั่งออกมาจะทำอย่างไรได้ก็ต้องคุ้มครองชั่วคราว ก็แปลว่าไม่ใช้ข้อบังคับดังกล่าว ตอนนี้ทุกอย่างก็ต้องหยุดชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า เช่นนี้แล้วถือว่าเป็นการออกกฎหมายที่ผิดพลาดหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ต้องรอต่อไปว่าขั้นสุดท้ายปลายทางถึงที่สุดแล้วศาลจะสั่งอย่างไร มันก็เหมือนกับคดีทั้งหลายที่มีการคุ้มครองชั่วคราวซึ่งรัฐเองก็ต้องปฏิบัติตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า จากนี้ไปการปฏิบัติของสื่อสามารถดำเนินการได้ปกติใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็สามารถดำเนินการได้ เพียงแต่ว่าอย่าให้ผิดกฎหมายอื่นก็แล้วกัน เพราะมันยังมีกฎหมายอื่นอีกเยอะที่ศาลได้บอกเอาไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112431</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ข้อกำหนดฉบับที่ 29, วิษณุ เครืองาม, ศาลแพ่ง, สื่อออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e3c120ca0c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลนัดฟังคำสั่ง 6 ส.ค.นี้ &#039;สื่อออนไลน์&#039; ฟ้องเพิกถอนข้อกำหนดให้ กสทช.ฟันข่าวปลอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.64 - จากกรณี ทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และตัวแทนสื่อออนไลน์ ประกอบด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ,&amp;nbsp;น.ส.ฐปณีย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์&amp;nbsp;The Reporters ,&amp;nbsp;สื่อ&amp;nbsp;Voice , The Standard , The Momentum , THE MATTER ,&amp;nbsp;ประชาไท , Dem All , The People , way magazine , PLUS SEVEN&amp;nbsp;จำนวน 12 คน ได้รวมตัวยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้ศาลแพ่งมีคำสั่งเพิกถอน ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ที่ให้อำนาจ กสทช.ดำเนินการเอาผิดกับข่าวปลอมนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ&amp;nbsp;3618/2564&amp;nbsp;ศาลได้ออกนั่งพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครองตามมาตรา 16 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันทำให้การฟ้องคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 194 บัญญัติว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจึงเห็นได้ว่าศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีเขตอำนาจทั่วไป คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนี้ให้รับคำฟ้องสำเนาให้จำเลยให้โจทก์ทั้ง 12 นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ ส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่ส่งไม่ได้ หากไม่ปฏิบัติถือว่าทิ้งฟ้อง แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือโควิด-19 ทวีความรุนแรงในชั้นนี้จึงไม่อาจกำหนดวันนัดได้ หากสถานการณ์คลี่คลายศาลจะแจ้งให้โจทก์ทั้ง 12 มากำหนดวันนัดเพื่อส่งหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษานั้น ศาลทำการไต่สวนแล้วเสร็จโดยเพื่อให้การพิจารณาสั่งคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีพิพากษาเป็นไปด้วยความรอบคอบ จึงเห็นควรให้นัดฟังคำสั่งวันที่ 6 ส.ค.เวลา 13.30 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111991</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ข้อกำหนดฉบับที่ 29, พรก.ฉุกเฉิน, สื่อออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107efef32833.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมทนายความฯ จี้ &#039;บิ๊กตู่&#039; ยกเลิกข้อกำหนดให้อำนาจ กสทช.ฟันข่าวปลอม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ความว่า &amp;quot;ตามที่นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ลงวันที่ 29 ก.