<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 08:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 08:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุรินทร์ นำทีมขายขายสินค้ายางพารา ข้าว มันสำปะหลังและอาหาร ที่ตุรกี คว้ายอดกว่า 1.5 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2562 ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนกลุ่มสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ ข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าอาหาร เดินทางไปขยายตลาดส่งออกที่ประเทศตุรกี โดยได้มีการลงนามในบันทึกความตกลง (MOU) เพื่อซื้อขายสินค้ารวม 11 คู่ มีมูลค่า 15,512 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าส่งออกให้กับประเทศได้ทันที
สำหรับการลงนาม MOU มีดังนี้ สินค้ายางพารา 6 หมื่นตัน มูลค่า 2,720 ล้านบาท ได้แก่ บริษัทไทยฮั้ว จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท KOLSAN TYPE , บริษัท ไทยฮั้ว จำกัด(มหาชน) กับ บริษัท Sayeste Kaucak , การยางแห่งประเทศไทย กับ Turkish Rubber Association การยางแห่งประเทศไทย กับ REP Kaucak สินค้าข้าว 6 พันตัน มูลค่า 85 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท โตมี อินเตอร์เทรด จำกัด กับ บริษัท Dervisoglu , บริษัท เอส อินเตอร์ ไรซ์ จำกัด กับบริษัท Harbiyeli , สินค้ามันสำปะหลัง ปริมาณ 1.5 แสนตัน มูลค่า 690 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท SB Premier Product จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific ,บริษัท Chaiyong Agricultural Silo จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific , บริษัท Thong Tapioca (1999)จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific และสินค้าซอสปรุงรส 10 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท สุรีย์ อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด กับ บริษัท Dolfin Gida&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในระหว่างการเจรจาธุรกิจ สามารถตกลงซื้อขายหมอนยางพาราได้เพิ่มเติมอีก 20 ล้านใบ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ระหว่างบริษัท JSY LATEX จากนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง และ กยท. กับบริษัท REPKAUCUK จากตุรกี โดยใช้น้ำยางไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นตัน ซึ่งจะเริ่มต้นส่งมอบตั้งแต่เดือนธ.ค.2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนเจรจาเปิดตลาดตุรกีให้กับผู้ส่งออกไทย โดยขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-ตุรกี ตั้งเป้าเจรจาแล้วเสร็จกลางปี 2563 ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อการส่งออกของไทยที่อัตราภาษีนำเข้าจะลดลง ทำให้ไทยส่งออกไปยังตุรกีได้เพิ่มขึ้น และยังสามารถใช้ตุรกีเป็นประตูในการส่งออกไปยังยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางได้ด้วย ขณะที่ตุรกีสามารถใช้ไทยขยายตลาดเข้าสู่จีน อินเดีย และอาเซียนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ อย่างยางพารา ไม่มีภาษี มันสำปะหลัง มันอัดเม็ดภาษี 0% แป้งมันเสีย 7-9% ข้าวภาษีสูงถึง 45% ถ้าเจรจาเอฟทีเอสำเร็จ ภาษีจะลดลงหรือไม่มี จะช่วยให้ไทยส่งออกไปตุรกีได้เพิ่มขึ้น&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว
นายจุรินทร์กล่าวว่า วันที่ 18 พ.ย.2562 จะนำคณะเดินทางต่อไปยังเยอรมนี จะมีการเจรจาซื้อขายสินค้ากับผู้ประกอบการเยอรมนีด้วย ส่วนผลจะเป็นอย่างไร จะรายงานให้ทราบต่อไป และยังได้นำผู้ประกอบการไทย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า MEDICA 2019 ครั้งที่ 50 จัดโดย Messe D&amp;uuml;sseldorf GmbH ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 พ.ย.2562 ณ เมืองดึสเซลดอร์ฟ มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน 15 บริษัท โดยสินค้าที่นำมาแสดง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในทางการแพทย์และเภสัชกรรม &amp;nbsp; ถุงมือยาง หลอดและท่อ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50493</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าอาหาร, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, ตุรกี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190930/image_big_5d91e47d0caa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
