<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุภา&#039; เผยไต่สวนเพิ่มอดีตนักการเมือง-จนท.รัฐ หวังจบคดีข้าวจีทูจียุคปูภายใน ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.64 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) คัดเลือกบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ให้เป็นผู้ส่งมอบข้าวให้&amp;nbsp;BULOG&amp;nbsp;ประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมีติชี้มูลนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เปิดเผยความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า ขณะนี้อัยการกำลังพิจารณาอยู่ โดยยังไม่ได้มีการตั้งข้อไม่สมบูรณ์มายัง ป.ป.ช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภา กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ทั้งหมด กล่าวว่า คดีจีทูจียุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แก่ ระบายข้าวจีทูจีล็อต 2 มีการตั้งไต่สวนเพิ่มเติมอย่างน้อย 2-3 ราย และมีการกันพยานบุคคลอยู่ โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วทั้งหมด โดยบุคคลที่ถูกไต่สวนเพิ่มเติม 2-3 รายนั้น ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองที่อยู่ต่างประเทศ และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่คดีขายมันสำปะหลัง (มันเส้น) จีทูจี กำลังสรุปสำนวนการไต่สวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภา กล่าวว่า ส่วนคดีจีทูจียุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอยู่ 3 คดี คือคดีระบายมันสำปะหลังจีทูจี ระบายข้าวจีทูจี และการประมูลข้าวเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยสาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากมีพยานเอกสารบางชิ้น ที่พบว่าไม่เหมือนกับตัวต้นฉบับ โดยเอกสารที่ส่งมายัง ป.ป.ช. ไม่ปรากฏลายเซ็นของบุคคลใดเลย จึงดำเนินการขอเอกสารตัวจริงอยู่ และรอเสนอเข้าที่ประชุมองค์คณะไต่สวนว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาใครบ้าง และคดีนี้ยังไม่หมดอายุความ เนื่องจากมีอายุความ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับคดีมันเส้นจีทูจี และระบายข้าวจีทูจียุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ พยายามจะทำให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2564 พยายามตั้งเป้าหมายให้แคบที่สุดเพื่อไม่ให้มีปัญหา แต่เนื่องจากติดปัญหาโควิด-19 ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องบางรายไม่สามารถเข้าให้ปากคำได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;น.ส.สุภา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114266</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติรัตน์ ณ ระนอง, ข้าวจีทูจี, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด, ปปช., สุภา ปิยะจิตติ, องค์การคลังสินค้า (อคส.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_61236ed9b97fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 18:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษาแก้ &#039;สุธี-แก๊งเสี่ยเปี๋ยง&#039; ร่วมชดใช้โกงจีทูจีเพิ่มเป็นกว่า 2 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.63 - ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กรณีของนายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 คดีหมายเลขดำ อม.อธ. 3/2562 คดีหมายเลขแดง อม.อธ. 3/2563 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง&amp;nbsp;นายสุธี เชื่อมไธสง เป็นจำเลยที่ 16&amp;nbsp;ในคดีทุจริตจีทูจี เรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาวินิจฉัยในส่วนแพ่งว่า ผู้ร้องที่ 1-4 ไม่เป็นผู้เสียหาย ให้นายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 ร่วมกับ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10, นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 14 และนายนิมล รักดี จำเลยที่ 15 ชำระเงินแก่กระทรวงการคลัง ผู้ร้องที่ 5 จำนวน 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ต่อมาผู้ร้องทั้งห้าซึ่งเป็นหน่วยราชการผู้เสียหาย อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องที่ 1 -4 เป็นผู้เสียหาย ขอให้จำเลยที่ 16 ชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ เห็นว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นคู่สัญญา ผู้ร้องที่ 2-3 มีหน้าที่สำคัญตั้งแต่การรับจำนำข้าวเปลือก แปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร และผู้ร้องที่ 4 มีหน้าที่กำกับให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การระบายข้าว ผู้ร้องที่ 1-4 จึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1-6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต วางแผนกันมาเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การเสนอกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าว เพิ่มถ้อยคำ &amp;ldquo;รัฐวิสาหกิจ&amp;rdquo; ในวิธีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อให้ บ.สยามอินดิก้า จำเลยที่ 10 โดย น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11, น.ส.