ค. 64นั้น สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ตามข้อกำหนดข้อ 1 ที่ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว นั้น &amp;nbsp;เป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจไว้เฉพาะเพียงเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน เท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจการนำเสนอข่าวหรือสิ่งที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) การห้ามนำเสนอข่าว สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจะกระทบไปถึงเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลบางกลุ่ม เช่น นักประพันธ์หนังสือหรือผู้สร้างภาพยนตร์แนวสยองขวัญหรือฆาตกรรม ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความหวาดกลัวมากที่สุดเพื่อผลทางการค้าและความบันเทิง โดยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19แต่การประกอบอาชีพของบุคคลดังกล่าวกลับถูกห้ามตามข้อกำหนดข้อ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) ตามมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบเป็นผู้ใช้อำนาจออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 แทนก็ได้นั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว จะต้องเป็นบุคคลซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโทรคมนาคม หรือสื่อสังคมออนไลน์ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2563 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 แต่ตามข้อกำหนดข้อ 2 กลับให้อำนาจสำนักงาน กสทช. ซึ่งมิได้เป็นบุคคลที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อกำหนดนี้จึงขัดต่อกฎหมายและขัดกับคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2563ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) ส่วนการให้อำนาจสำนักงาน กสทช. ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรเป็นผู้วินิจฉัยว่าข้อความหรือข่าวสารใดขัดต่อข้อกำหนดข้อ 1 ซึ่งเป็นอำนาจศาลที่นอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 194 แล้ว การใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยดังกล่าว จะกระทำได้เฉพาะผู้ที่เป็นบุคคลเท่านั้น ส่วนสำนักงาน กสทช. มิได้เป็นบุคคล จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจตามคำสั่งดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) นอกจากนี้ การให้อำนาจสำนักงาน กสทช. มีอำนาจสั่งให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ในไอพี (IP address) ที่ใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวสารหรือข้อมูลดังกล่าวทันที เท่ากับเป็นการปิดกิจการของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นที่ดำเนินกิจการทางออนไลน์ จึงขัดต่อบทบัญญัติตามมาตรา 35 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of powers) เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ โดยฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ออกกฎหมาย ฝ่ายบริหารมีหน้าที่รักษาและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนศาล หรือฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตัดสินกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การที่กฎหมายยกเว้นให้ฝ่ายบริหารสามารถออกข้อกำหนดที่มีสถานะเป็นกฎหมายได้ก็เฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่กฎหมายมิได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการในการวินิจฉัยผิดถูกด้วย การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารจึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ยกเลิกข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 29 ทันที พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาลพึงตระหนักว่า อำนาจและงบประมาณที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินเป็นของประชาชนและมาจากภาษีอากรของประชาชน รัฐบาลที่ดีจึงต้องรับฟังความคิดเห็นและเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้การตรากฎหมายหรือออกข้อบังคับใด ๆ นอกจากจะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเพื่อความมั่นคงของรัฐ แต่ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111677</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อกำหนดฉบับที่ 29, นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, พรก.