<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2019 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2019 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านศรีสะเกษ ค้านโรงงานน้ำตาลโรงไฟฟ้าชีวมวล ชี้ทำลายแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.62- ที่ตลาดสดเทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดเวทีให้ความรู้ผลกระทบในพื้นที่ซึ่งจะมีการดำเนินโครงการน้ำตาลขนาด 20,000 อ้อย/วัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 40 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;โดยมีชาวบ้านในพื้นที่ตำบลสำโรงพลัน อำเภอไพรบึงและตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษเข้าร่วมเวที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานคณะกรรมการคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลในพื้นที่ พบว่า 1.พื้นที่ตั้งโรงงานไม่เหมาะสม ด้วยเงื่อนไขที่อยู่ใกล้ชุมชน วัด โรงเรียน ประมาณ 41 หมู่บ้าน 7 ตำบล 3 อำเภอ ในรัศมี 5 กิโลเมตร และยังไม่มีความสอดคล้องกับพื้นที่การปลูกข้าวหอมมะลิ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมสาน ที่อยู่ในดินแดนภูเขาไฟ เป็นต้น 2.ในพื้นที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงงานในรัศมี 5 กิโลเมตรนั้นไม่มีวัตถุดิบหลักของโครงการที่ทางโรงงานจะใช้ดำเนินการผลิตน้ำตาล คือ อ้อย ประมาณ 20,000 ตันอ้อย/วัน หรือประมาณ 2,400,000 ตัน/ฤดู &amp;nbsp;เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และทำเกษตรผสมผสาน การจะตั้งโรงงานจึงมีความขัดแย้งกับพื้นที่โดยสิ้นเชิง ดังนั้นการมีเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา 2 ครั้ง เป็นเวทีซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และจะต้องยกเลิกเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้ง 2 ครั้งเพื่อประเมินศักยภาพของพื้นที่ก่อนเพราะชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่าพื้นที่ก่อสร้างไม่เหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวงศกร สารปรัง ศูนย์กฏหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ 60 ชุมชนมีสิทธิในการอนุรักษ์ฟื้นฟูส่งเสริมภูมิปัญญาท้งถิ่นศิลปะ วัฒนธรรม และขนบประเพณีอันดีงาม ซึ่งชุมชนชาวบ้านเป็นชุมชนชาติพันธุ์ เขมร กูย ลาว เยอ ที่มีวิถีงดงามยึดโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่ชุมชนมีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ตลอดจนชุมชนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานราชการให้ดำเนินการอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันกระทบต่อความเป็นอยู่ อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน ซึ่งรัฐธรรมนูญให้ประชาชนในการแสดงความคิดเห็นได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะทีี่นายพล จิตโสม อายุ 62 ปี กรรมการกลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ &amp;nbsp;ระบุว่า ที่ผ่านมานั้นทางบริษัทที่ปรึกษาได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว 2 ครั้ง โดยชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตร ไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อน จึงมองว่าเป็นกระบวนการไม่รับฟังความคิดเห็น ชาวบ้านขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และสิ่งสำคัญคือความกังวลถึงความเสียหายในพื้นที่เกษตร พื้นที่ทำมาหากินของชาวบ้านที่อาจถูกทำลายจากผลกระทบ และไม่สามารถกลับคืนมาได้อีก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของชุมชนปลูกข้าวหอมมะลิ ทำเกษตรอินทรีย์ ไร่นาสวนผสม และพึ่งพาทรัพยากร ถือได้ว่าเป็นฐานเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดรายได้ต่อครอบครัว ชุมชน และจังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ ได้อ่านประกาศไม่ยอมรับกระบวนการเวทีไม่รับฟังความคิดเห็น และยืนยันที่จะไม่เอาโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันอ้อย/วัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 40 เมกะวัตต์ โดยระบุเหตุผลดังต่อไปนี้ 1.