<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อคิดจากประสบการณ์โรคโควิดจากนานาประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเริ่มฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชากรในหลายประเทศสร้างความหวังว่าสถานการณ์การระบาดของโรคจะเริ่มคลี่คลาย&amp;nbsp;ถึงกระนั้นก็ตามหลายประเทศยังประสบปัญหาการระบาดซ้ำ&amp;nbsp;แม้ประเทศที่เคยได้รับการยอมรับว่ามีการบริหารจัดการที่ดี&amp;nbsp;ก็ไม่สามารถป้องกันการระบาดระลอกใหม่ได้&amp;nbsp;การเฝ้าระวังและมาตรการทางสาธารณสุขจะต้องดำเนินไปอีกนาน&amp;nbsp;จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะที่ใกล้ปกติ&amp;nbsp;ดังนั้นการทบทวนประสบการณ์&amp;nbsp;ประมวลข้อสังเกตจากการบริหารจัดการของประเทศต่างๆน่าจะเป็นประโยชน์&amp;nbsp;เพื่อนำมาเป็นข้อคิดและปรับปรุงแนวทางในการดำเนินนโยบายสาธารณะในการควบคุมโรคในระยะต่อไป&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดทั้งในแง่สาธารณสุขและเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;
สิ่งที่น่าแปลกใจในการแพร่ระบาดของโรคโควิดคือหลายประเทศที่มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงที่สุดของโลกเป็นประเทศจากกลุ่มพัฒนาแล้วชั้นนำของโลก&amp;nbsp;รวมทั้งประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐอเมริกาซึ่งมีฐานะเศรษฐกิจร่ำรวย&amp;nbsp;มีทรัพยากรที่พร้อมทั้งทางสาธารณสุขและทรัพยากรมนุษย์&amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่าปัจจัยในเรื่องฐานะความร่ำรวยของประเทศ&amp;nbsp;ระดับการศึกษาของประชากร&amp;nbsp;ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยป้องกันการระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;ในทางกลับกันหลายประเทศที่ไม่ร่ำรวย&amp;nbsp;หรือไม่พัฒนาเท่า&amp;nbsp;กลับสามารถควบคุมโรคโควิดได้ผลดีกว่า&amp;nbsp;เป็นที่น่าขบคิดว่าประเทศเหล่านี้ได้ทำอะไรที่ช่วยให้ควบคุมโรคโควิดได้ผลกว่าประเทศพัฒนาแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;บทความนี้จึงขอกล่าวถึงคุณสมบัติหรือปัจจัยที่คล้ายคลึงกันจากประสบการณ์ของประเทศที่ควบคุมโควิดได้ดี&amp;nbsp;และตั้งข้อสังเกตว่าหลายปัจจัยมิได้ตั้งอยู่บนความเจริญทางวัตถุ&amp;nbsp;หรือการทุ่มทุนทางงบประมาณ
&amp;nbsp;
ระบบจัดการสาธารณสุขที่ครบวงจรและการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp;ระบบสาธารณสุขที่มีการวางแผนที่ดีจะมีระบบที่ครบวงจรตั้งแต่การให้ความรู้ต่อสาธารณชน&amp;nbsp;การตรวจหาโรค&amp;nbsp;การแยกผู้ป่วย&amp;nbsp;ผู้ใกล้ชิดและผู้ที่อาจมีเชื้อโรคออกจากชุมชน&amp;nbsp;การรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและการควบคุมความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงต่างๆ&amp;nbsp;รวมทั้งการดูแลประมวลผล&amp;nbsp;นอกจากนี้ความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขและหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะทางปกครองและคมนาคมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคก็มีความสำคัญยิ่ง
&amp;nbsp;
ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางและผู้บริหารท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประเทศที่มีรัฐบาลกลางเข้มแข็งและได้รับความร่วมมือดีจากผู้บริหารท้องถิ่นจะสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;จีน&amp;nbsp;ไต้หวัน&amp;nbsp;และเวียดนาม&amp;nbsp;คือตัวอย่างดีที่รัฐบาลกลางได้รับความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากผู้บริหารท้องถิ่นในการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp;โดยรัฐบาลกลางให้ความช่วยเหลือสนับสนุนในด้านงบประมาณและทรัพยากรทางสาธารณสุข&amp;nbsp;ความร่วมมือที่ดีช่วยให้การป้องกันโรคติดต่อมีเอกภาพ&amp;nbsp;มีมาตรฐาน&amp;nbsp;ไม่สับสนต่อประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
วินัยของประชาชน&amp;nbsp;การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมนอกเหนือจากสิทธิเสรีภาพส่วนตัว&amp;nbsp;การให้ความร่วมมือของประชาชนต่อมาตรการสาธารณสุขของรัฐ&amp;nbsp;และสำนึกในประโยชน์ส่วนรวมโดยการเสียสละความสะดวกสบายส่วนตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายประเทศสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ดี&amp;nbsp;ประชาชนในหลายประเทศในเอเชียให้ความร่วมมือในการใส่หน้ากากอนามัย&amp;nbsp;และส่วนใหญ่มีวินัยในการรักษากฎที่รัฐบาลขอความร่วมมือ&amp;nbsp;ซึ่งมีส่วนช่วยที่สำคัญยิ่งในการควบคุมโรคมิให้แพร่กระจาย
&amp;nbsp;