ฉุกเฉิน, สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_6080221fedcaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลรับหนังสือ 6 องค์กรสื่อ ปัดออกข้อกำหนดปิดกั้นเสรีภาพสื่อ แค่ปิดช่องว่างกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 -&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนนายรัฐมนตรีรับหนังสือจาก 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่า เนื่องจากองค์กรวิชาชีพมีข้อห่วงใยและความวิตกกังวล ในการที่ภาครัฐได้มีการออกประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 27 และข้อกำหนดฉบับที่ 29 ซึ่งที่ผ่านมา องค์กรสื่อฯ ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ขอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการจำกัดเสรีภาพประชาชนและสื่อมวลชนตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ โดยเฉพาะข้อกำหนดฉบับที่ 29 ได้มีการปรับเนื้อหา องค์การสื่อมองว่า หน่วยบังคับใช้กฎหมายอาจใช้เป็นโอกาสในการตีความเจตนารมณ์นำไปสู่การปิดกั้นการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน หรือการแสดงความเห็นของประชาชน จึงตัดสินใจยื่นหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีถึงข้อห่วงใยนี้ ที่ผ่านมาองค์การสื่อได้ทำงานร่วมกับภาครัฐมาโดยตลอดทั้งกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้ง ศปก. ศบค. อย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางไลน์อยู่แล้ว ขอยืนยันผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นด้วยกับรัฐบาล ที่สกัดกั้นข่าวปลอมไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวขอบคุณและยินดีที่ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารที่ดีที่สุด ในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกันในวันนี้ และจะสื่อสารไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย ยืนยันข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 27 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 29 ที่ออกมาเป็นเพียงการปิดช่องว่างของกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบัน ซึ่งมีข้อจำกัดในการบังคับใช้ เช่น จำเป็นต้องมีผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลมีเจตนารมณ์เพียงยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสกัดกั้นการเผยแพร่ข่าวปลอม รวมทั้งการกระทำที่เป็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารด้วยความตั้งใจ ซึ่งไม่ได้เจาะจงหรือตั้งใจบังคับใช้กับสื่อมวลชนวิชาชีพ แต่เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปว่ามีการสื่อสารสาธารณะผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้นำมาจากข้อเท็จจริง ซึ่งไม่สามารถควบคุมและมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สังคม ประชาชนเกิดความหวาดระแวงหรือความหวาดกลัว โดยเฉพาะวิกฤตโควิด-19 ในขณะนี้ ซึ่งหลายประเทศก็พบปัญหาการเผยแพร่ข้อความเท็จ ข่าวปลอม จำนวนมากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีให้นโยบายแก่หน่วยที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย ต้องระมัดระวัง เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีเจตนาปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชนวิชาชีพ พร้อมเชิญชวนสื่อมวลชนและองค์การสื่อวิชาชีพ ร่วมกับภาครัฐในการแสวงหาพื้นที่กลาง (Common Ground) เพื่อร่วมกันออกแบบกรอบการทำงานและเป็นช่องทางประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐและสื่อมวลชน รวมทั้งยังได้เพิ่มเติมให้มีการใช้ช่องทางโฆษกกระทรวง ซึ่งมีภาระหน้าที่ สื่อสารให้ข้อมูล อำนวยความสะดวกเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อประสานข้อมูลและยินดีวันนี้สื่อมวลชนและรัฐบาลเห็นพ้องร่วมกัน มีความจำเป็นต้องสกัดกั้นข่าวปลอม เพราะข้อมูลที่ถูกต้องคือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยืนยันนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ เพียงขอให้เสนอข้อมูลบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่สร้างความหวาดระแวงหรือความกังวลในสังคม พร้อมเชิญชวนสื่อมวลชนวิชาชีพร่วมกับหน่วยประชาสัมพันธ์ภาครัฐแสวงหาพื้นที่กลาง เพื่อออกแบบการทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชน&amp;quot;นายอนุชาระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111652</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน, ข้อกำหนดฉบับที่ 29, นายอนุชา บูรพชัยศรี, ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103bffb24b5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาวพท.ท้าสาวพปชร.เปิดหลักฐานจัดฉากคนนอนตาย โวยคำสั่งคุมสื่อปิดปากประชาชน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนส.ทิพานัน ศิริชนะ ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีการจัดฉากภาพผู้เสียชีวิตนอนริมถนน และสงสัยว่ามีการรับจ้างไปนอนล้มในสถานที่ต่างๆเพื่อสร้างสถานการณ์ว่า อยากให้นส.