<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2019 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2019 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลิกเหรียญอีกด้าน!&#039;คำนูณ&#039;โต้กระแสโจมตีรธน.สืบทอดอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย.62 - นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกด้านหนึ่งของเหรียญ !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางกระแสโหมกระหน่ำวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ 2560 ว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ สืบทอดอำนาจอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเราลองทำใจให้นิ่ง ค่อยๆ คิด พิจารณา รวมทั้งอ่านด้วย จะพบด้านที่ก้าวหน้าเป็นมิติใหม่และถือเป็นการปฏิรูปการเมืองไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นด้านที่เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมตรวจสอบรัฐบาลของทั้งภาคประชาชนทั่วไปรวมทั้งภาคการเมืองในรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดง่าย ๆ ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ต้องระมัดระวังการกระทำแทบทุกฝีก้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูการอภิปรายในประเด็นคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตลอดวันที่ 5 มิถุนายน 2562 หากรู้ที่มาที่ไปและได้อ่านรัฐธรรมนูญรวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารมาพอสมควร จะเห็นได้ว่าที่ผมพูดมาเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็เรื่อง &amp;#39;มาตรฐานทางจริยธรรม&amp;#39; ไงครับ !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาแทบทุกคนจะหยิบยกประเด็นที่เราได้ยินว่า &amp;#39;ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง&amp;#39; หรือที่หลายคนพูดกันสั้น ๆ ว่า &amp;#39;มาตรา 160 (5)&amp;#39; หรือ &amp;#39;วงเล็บ 5&amp;#39; อันเป็นคุณสมบัติ 1 ใน 8 ประการของรัฐมนตรี ขึ้นมากล่าวหาโจมตี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;(รัฐมนตรีต้อง) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทบัญญัตินี้ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับไหน ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 219 และ 279 รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ต้องมี &amp;#39;มาตรฐานทางจริยธรรม&amp;#39; ที่ต้องระบุให้ชัดเจนว่าอย่างไร &amp;#39;ร้ายแรง&amp;#39; โดยกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันยกร่าง แต่ให้ใช้บังคับแก่ส.ส., ส.ว. และรัฐมนตรีด้วย และให้จัดทำให้แล้วเสร็จใน 1 ปีนับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 235 กำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้มีโทษพ้นจากตำแหน่งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดไป อันทำให้ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โดยกำหนดให้ &amp;#39;ศาลฎีกา&amp;#39; (ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) เป็นองค์กรผู้ทำหน้าที่พิจารณาตัดสินว่าใครผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยกำหนดให้ใช้ระบบไต่สวน และให้ดำเนินการโดยรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถือเป็นภารกิจใหม่ล่าสุดเพิ่มเติมของศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยได้นำประเด็น &amp;#39;ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง&amp;#39; ไปบัญญัติไว้ในคุณสมบัติ 1 ใน 8 ข้อของรัฐมนตรีในมาตรา 160 ด้วยเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มาตรฐานทางจริยธรรมที่ว่านี้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 แล้ว เรียกชื่อเต็ม ๆ ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหนึ่งในฐานการกระทำที่ถือว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้่ายแรงคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้อ 5 ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อนี้อยู่ในหมวดที่มาตรฐานฯกำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามขั้นร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการนี้ก็เข้าใจว่าเสร็จแล้วเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแต่ยังไม่มีตัวอย่างคดีเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือหนึ่งใน &amp;#39;ของดี&amp;#39; ที่ถือกำเนิดขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ 2560 ที่หลายคนทั้งในและนอกรัฐสภาก่นด่า แต่หลายคนในจำนวนนี้ก็ได้นำมาใช้เป็น &amp;#39;ตัวช่วย&amp;#39; แทบจะเรียกได้ว่า &amp;#39;ตัวช่วยหลัก&amp;#39; เลยละในการอภิปรายโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในรัฐสภาเมื่อวานซืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริง ยังมีอีกมาตรการใหม่ ๆ อีกมากในรัฐธรรมนูญนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ดำรงตำแหน่ง &amp;#39;ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร&amp;#39; ที่จะมีอำนาจหน้าที่เป็นเนื้อเป็นหนังมีผลต่อการเมืองเพิ่มขึ้นกว่าเดิมชนิดที่จะทำให้ฝ่ายที่เป็นรัฐบาลต้องเหนื่อยเพิ่มเลยละ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไว้จะค่อยทยอยเล่าสู่กันฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เล่ามาเฉพาะประเด็นเดียวในวันนี้ก็เพื่อจะบอกเล่า &amp;#39;อีกด้านหนึ่ง&amp;#39; ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกกระแสโหมกระหน่ำโจมตี ทั้ง ๆ ที่นี่คือรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์ต่อการตรวจสอบและกำกับการทำงานของฝ่ายบริหารมากที่สุด เป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านมากที่สุด บทโหมโรงเริ่มต้นผมได้ชี้ให้เห็นกันแล้วในวันเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา จากนี้ไปฝ่ายบริหารจะต้องระมัดระวังแทบทุกฝีก้าวในการทำงาน เพราะเชื่อว่าฝ่านค้านเปิดรัฐธรรมนูญจองกฐินและผ้าป่ารอเป็นระยะ ๆ ไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37903</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อดีของรัฐธรรมนูญ, ข้อเสียของรัฐธรรมนูญ, คสช.สืบทอดอำนาจ, คำนูณ สิทธิสมาน, รัฐธรรมนูญปี2560</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180712/image_big_5b476a0217254.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