การวางระบบสาธารณสุขพื้นฐานที่เข้าถึงชุมชน&amp;nbsp;การใช้เทคโนโลยีติดตามการแพร่กระจายของโรคในวงกว้าง&amp;nbsp;จากประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว&amp;nbsp;จะเห็นว่าความพร้อมเพรียงด้านจำนวนโรงพยาบาล&amp;nbsp;บุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์นั้น&amp;nbsp;ไม่เพียงพอที่จะป้องกันการระบาดได้ดี&amp;nbsp;แต่ประสบการณ์จากหลายประเทศในเอเชียนั้นบ่งชี้ว่าระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงประชาชนในรากหญ้า&amp;nbsp;ให้ความรู้พื้นฐานโดยตรงกับชุมชน&amp;nbsp;จะมีความได้เปรียบสูงในการควบคุมโรค&amp;nbsp;เครือข่ายสาธารณสุขระดับชุมชนนี้ยังสามารถช่วยติดตามการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันการณ์&amp;nbsp;ยิ่งถ้ามีการใช้เทคโนโลยีในการติดตามผู้ติดเชื้อหรือผู้ใกล้ชิดเสริมด้วยแล้ว&amp;nbsp;การขีดวงการแพร่กระจายของโรคจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;ลดการติดต่อของโรคได้อย่างเป็นระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
การประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจนและโปร่งใส&amp;nbsp;การประชาสัมพันธ์ที่มีการประสานงานกันดีของภาครัฐมีส่วนช่วยมากที่จะให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง&amp;nbsp;สร้างความเข้าใจในระบาดวิทยาเบื้องต้น&amp;nbsp;ข้อควรปฏิบัติ&amp;nbsp;ข้อควรระมัดระวัง&amp;nbsp;รวมทั้งข่าวสารเรื่องการระบาดในท้องถิ่นหรือชุมชนที่ควรหลีกเลี่ยง&amp;nbsp;ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนโปร่งใสจะสร้างความมั่นใจสำหรับประชาชน&amp;nbsp;เป็นพื้นฐานที่จะทำให้ประชาชนมีความจูงใจให้ความร่วมมือกับทางการ&amp;nbsp;นอกจากนี้การสื่อสารที่แสดงความเห็นอกเห็นใจของภาครัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการและได้รับความไม่สะดวกในการดำรงชีวิตจะช่วยให้ประชาชนมีกำลังใจที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวมในยามจำเป็น
&amp;nbsp;
ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย&amp;nbsp;ในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่มีวินัย&amp;nbsp;มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆและมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี&amp;nbsp;หากการบังคับใช้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์&amp;nbsp;การป้องกันการระบาดของโรคก็จะไร้ประสิทธิผลได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะคนกลุ่มน้อยที่ไม่เคารพกฎหมายสามารถทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายเล็ดรอดเข้าไปในชุมชนได้&amp;nbsp;ดังนั้นการบังคับกฎหมายจึงสำคัญมาก&amp;nbsp;โดยเฉพาะการควบคุมการเข้าเมืองของผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและกิจกรรมทุกชนิดที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคในชุมชนจะต้องมีการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;ผู้ที่ฝ่าฝืนกระทำความผิดควรได้รับการลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง&amp;nbsp;มิฉะนั้นประชาชนส่วนใหญ่ที่มีวินัยอาจท้อใจ&amp;nbsp;ไม่อยากให้ความร่วมมือกับทางการ&amp;nbsp;ตัวอย่างกรณีประเทศสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายช่วยควบคุมการระบาดได้&amp;nbsp;แม้ในเบื้องต้นมีการระบาดในหมู่คนงานต่างชาติมากมาย&amp;nbsp;การควบคุมการข้ามแดนและมาตรการควบคุมชุมชนที่เข้มงวดสามารถชะลอการระบาดได้ผลดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ประเทศไทยนั้นมีคุณสมบัติดีหลายประการ&amp;nbsp;แม้ว่าทรัพยากรทางสาธารณสุขของเราจะไม่พร้อมเท่าประเทศกลุ่มพัฒนาแล้ว&amp;nbsp;แต่คุณสมบัติทางนามธรรมและระบบสาธารณสุขที่ยึดชุมชนเป็นที่ตั้งได้ช่วยให้ไทยผ่านพ้นระลอกแรกของการระบาดมาได้โดยไม่มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงมาก&amp;nbsp;การระบาดในระลอกใหม่นี้เกิดจากจุดอ่อนทางความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้&amp;nbsp;ภาครัฐควรตระหนักว่าศรัทธาที่ประชาชนมีต่อความน่าเชื่อถือในกลไกของรัฐมีความสำคัญยิ่ง&amp;nbsp;หากประชาชนไร้ศรัทธา&amp;nbsp;ไม่ให้ความร่วมมือ&amp;nbsp;การควบคุมโรคจะเป็นไปโดยยากลำบาก&amp;nbsp;ดังตัวอย่างของประเทศที่มีทรัพยากรทางสาธารณสุขพร้อมเพรียงแต่ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้&amp;nbsp;นำไปสู่การเจ็บป่วยและการสูญเสียชีวิตประชากรและผลเสียทางเศรษฐกิจที่ตามมามากมาย&amp;nbsp;ประสบการณ์จากนานาประเทศเป็นอุทาหรณ์ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ขาดไม่ได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
สายธาร หงสกุล
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91151</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อคิดจากประสบการณ์โรคโควิดจากนานาประเทศ, สายธาร หงสกุล, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff530b5ec17a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