ทิพานัน ลดอีโก้ให้น้อยลง มองคนให้เป็นคนมากขึ้น อย่ามุ่งมั่นขายจิตวิญญาณเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนในรัฐบาลจนมองไม่เห็นศพคนตาย หากมีหลักฐานการจัดฉากการตายข้างถนนจริง ควรนำข้อมูลทั้งหมดไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจดีกว่าการกล่าวโทษประชาชนผู้สูญเสียแบบนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นส.อรุณีกล่าวว่า กรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่การออกข้อกำหนดในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29)สั่งห้ามเผยแพร่ข้อความที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว เข้าใจผิด โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องข้อความนั้นเท็จหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า รัฐบาลมีเจตนาไล่ปิดปากประชาชน หวังทำให้เกิดความกลัวเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น ทั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ และองคาพยพ บริหารจัดการล้มเหลวทุกด้าน แต่กลับบริหารโดยการขู่&amp;nbsp; ซึ่งวิธีนี้ไม่ต่างจากเผด็จการในหลายประเทศ แทนที่เจ้าหน้าที่จะทุ่มสรรพกำลังไปทำงานช่วยเหลือประชาชน กลับใช้เวลาไปกับการปกป้องรัฐบาล เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น นอกจากนี้เนื้อหาในข้อกำหนดดังกล่าวยังคลุมเครือ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน จำกัดสิทธิเสรีภาพที่เกินสมควรแก่เหตุ ไม่ได้ต้องการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนแต่อย่างใด พร้อมฝากให้คนของรัฐบาลจัดการเอาผิดกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ปล่อยเฟคนิวส์ว่าไตรมาส 3 วัคซีนจะเต็มแขนประชาชนแล้ว แต่เหตุใดยังมีภาพคนต่อคิวแออัดเบียดเสียดเพื่อฉีดวัคซีนจนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังได้เชิญชวนสมาชิกกองทุนบทบาทสตรี คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน และ อสม. ที่มีอยู่ทุกหมู่บ้าน ออกมาตั้งกลุ่มในชุมชน ใช้พื้นที่วัด พื้นที่ของ อบต.หรือพื้นที่สาธารณะในหมู่บ้านสร้างศูนย์กักกันโรค เพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากคนปกติ เพราะหากรัฐบาลพึ่งพาไม่ได้แล้วหวังแต่จ้องเอาผิดกับประชาชน พวกเราก็ต้องช่วยเหลือกันเอง รัฐบาลยิ่งอยู่ยิ่งเสื่อม ยิ่งตกต่ำลงทุกวัน ประชาชนไม่จำเป็นต้องไหลลงเหวตาม ประเทศชาติอยู่ในวิกฤต ประชาชนคือหัวแรงหลักในตอนนี้ พวกเรามีโครงการและกลุ่มคนที่มีศักยภาพอยู่ ร่วมพาชาติพ้นวิกฤตกันด้วยแรงของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111642</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อกำหนดฉบับที่ 29, จัดฉากนอนตายข้างถนน, ทิพานัน ศิริชนะ, น.ส.อรุณี กาสยานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61025dd8b1217.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 12:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กังขาข้อกำหนดให้อำนาจกสทช.ฟันเฟคนิวส์ได้เลยกลายเป็นซูเปอร์พนักงานสอบสวนใหญ่กว่าศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค.64 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการ สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกข้อกำหนดห้ามเสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว โดยให้อำนาจกสทช.แจ้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตสั่งระงับได้ พร้อมส่งตำรวจดำเนินคดี มีผล 30 ก.ค. นี้ ว่า&amp;nbsp; ข้อพิจารณาที่ผมเห็น 1. โดยที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไปซึ่งข้อความอันเป็นเท็จ ประโยคนี้ปรากฏอยู่ในอารัมภบท&amp;nbsp; คือปัญหาที่จะเกิดขึ้น ว่า ความเท็จเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเป็นเท็จตามข้อมูลหรือตามดุลพินิจของ กสทช. นั้นมีหลักประกันใดที่จะไม่เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรม หรือความเท็จนั้นมีความจริงอย่างไร&amp;nbsp; กสทช. ต้องบอกสังคมให้ทราบ ความจริงทันทีเช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชาชนจะได้ตรวจสอบ โต้แย้ง และนำพยานหลักฐานพิสูจน์สนับสนุนข้อโต้แย้งได้ถูกต้อง จึงจะเรียกว่า กสทช. มีมาตรฐานจริง หาก