เรืองวัน เลิศลารักษ์ จำเลยที่ 12 และนายอภิชาติ จำเลยที่ 14 นำบริษัท กว่างตงฯ และบริษัท ห่ายหนานฯ ซึ่งเป็นเพียงรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่ใช่ตัวแทนโดยตรงของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาเป็นคู่สัญญาในการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ รวม 4 สัญญา เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม สัญญาที่ทำขึ้นเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะและเป็นการกระทำละเมิด สัญญาดังกล่าว จึงไม่ผูกพันผู้ร้องทั้งห้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเสียหายตามสัญญาแต่ละฉบับที่ไม่จำต้องนำค่าใช้จ่ายใดๆ มาปรับลด และผู้ร้องทั้งห้าได้รับความเสียหาย นับแต่วันทำสัญญาแต่ละฉบับ ให้จำเลยที่ 16 ร่วมกับจำเลยที่ 10, 14, 15 ชำระค่าเสียหายตามสัญญาทั้ง 4 ฉบับ รวมเป็นต้นเงิน 20,057,723,761.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละยอด ประกอบด้วย ดอกเบี้ยของต้นเงินในยอด 10,991,736,253.54 บาท ให้ชำระนับตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. 2554, ของต้นเงินในยอด 2,197,070,607.79 บาท ให้ชำระนับตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. 2554,&amp;nbsp;ของต้นเงินในยอด&amp;nbsp;6,687,421,374.73 บาท ให้ชำระนับตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2555 และของต้นเงินในยอด&amp;nbsp;199,495,525.60 บาท ให้ชำระนับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่หน่วยงานผู้ร้องที่เสียหายทั้งห้า ซึ่งดอกเบี้ยที่นับถึงวันยื่นคำร้องนั้น ต้องไม่เกินจำนวนตามที่ผู้ร้องทั้งห้าขอ นอกจากที่แก้แล้ว ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้ ศาลยังให้ออกคำบังคับสำหรับค่าเสียหายส่วนแพ่งที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ กรณีจำเลยที่ 16 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง เป็นนักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่และคนสนิทของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเสี่ยเปี๋ยงเป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก 48 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตจีทูจี&amp;nbsp;ซึ่งคดีของเสี่ยเปี๋ยงถึงที่สุดไปเมื่อเดือน ก.ย. 2562 จากที่องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ได้พิพากษาแล้ว&amp;nbsp;นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในจำเลยร่วมคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่อยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนายสุธี เป็นคนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง ได้หลบหนีคดีไปตั้งแต่ช่วงต้นที่มีการฟ้องคดีเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วต่อมาเมื่อมี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ออกมาบังคับใช้ ให้พิจารณาคดีที่ไม่มีตัวจำเลยซึ่งได้มีการออกหมายจับไว้แล้วได้ โดยในส่วนของคดีอาญา นายสุธีถูกพิพากษาให้จำคุก 4 กระทง เป็นเวลารวม 32 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70346</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวจีทูจี, นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร, สุธี เชื่อมไธสง, เสี่ยเปี๋ยง, โครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c357e2aa94d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2019 18:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2019 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใกล้รู้ผล!ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาวินิจฉัยอุทธรณ์จีทูจี &#039;บุญทรง&#039;เครียด-ลูกชายรุดให้กำลังใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.62 - ที่อาคารศาลฎีกา สนามหลวง นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ได้เดินทางมาถึงศาลก่อนเวลานัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 11.00 น. เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าร่วมฟังคำพิพากษา โดยนายนรินทร์ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ 2-3 วันก็ได้พูดคุยกับนายบุญทรง จำเลยที่อยู่ในเรือนจำ ซึ่งได้รับทราบหมายศาลแจ้งกำหนดนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ก็มีอาการเครียดอยู่บ้างเล็กน้อย เราก็หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาล โดยคดีนี้ทางอัยการสูงสุดโจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยบางรายด้วย ขณะที่จำเลยในคดีนี้ก็ได้ขออุทธรณ์คำพิพากษาเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายบุญทรง และจำเลยร่วมคนอื่นๆ ที่ ต้องคำพิพากษาตามศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในครั้งแรกนั้น &amp;nbsp;15 รายศาลก็ได้เบิกตัวจำเลยมาจากเรือนจำ เพื่อจะฟังคำพิพากษาในช่วงเที่ยงและบ่ายวันนี้ โดยนายเดชนัฐวิทย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) &amp;nbsp;บุตรชายของนายบุญทรง ก็ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจบิดาด้วย ขณะก่อนที่จะถึงเวลานัดฟังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็ได้นำตัวกลุ่มจำเลยที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำซึ่งวันนี้ศาลได้เบิกตัวมาตั้งแต่ช่วงเช้า ให้พักอยู่ในห้องควบคุมตัวบริเวณชั้น 1 &amp;nbsp;ของศาลฎีกา ซึ่งมีรายงานแจ้งว่า ตั้งแต่เวลา 11.00 น.