พื้นที่ตั้งโรงงานไม่เหมาะสม &amp;nbsp;ด้วยเงื่อนไขที่อยู่ใกล้ชุมชน วัด โรงเรียน &amp;nbsp;2.ในพื้นที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงงานในรัศมี 5 กิโลเมตรนั้นไม่มีวัตถุดิบหลักคืออ้อย&amp;nbsp;3.ปัญหาการจราจรที่เพิ่มขึ้น ฝุ่นจากการขนส่ง และอุบัติเหตุ &amp;nbsp;เนื่องจากช่วงการดำเนินการจะมีรถขนส่งวัตถุดิบ(อ้อย) สารเคมี ผลิตภัณฑ์ การเดินทางของพนักงาน เข้า-ออกพื้นที่ ได้แก่รถบรรทุกอ้อย 2,000 คัน/วัน ขนส่งสารเคมี 6 ล้อ 816 คัน/ปี ขนส่งผลิตภันฑ์รถบรรทุก 10 ล้อ จำนวน 100 คัน/วัน รถจักรยายนต์ 200 คัน/วัน รถยนต์ส่วนบุคคล 60 คัน/วัน และรถโดยสารขนาดเล็ก 52 คัน/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.อาจจะก่อให้เกิดปัญหากลิ่นเหม็น ซึ่งจากการดำเนินโครงการปัญหาเรื่องกลิ่นจะเป็นอีกปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชน เช่น ระบบทางเดินหายใจ เครียด อาการระคายคอและไอต่อเนื่อง เป็นต้น 5.อาจจะมีการแย่งชิงทรัพยากรน้ำใต้ดิน เพราะว่าชุมชนส่วนใหญ่ใช้น้ำใต้ดินในการบริโภค 6.ปัญหาทางสังคม อาจจะมีประชากรแฝงเพิ่มมากขึ้น ปัญหายาเสพติด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ปัญหาการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชน เนื่องจากวิถีชีวิตของชุมชนเป็นวิถีที่ยึดโยงกับระบบการทำนา ทำพืชสวน เกษตรผสมผสาน การปลูกข้าวอินทรีย์ และทรัพยากรธรรมชาติ 8.การดำเนินโครงการยังขัดแย้งกับยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ และแผนพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 &amp;nbsp;ด้วยเหตุผลดังทางกลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ จึงขอประกาศเพื่อปกป้องวิถีชาติพันธุ์ กูย เขมร ลาว เยอ ปกป้องชุมชน ปกป้องทรัพยากร และเรียกร้องให้ 1.ให้ยกเลิกเวทีไม่รับฟังความคิดเห็นทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากชาวบ้านไม่เคยรับรู้ข้อมูลข่าวสารมาก่อน 2.ให้ผู้ว่าราชจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาศักยภาพของพื้นที่อย่างเร่งด่วน 3.ชุมชนขอประกาศเป็นพื้นที่ปลอดภัย ด้านดิน น้ำ อากาศและคุณภาพชีวิต เป็นเขตปราศจากโรงงานอุตสาหกรรม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45805</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดศรีสะเกษ, ข้าวหอมมะลิ, ต้านโรงน้ำตาลโรงไฟฟ้าชีวมวล, พื้นที่เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190915/image_big_5d7e15899b682.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2019 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2019 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุ่งกุลาต้านโรงน้ำตาลโรงไฟฟ้าชีวมวลสอดไส้ถ่านหิน ซัดรัฐหยุดหนุนปลูกอ้อยเปิดทางนายทุนน้ำตาลแย่งยึดที่ดินชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.62- เครือข่ายชาวบ้าน จ.ร้อยเอ็ด กลุ่มเครือข่ายคนรักษ์ปทุมรัตต์&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชน ตำบลโนนสวรรค์ และตำบลสระบัว อ.ปทุมรัตต์&amp;nbsp;ร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสาน คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชน ภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม จัดเวทีเวทีชำแหละนโยบายอุตสาหกรรมน้ำตาลกลาวทุ่งกุลา ที่วัดโพธิการาม ต.นครสวรรค์ อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด พร้อมออกแถลงการณ์ &amp;nbsp;หยุดโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลปทุมรัตต์&amp;nbsp;โดยระบุว่า สืบเนื่องจากรัฐบาล คสช. อันมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันยุทธศาสตร์ อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี (พ.ศ.2558-2569) เมื่อปีพ.