กสทช. อ้างลอยๆไม่มีเนื้อหาของความจริงให้ปรากฏว่าเป็นความเท็จหรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนอย่างชัดแจ้ง&amp;nbsp; เพื่อเป็นเหตุผลแห่งการใช้อำนาจในการออกคำสั่งให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address)ของบุคคลทันที&amp;nbsp; ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีความเป็นไปได้ว่า การใช้อำนาจจะเกิดความไม่เป็นธรรม ลักลั่นทางข้อเท็จจริงและผลของการออกข้อกำหนดนี้อาจขัดรัฐธรรมนูญก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กสทช. จะกลายเป็นองค์กรใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสั่งระงับฯ มิใช่ศาลยุติธรรม ปกติตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 20 ให้อำนาจศาลระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ&amp;nbsp; มาตรา 9 จะให้อำนาจในการออกข้อกำหนดนี้ได้ แต่ก็ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายประสงค์ให้ห้ามเป็นการเฉพาะข่าวหรือข้อความซึ่งเป็นการห้ามเข้าถึงข้อมูลหรือข้อความที่มีการนำเสนอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่กฎหมายไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้สั่งปิดช่องทางการสื่อสาร ของบุคคลหรือสื่อสารมวลชนทั้งช่องทาง&amp;nbsp; ซึ่งมีผลต่อการนำเสนอข้อความในอนาคตที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อข้อกำหนดนี้อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มาตรา 26 มาตรา 35 และมาตรา 36 แล้วศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นองค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อมวลชนหรือประชาชนผู้ใช้เพลตฟอร์มที่ถูกสั่งระงับใช้ถูกดำเนินคดี&amp;nbsp; ต้องต่อสู้ประเด็นเหล่านี้ไว้ผมเห็นว่าต้องเป็นความเท็จที่สังคมและประชาชนยอมรับกัน ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อความอันเป็นเท็จหรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ถึงขนาดทำให้ประชาชนหวาดกลัว&amp;nbsp; จึงจะเป็นการใช้อำนาจตามข้อกำหนดนี้ได้อย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวโดยสรุปว่า&amp;nbsp; การพิจารณาของศาลยังให้โอกาสคู่กรณีทั้งสองฝ่ายในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงตามข้ออ้างและข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่าย ตามหลักฟังความสองฝ่าย&amp;nbsp; ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กลับออกข้อกำหนดให้อำนาจ กสทช. ใช้อำนาจเด็ดขาดยิ่งกว่าศาล เป็นซุปเปอร์พนักงานสอบสวนสั่งปิดการสื่อสารและชงเรื่องดำเนินคดีได้เอง ถามว่าเป็นธรรมแล้วหรือ&amp;nbsp; &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้าที่ นายกฯ จะอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9 ออกข้อกำหนดดังกล่าว&amp;nbsp; นายสิทธิโชค&amp;nbsp; อินทรวิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาอาศัยอำนาจตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (4) ออกคำแนะนำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาว่าด้วยแนวทางการพิจารณาคำร้องขอให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550&amp;nbsp; มาตรา 20 เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลอาญามีแนวทางในการปฏิบัติและพิจารณาคำร้องอย่างมีประสิทธิภาพ ชัดเจน โดยวางแนวพิจารณาคำร้องปิดเว็บ อาทิ จัดไต่สวนทุกครั้งภายใน 7 วัน เน้นให้โอกาสคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมอบหมายให้&amp;nbsp; นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์&amp;nbsp; ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะแผนกคดีค้ามนุษย์รับผิดชอบคดียื่นคำร้องขอปิดเว็บไซต์&amp;nbsp; ระงับการเข้าถึงข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ว่า เเนวทางดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสร้างกระบวนพิจารณาเป็นธรรม&amp;nbsp; ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเน้นการตีความกฎหมายและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญจำกัดสิทธิเป็นข้อยกเว้น สังคมศรัทธา ไม่มุ่งแค่ปราบปราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111623</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ข้อกำหนดฉบับที่ 29, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548, วิญญัติ ชาติมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61038a63484fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