ทางศาลก็ได้ให้คู่ความทั้งอัยการโจทก์, จำเลย, ทนายความ รวมทั้งกลุ่มญาติจำเลย ทยอยเข้าห้องพิจารณาเพื่อเตรียมรอฟังการอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ โดยจะเริ่มอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ในเวลาประมาณ 12.00 น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่บรรยากาศโดยรอบอาคารศาลฎีกาก็ได้มีการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและ รปภ.ของศาล กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งได้มีการนำแผงกั้นมาวางยาวตลอดแนวถนนประมาณ 300-400 เมตรฝั่งคลองหลอดด้านหลังศาล เพื่อเป็นพื้นที่ให้สำหรับสื่อมวลชนที่ติดตามมาถ่ายภาพทำข่าว ซึ่งในการฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดีการทุจริตระบายข้าวจีทูจีวันนี้ ศาลฎีกาได้กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับสื่อมวลชนไว้เข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปยังเข้าไปในบริเวณอาคารศาลและในห้องพิจารณาคดีเพื่อความเรียบร้อย เนื่องจากวันนี้มีจำเลยและผู้ติดตามจำนวนมากในการเข้าฟังคำพิพากษา โดยในส่วนของกลุ่มทนายความ, ญาติจำเลยกับผู้ที่ติดตามที่จะเข้าร่วมฟังคำพิพากษาภายในห้องพิจารณาคดีก็มีข้อปฏิบัติเข้มงวดเช่นกัน ซึ่งมีการตรวจเช็คเครื่องมืออุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งการเช็ครายชื่อกับบุคคลที่ได้ เสนอชื่อมาในการเข้าฟังคำตัดสินวันนี้ โดยการเข้าฟังคำพิพากษานั้นอนุญาตให้เฉพาะคู่ความในคดีและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การอ่านคำพิพากษาวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ ก็คาดว่าจะใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งคาดว่าอาจจะเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 17.00 น. โดยคดีนี้ครั้งแรกที่เคยได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อเดือน ส.ค. 2558 ก็เคยใช้ระยะเวลายาวนานถึง 5 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ของจีทูจีวันนี้ สืบเนื่องจากที่อัยการโจทก์ และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต่อกฎหมายใหม่ (ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกผู้พิพากษาฎีกาและผู้พิพากษาอาวุโสในชั้นฎีกา ที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าคณะในศาลฎีกาจำนวน 9 คนที่ไม่เคยนั่งพิจารณาคดีจีทูจีมาก่อน มาเป็นองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้นเป็นคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์จะเลือกเป็นรายคดี) ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 ให้จำคุกตั้งแต่ 4-48 ปีกลุ่มนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงกรมการค้าต่างประเทศ รวมทั้งเอกชนกลุ่มนักค้าข้าว ที่ตกเป็นจำเลยรวม 15 ราย คือจำเลยที่ 1,2,4,5,6,7, 8,9,11,12,13,14,15,17,18&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และปรับ 3 ราย คือ บจก.สยามอินดิก้า จำเลยที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;เป็นเงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านบาท ,&amp;nbsp; บจก.กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำเลยที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;25,000&amp;nbsp;บาท &amp;nbsp;และ น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร บุตรสาวเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;40,000&amp;nbsp;บาท กับให้ บจก.สยามอินดิก้า-น.ส.ธันยพร ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายกับกระทรวงการคลัง จำนวน&amp;nbsp;1,294,109,764.80&amp;nbsp;บาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ให้ บจก.สยามอินดิก้า จำเลยที่ 10&amp;nbsp;,&amp;nbsp;เสี่ยเปี๋ยง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่ 14 และนายนิมล หรือโจ รักดี&amp;nbsp;คนสนิทเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่&amp;nbsp;15 ร่วมกันชดใช้กระทรวงการคลังด้วย 16,912,128,273.66&amp;nbsp;บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp;7.5&amp;nbsp;นับแต่วันที่รับมอบข้าวตามสัญญาแต่ละฉบับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยยกฟ้องจำเลยที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ซึ่งเป็นสามีของญาตินายอภิชาต และกลุ่มโรงสีกับผู้บริหารโรงสี จำเลยที่ 22 ,&amp;nbsp;23&amp;nbsp;,&amp;nbsp;24&amp;nbsp;,&amp;nbsp;25&amp;nbsp;,&amp;nbsp;26&amp;nbsp;,&amp;nbsp;27&amp;nbsp;,&amp;nbsp;28 รวม 8 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำหรับ พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และนายสุธี เชื่อมไธสง คนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวไปเพราะจำเลยหนีคดี ก็ปรากฏว่าต่อมาเมื่อมี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 ออกมาบังคับใช้ ให้อำนาจศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีที่ฟ้องและออกหมายจับจำเลยแล้วได้ใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย อัยการสูงสุดจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีของทั้งสองพิจารณาใหม่ โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2562 องค์คณะศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาว่าทั้งสองได้ร่วมกระทำผิดด้วย ให้จำคุก พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 รวม 4 กระทงเป็นเวลา 72 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุกทั้งสิ้น 50 ปี และนายสุธี คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 จำคุก 4 กระทงเป็นเวลารวม 32 ปี และให้จำเลยที่ 16 ชดใช้ค่าเสียหายให้กับกระทรวงการคลังด้วยจำนวน 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันทำสัญญาด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับจำเลยทั้ง 28 คนประกอบด้วย นายภูมิ สาระผลอดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว เป็นจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;,นายบุญทรง เตริยาภิรมย์&amp;nbsp;อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุ กก.พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;, พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ&amp;nbsp;อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;, นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;, นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยงหรือทีปวัชระ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่&amp;nbsp;6 &amp;nbsp;, นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;, นายรัฐนิธ โสจิระกุล&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;, นายลิตร พอใจ&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;, บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;,น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;, น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;12&amp;nbsp;, น.ส.สุทธิดาหรือสุธิดา ผลดีหรือจันทะเอ&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;13&amp;nbsp;, นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่&amp;nbsp;14 &amp;nbsp;, นายนิมล หรือโจ รักดี&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;15 , นายสุธี เชื่อมไธสง&amp;nbsp;คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;16 &amp;nbsp;, นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร&amp;nbsp;ญาติเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่&amp;nbsp;17&amp;nbsp;, นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;, นายสมยศ คุณจักร&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;, บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดหรือบริษัท สิราลัย จำกัด&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;, น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร&amp;nbsp;บุตรสาวเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;, ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;, นายทวี อาจสมรรถ&amp;nbsp;หุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่&amp;nbsp;23&amp;nbsp;, บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัดโดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จำเลยที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;, บริษัท เค.เอ็ม.ซี.&amp;nbsp;อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;, นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท จำเลยที่&amp;nbsp;26&amp;nbsp;, บริษัท เจียเม้ง จำกัด&amp;nbsp;จำเลยที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท จำเลยที่&amp;nbsp;28&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยื่นฟ้องในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการหรือรักษาทรัพย์ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.151 ,ม.157&amp;nbsp;ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;4, 123&amp;nbsp;,123/1&amp;nbsp;และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;4, 9, 10,12&amp;nbsp;พร้อมขอให้ศาลสั่งปรับจำเลย รวม&amp;nbsp;35,274,611,007&amp;nbsp;บาทด้วยซึ่งคิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งในสัญญาระบายข้าวกว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ล้านตันที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ใน&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ฉบับ โดย ก.ม.ฮั้วประมูล ม.4&amp;nbsp;กำหนดให้ขอปรับได้ร้อยละ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;จากมูลค่าตามสัญญา และให้กลุ่มเอกชนและบริษัทนิติบุคคล&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ราย (จำเลยที่ 14-28) ร่วมกันชดใช้ความเสียหายทางแพ่งด้วยประมาณ&amp;nbsp;2.6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45145</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวจีทูจี, คดีจีทูจีข้าว, บุญทรง เตริยาภิรมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d723c874866c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