ศ.2558 ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมุ่งเปลี่ยนภูมินิเวศวัฒนธรรมอีสานจากพื้นที่ ข้าว นาและป่าโคก สู่ การเป็นพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย &amp;nbsp;อันจะทำให้พื้นที่นา ไร่ สวนและผืนป่าอีกกว่า 6 ล้านไร่ &amp;nbsp;กลายเป็นป่าอ้อยสุดลูกหูลูกตา โรงงานน้ำตาลทรายพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลจะผุดขึ้นในทั่วทุกมุมเมืองของอีสานอีกกว่า 20โรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในการวางยุทธศาสตร์ที่ว่า กลับไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนปทุมรัตต์บนผืนแผ่นดินที่เรียกว่าทุ่งกุลา &amp;nbsp;ดินแดนแห่งข้าวหอมมะลิและวิถีวัฒนธรรมชาวนา การที่จะมีโรงงานน้ำตาลทรายขนาดกำลังการผลิต 24,000ตันอ้อยต่อวัน ต้องการพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 200,000ไร่ โรงงานไฟฟ้าชีวมวลขนาดกำลังการผลิต80เมกกะวัตต์มาตั้งอยู่ในพื้นที่ เสมือนการทิ้งระเบิดควันพิษลงกลางใจผู้คน ก่อให้เกิดความหวั่นวิตกอย่างหนัก พวกเรา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและองค์กรตามแนบท้ายแถลงการณ์นี้ ขอยืนหยัดที่จะบอกว่า ไม่ต้องการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ด้วยเหตุผลประการสำคัญ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. อ้อย ไม่ใช่พืชชนิดเดียวที่เหมาะสมกับพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ณ ดินแดนทุ่งกุลาแห่งนี้ คือ แหล่งข้าวหอมมะลิที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน เป็นข้าวคุณภาพชั้นเยี่ยม ได้รับรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติ รวมทั้ง ได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกลายมาเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ด สู่ การเป็นนครหลวงข้าวหอมมะลิโลก &amp;nbsp;2.การส่งเสริมการปลูกอ้อยมีเบื้องหลังเพื่อสนับสนุนกลุ่มทุนผูกขาดน้ำตาลทรายในประเทศที่มีเพียงไม่กี่ราย ให้สามารถผูกขาดตลาดเกษตร ควบคุมทิศทางการผลิตและราคาได้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงมิใช่เป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง ราคาข้าวตกต่ำที่เกิดขึ้นในภาคอีสานดังกล่าวอ้าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย เป็นช่องให้กลุ่มทุนใช้เป็นข้ออ้างในการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะที่ดิน และแหล่งน้ำและป่าโคก อันเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับชุมชนออกไปเป็นจากท้องถิ่น สู่เงื้อมมือของทุนเพียงกลุ่มเดียว เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะถูกทิ้งให้เผชิญกับความเสี่ยงของราคาผลผลิต และความไม่มั่นคงทางอาหาร 4. การก่อสร้างโรงงานน้ำตาลทรายและโรงไฟฟ้าชีวมวลในเขตชุมชน จะทำให้ชุมชนต้องใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงอย่างน้อย &amp;nbsp;3.ด้านหลัก คือ 1) ด้านสุขภาพ &amp;nbsp;2) ด้านสิ่งแวดล้อม จะเกิด การแย่งชิงน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชน เราไม่เชื่อว่าโรงงานจะสามารถกักเก็บแหล่งน้ำและใช้น้ำจากแม่น้ำร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่เบียดเบียน &amp;nbsp;3) ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยเฉพาะความปลอดภัยบนท้องถนน ที่ต้องเผชิญหน้ากับรถบรรทุกอ้อย รถขนชานอ้อย กากน้ำตาลและอื่นๆ กว่า 2,400 เที่ยวต่อวัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.กรณีโรงงานไฟฟ้าชีวมวล มีการปกปิดข้อมูลการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงร่วม ซึ่งถ่านหินเป็นตัวก่อผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 6.การดำเนินกิจการที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความไม่ชอบธรรม ปิดกั้นและกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังกรณีเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อ-EIA ครั้งที่ 1 &amp;nbsp;7. ภายใต้การดำเนินยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาล เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศที่ล้าหลัง ไม่ทันกระแสการบริโภคของโลก โดยเฉพาะยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลัก มีแนวโน้มลดการบริโภคน้ำตาลลงอย่างต่อเนื่องตามกระแสรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อันจะทำให้ราคาอ้อยตกต่ำลงในอนาคต สวนทางกับพื้นที่ปลูกอ้อยในประเทศไทยที่กำลังจะเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย ถูกลอยแพหรือถูกทำให้ยินยอมขายผลผลิตในราคาที่ไม่เป็นธรรม ซ้ำเติมให้เกษตรกรเข้าสู่วัฏจักรหนี้สิน การสูญเสียที่ดิน การแตกสลายของครอบครัวและชุมชน &amp;nbsp;8. พื้นที่ทุ่งกุลาแห่งนี้ ไม่ใช่ดินแดนอันว่างเปล่า แต่มีผู้คน ภูมิปัญญา วิถีชีวิต เป็นแหล่งอายรธรรมอีสานมาหลายร้อยหลายพันปี การเปลี่ยนดินแดนแห่งนี้เป็นไร่อ้อยและโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า จึงเท่ากับการทำลายอายธรรมทุ่งกุลาอันเก่าแก่ประเมินค่าไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงข้อเรียกร้อง ว่า &amp;nbsp;1.ขอให้ยกเลิกการผลักดันโรงงานอ้อย น้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อำเภอปทุมรัตต์&amp;nbsp;ทั้งนี้ การพัฒนาอีสานรวมถึงพื้นที่ทุ่งกุลาจะต้องมาจากคนอีสานและยึดหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของจังหวัดที่มุ่งสู่การเป็นนครหลวงข้าวหอมมะลิโลก &amp;nbsp;แหล่งเกษตรอินทรีย์เพื่อสุขภาพ 2.การพัฒนาจะต้องวางอยู่บนฐานการเคารพหลักสิทธิชุมชน หยุดการพัฒนาแบบเบียดขับชุมชนท้องถิ่นออก จากกระบวนการมีส่วนร่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.หน้าที่ของรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมต้องคำนึงการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ ปากท้องของประชาชน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชน ไม่ควรผลักดันโครงการที่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ตกต่ำลงไปด้วยการผลักดันโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้า 4 ยกเลิกนโยบายอ้อยและน้ำตาลทรายเพราะเป็นส่วนสำคัญในการแย่งยึดที่ดินของชาวบ้าน ทำลายพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร ทำลายรากฐานวัฒนธรรมชุมชน &amp;nbsp;5. กฏหมายและแนวทางเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องไม่มีถ่านหินมาเกี่ยวข้อง เป็นโรงไฟฟ้าทางเลือก เน้นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43213</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวหอมมะลิ, ทุ่งกุลารอ้งไห้, นโยบายอ้อยน้ำตาล, ร้อยเอ็ด, โรงไฟฟ้าชีวมวลสอดไส้ถ่านหิน, โรงไฟฟ้าน้ำตาลชีวมวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190811/image_big_5d4fe8eb98b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2018 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2018 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หงษ์ทองบุกตลาดล่าง หลังข้าวหอมแพงขึ้น 40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าวหงษ์ทอง ปรับแผนลุยตลาดระดับล่าง หลังพบราคาข้าวหอมปรับสูงขึ้น 30-40% กระทบผู้บริโภคชะลอซื้อกลุ่มบน พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ ควบขยายออนไลน์ หวังโกยยอดปีหน้าแตะ 2,500 ล้านบาท&amp;nbsp;

นายกัมปนาท มานะธัญญา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวแบรนด์ &amp;ldquo;หงษ์ทอง&amp;rdquo; เปิดเผยว่า แนวทางในการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ จะเติมเต็มสินค้าให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคให้มากขึ้น โดยเฉพาะข้าวในตลาดระดับล่าง ซึ่งต้องยอมรับว่าจากราคาข้าหอมที่ปรับตัวสูงขึ้น 30-40% ที่ผ่านมา มีผลต่อการตัดสินใจซื้อข้าวระดับบนที่ราคาค่อนข้างสูง ผู้บริโภคหันไปซื้อข้าวขาวและข้าวผสมแทน บริษัทจึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์แบรนด์หงษ์ทองได้มากขึ้น

สำหรับการบุกตลาดข้าวระดับล่างของบริษัท จะเริ่มทำนำข้าวหอมผสมทดลองตลาดช่วงต้นปี 2562 เพื่อดูผลตอบรับจากผู้บริโภคและคู่แข่งในตลาดว่าเป็นอย่างไร โดยเดิมทีบริษัทเคยทำตลาดข้าวระดับล่างมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่ ในครั้งนี้นับเป็นการปัดฝุ่นและเลือกจะลุยเซ็กเมนต์นี้ให้หนักกว่าทุกครั้ง เพราะแนวโน้มของราคาข้าวในปีหน้า มีโอกาสปรับตัวขึ้นอีก เนื่องจากราคา ณ เดือน พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะต้องราคาถูกกว่านี้ แต่กลับพบว่าราคาค่อนข้างสูง หากรับซื้อมาในราคาที่แพง คงไม่สามารถผลิตและจำหน่ายราคาที่ถูกกว่ารับซื้อมาได้

พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้มีการออกสินค้าใหม่ช่วงปลายปี 2561 นี้ ได้แก่ ข้าวกล้อง และข้าวหอมปทุม ซึ่งมีผลตอบรับค่อนข้างดี เชื่อว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปยังปี 2562 ให้บริษัทมียอดขายที่เติบโตมากขึ้น โดยยังเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดในปีหน้าควบคู่กันไปด้วย

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยที่ผ่านมามีการเติบโตมากกว่า 500% ทำให้วางแผนขยายช่องทางตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้นในปี 2562 นอกจากนี้เราได้เตรียมการลงทุนด้านเพิ่มขึ้นบางส่วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือก และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น, การจัดการระบบแพ็คกิ้งและการจัดส่งเพื่อรองรับการเติบโตที่จะเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงในส่วนของการผลิตที่เปิดสายการผลิตใหม่นำเครื่องจักรโรบอทมาใช้เพิ่มขึ้น คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี หลังจากปรับมาให้ความสำคัญกับตลาดข้าวสารบรรจุถุงระดับล่าง บวกกับการออกสินค้าใหม่ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อผลประกอบการในปีหน้า โดยวางเป้าหมายเติบโต 25% หรือคิดเป็น 2,500 ล้านบาท หรืออย่างน้อยเติบโตที่ 5%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23763</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวราคาดี, ข้าวหอมมะลิ, หงษ์ทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181208/image_big_5c0b28557b8cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2018 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นข้าวมะกันเบียดหอมมะลิไทย&quot;พาณิชย์&quot;เร่งเตรียมแผนรับมือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เตรียมรับมือข้าวหอมพันธุ์ใหม่ของสหรัฐฯ หลังพบเตรียมนำออกมาทดลองตลาด มั่นใจข้าวหอมมะลิไทยยังคงได้รับความนิยม พร้อมเดินหน้าโปรโมตและขยายตลาดเจาะกลุ่มผู้บริโภคใหม่ในสหรัฐฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;02 ส.ค. 61- น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐฯ พัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ 3 สายพันธุ์และอาจจะเป็นคู่แข่งของไทยในตลาดสหรัฐฯ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการติดตามและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายข้าวในสหรัฐฯ แล้ว ได้รับทราบว่ามีเพียงสายพันธุ์เดียวที่สหรัฐฯ นำมาทดลองตลาด แต่ข้าวดังกล่าวยังไม่เป็นที่รู้จักและวางจำหน่ายในตลาดทั่วไป ซึ่งต้องจับตาดูว่าจะมีผลยังไง ตลาดยอมรับหรือไม่ ซึ่งระยะสั้น ไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ มีแผนจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของข้าวหอมมะลิไทย และพัฒนาและข้าวหอมและข้าวพื้นนิ่มสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมทั้งจะร่วมมือกับภาคเอกชน ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐฯ เพื่อรักษาตลาด และจะเร่งขยายตลาดเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ โดยจะประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดอเมริกาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กระทรวงฯ ยังจะเร่งขยายตลาดข้าวชนิดใหม่ๆ ในตลาดสหรัฐฯ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าว กข 43 โดยข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นแล้ว และกำลังทำแผนประชาสัมพันธ์ข้าว กข 43 ที่เป็นข้าวชนิดใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ โดยหลังจากไปเปิดตัวที่สหรัฐฯ ขณะนี้มีผู้ติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อขอทราบคุณสมบัติของข้าว ผลการวิจัย และขอตัวอย่างข้าว ซึ่งมั่นใจว่าจะเปิดตลาดข้าว กข 43 ในสหรัฐฯ ได้แน่นอน ส่วนตลาดแคนาดา ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน และมีแผนที่จะไปโปรโมตต่อที่ออสเตรเลีย จีน สิงคโปร์ และฮ่องกงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14588</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ข้าวหอมมะลิ, ข้าวหอมมะลิไทย, ชุติมา บุณยประภัศร, พาณิชย์, สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8c7a46bfc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2018 06:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2018 06:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนแย่งประมูลข้าวรัฐ ให้ราคาหอมมะลิพุ่ง 2.2 หมื่นบาท/ตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกชน 9 ราย เหมาซื้อข้าวสารสต๊อกรัฐ 4.37 หมื่นตัน แย่งให้ราคาสูงสุดโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิพุ่ง 2.2 หมื่นบาท/ตัน เตรียมชงประธานนบข.เคาะขายทั้งหมดสิ้นเดือนพ.ค.นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์ &amp;nbsp;โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไปครั้งที่ 1/2561 ปริมาณ 4.37 หมื่นตัน พบว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติ 43 ราย และยื่นซองเสนอราคาทั้งหมด 35 ราย แต่เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดทั้งหมด 9 ราย ยื่นซื้อข้าวใน 20 คลัง รวมปริมาณทั้งหมด 4.37 หมื่นตัน คิดเป็น 100% ของปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด มีมูลค่าเสนอซื้อรวม 534.08 ล้านบาท หรือช่วงเสนอซื้อตั้งแต่ 6,000-2.2 หมื่นบาท/ตัน ซึ่งชนิดข้าวที่เสนอซื้อมากสุดคือ ข้าวขาว 5% ปริมาณ 2.45 หมื่นตัน รองลงมาคือ ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 7,300 ตัน ที่เหลือเป็นข้าวหอมทั่วไปและข้าวชนิดอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมจะนำผลสรุปการยื่นซองเสนอราคาสูงสุดทั้ง 9 ราย เข้าสู่ที่ประชุมคณะทำงานระบายข้าวสารสต๊อกรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค. 2561 ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าวในวันที่ 28 พ.ค. 2561 หลังจากนั้นจะเสนอต่อประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติขายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้ง 9 รายที่เสอนซื้อมาในราคาสูงสุด น่าจะอนุมัติขายทั้งหมด เพราะถือว่าให้ราคาดีมากเมื่อเทียบกับการประมูลข้าวเป็นการทั่วไปรอบที่แล้วเมื่อเดือนมี.ค. 2560 ซึ่งราคาที่เสนอซื้อข้าวสารหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ตอนนั้นอยู่ที่ราคา 8,800-1.02 หมื่นบาท/ตัน แต่ครั้งนี้เสนอซื้อราคาเฉลี่ย 1.80 หมื่นบาท/ตัน และมีการเสนอซื้อข้าวหอมมะลิที่ราคาสูงสุดถึง 2.2 หมื่นบาท/ตัน ส่วนข้าวขาว 5% ได้ราคาดีกว่ารอบก่อนเช่นกัน โดยรอบก่อนเสนอซื้อราคาเฉลี่ย 1 หมื่นบาท/ตัน รอบนี้เสนอซื้อเฉลี่ย 1.14 หมื่นบาท/ตัน&amp;rdquo; นายอดุลย์ กล่าว
สำหรับ ราคาข้าวสารในตลาดปัจจุบันพบว่า ข้าวสารหอมมะลิ 100% ชั้น 2 อยู่ที่3.31 หมื่นบาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 1.55-1.66 หมื่นบาท/ตัน ข้าวสารขาว 5% อยู่ที่ 1.29-1.3 หมื่นบาท/ตัน ข้าวเปลือกเจ้าราคา 8,000-8,200 บาท/ตัน ส่วนราคาส่งออกข้าวขาว 5% อยู่ที่ 450 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 อยู่ที่ 1,101 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-16 พ.ค. 2561 ไทยสามารถส่งออกข้าวได้แล้วปริมาณ 4.10 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.12% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 6.59 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.83% คิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมูลค่า 2,093 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.75%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าวที่นำมาเปิดประมูลครั้งนี้ เป็นข้าวกลุ่ม 1 ที่คนสามารถบริโภคได้ ซึ่งเป็นล็อตสุดท้ายแล้ว แต่ต้องรอดูองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) สรุปผลข้าวอีกครั้งว่ามีปริมาณข้าวที่หลงเหลือจากการรับมอบหรือไม่ หากมีก็จะนำมาเปิดประมูลต่อไป&amp;rdquo; นายอดุลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรายชื่อผู้เสนอราคาซื้อสูงสุดทั้ง 9 ราย ได้แก่ หจก.รุ่งเจริญพืชผล 2504 บจก.ธัญญไร้ซ์ (ไทยแลนด์) หจก.โรงสีทรัพย์แสงทอง 2550 บจก.ร่วมเจริญพัฒนาการข้าว บจก.กำแพงเพชร เอ็กซ์ปอร์ต หจก.สุวิทย์ ไรซ์มิลล์ บจก.วัฒนพร อินเตอร์โกลเด้นไรซ์ บจก.ครอบครัวข้าวสาร และบจก.ธนสรร ไรซ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9515</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, ข้าวขาว, ข้าวหอมมะลิ, ข้าวเปลือก, ประมูลข้าว, สต็อกรัฐบาล, อดุลย์  โชตินิสากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180519/image_big_5aff610f4060f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดอั้น!คนไทยเตรียมกินข้าวแพง &#039;หอมมะลิ&#039; ทะลุ 300บาท/ถุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หงษ์ทอง&amp;rdquo; คาดการณ์ราคาหน้าถุงข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ปีนี้ทะลุ 300 บาท เผยซัพพลายไม่พอ บวกต้นทุนเพิ่ม พร้อมกางแผน 5 ปี แตกไลน์ธุรกิจ ดันยอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตรา &amp;quot;หงษ์ทอง&amp;quot; เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของฝนที่ตกมาปริมาณมากเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อการปลูกข้าวหอมมะลิของเกษตรกร ซึ่งแม้ไม่ได้ลดจำนวนพื้นที่การเพาะปลูก แต่ฝนที่มากเกินไปไม่สามารถทำให้ปลูกข้าวหอมมะลิได้ เกษตรกรต้องหันไปปลูกนาปรังแทน จากปัจจัยดังกล่าวมีผลให้ราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทุกเดือน หรือหากเทียบเดือน ม.ค. ปีนี้กับปีที่ผ่านมาสูงขึ้น 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัทได้ทำการเสนอเรื่องการปรับราคาข้าวถุงไปยังกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว โดยยื่นขอปรับราคาหน้าถุงของข้าวหอมมะลิขนาด &amp;nbsp;5 กิโลกรัมไปประมาณ 290 บาท/ถุง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ราคาขายอยู่ที่ 260 บาท/ถุง ส่วนตัวเชื่อว่าในปี 2561 นี้หลังมีโอกาสที่จะเห็นราคาข้าวหอมมะลิพุ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์ 300 บาท/ถุงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามประคับประคองไม่ให้ราคาขายปลีกสูงจนเกินไป แต่ต้องยอมรับว่าราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เห็นจากราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่มีแนวโน้ม 18,000 บาทต่อเกวียน แม้ว่าเราจะขอปรับราคาหน้าถุงเป็น 290 บาท แต่ราคาขายจริงของขนาด 5 กิโลกรัมจะอยู่ที่ประมาณ 250 บาท/ถุง นับว่าสูงกว่าเดิมที่จำหน่ายในราคา 220-230 บาท&amp;quot; นายวัลลภ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แผนการลงทุนของบริษัทในช่วง 5 ปีนับจากนี้ เบื้องต้นน่าจะใช้เงินลงทุนปีละกว่า 100 ล้านบาท เพื่อยกระดับสายการผลิตไปสู่ระบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น โดยโรงงานแรกที่จะติดตั้งออโตเมชั่นคือใน จ. นนทบุรี และจะค่อยขยายไปจนครบทุกแห่งที่มีอยู่ บริษัทมองว่าการลงเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ 5-10% เพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานช่วงปลายการผลิตหรือขั้นตอนของการบรรจุถุงที่เดิมทีต้องใช้แรงงานค่อนข้างเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการแปรรูปสินค้าเป็นผลิตภัณท์อื่นๆนอกเหนือจากกลุ่มข้าว เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค และรับกับกระแสสุขภาพในปัจจุบัน เบื้องต้นได้ขยายไลน์กลุ่มสินค้าในหมวดของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาทิ เครื่องดื่มเสริมพลังงานจากข้าว , เครื่องดื่มน้ำนมข้าวหอมมะลิ รวมถึงการแปรรูปให้เป็นอาหารพร้อมทาน และขยายไปสู่ปลายน้ำในเรื่งของช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า โดยปัจจุบันทางบริษัทมีร้านค้าปลีกในขื่อ &amp;quot;หงษ์ทองเฮลท์สเตชั่น &amp;quot; จำนวน 3 สาจา โดยล่าสุดได้เข้าไปซื้อกิจการของร้าน &amp;quot;ใบเมี่ยง&amp;quot; จำนวน 4 สาขา ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวคิดของร้านเพื่อสุขภาพแนวใหม่ รวมถึงการขยายไลน์สินค้าในกลุ่มเครื่งสำอางอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ด้านยอดขายของปี 2561 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10-15% จากปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการขาย(เชิงปริมาณ)ในประเทศ 55% และ ต่างประเทศ 45% &amp;nbsp;ทั้งยังตั้งเป้ายอดขายเป็น 9,000 -10,000 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า จากที่ผ่านมายอดอยู่ที่ 5,000 กว่าล้านบาทมาหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวถุง, ข้าวถุงแพง, ข้าวหอมมะลิ, บางซื่อโรงสีไฟ, ราคาข้าว, วัลลภ มานะธัญญา, หงษ์ทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afe37424b9b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกหอมมะลิกระเป๋าตุง  ราคาพุ่งทุบสถิติยอดขายต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ราคาข้าวเปลือกในประเทศขณะนี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกข้าวไทยในเดือนม.ค.2561 (1-31 ม.ค.) ที่มีปริมาณสูงถึง 1.2 ล้านตัน มูลค่า 578 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราคาเฉลี่ยตันละ 474.91 ล้านเหรียญสหรัฐ และคิดเป็นเงินบาทประมาณ 18,762 ล้านบาท ถือเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า จากความต้องการซื้อข้าวไทยที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ผลจากการความต้องการซื้อข้าวไทยที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลดีต่อราคาข้าวเปลือกภายในประเทศ โดยข้าวเปลือกหอมมะลิได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 1.7-1.8 หมื่นบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับเดือนก.พ.2560 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 9.5 พันบาทถึง 1.16 หมื่นบาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้าตันละ 8 พันบาท เพิ่มขึ้นจาก 7.3-8 พันบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 4% และข้าวเปลือกเหนียวตันละ 1-1.1 หมื่นบาท ราคาใกล้เคียงกับปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทรวงฯ มั่นใจว่า ราคาข้าวเปลือกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ เนื่องจากผลผลิตมีปริมาณจำกัด ส่วนข้าวเปลือกเหนียวก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนพ.ย. 60 ที่ผ่านมา เพราะมีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น และยังได้รับผลดีจากมาตรการเชื่อมโยงตลาดของกระทรวงฯ เช่นเดียวกับข้าวเปลือกเจ้า ราคาก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน เพราะตลาดต่างประเทศมีความต้องกาเพิ่มขึ้น และไทยไม่มีสต๊อกข้าวรัฐ ที่เป็นแรงกดดัน&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับแนวโน้มตลาดส่งออกข้าวไทย คาดว่าจะยังดีต่อเนื่อง โดยล่าสุดอินโดนีเซีย ได้ประกาศผลการประมูลนำเข้าข้าวจากเอกชนจำนวน 5 แสนตัน โดยมีผู้ชนะจาก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม 1.41 แสนตัน ไทย 1.2 แสนตัน ปากีสถาน 6.5 หมื่นตัน และอินเดีย 2 หมื่นตัน รวม 3.46 แสนตัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องส่งมอบข้าวภายในวันที่ 28 ก.พ.2561 ซึ่งจะทำให้มีการเร่งซื้อข้าวเพื่อส่งมอบ และผลักดันให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น.&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ เอกชนไทยยังสามารถชนะการประมูลขายข้าวให้กับมาเลเซียเป็นข้าวขาว 5% ปริมาณ 4 หมื่นตัน รวมถึงกำลังอยู่ระหว่างการเร่งเจรจาขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีนในส่วนของสัญญาแสนตันที่ 5 ภายใต้สัญญา 1 ล้านตัน ซึ่งหากสำเร็จ ก็จะส่งผลให้มีการเร่งซื้อข้าวเพื่อส่งมอบเพิ่มขึ้นอีก รวมถึง ขณะที่ฟิลิปปินส์คาดจะเปิดประมูลนำเข้าข้าวจีทูจีในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตามจากมาตรการดูแลราคาข้าวเปลือก เพื่อดึงปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเป้าหมายรวม 12.50 ล้านตันข้าวเปลือก สิ้นสุดเดือนม.ค.261 สามารถดึงข้าวเปลือกออกจากตลาดได้แล้ว 5.43 ล้านตัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2721</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ข้าวหอมมะลิ, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7c7b5ec2276.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
