<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 19:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 311 ล้าน คุ้มครองภัยธรรมชาติ-โรคระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2564 วงเงินงบประมาณ 311.41 ล้านบาท โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทดลองจ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยก่อน และรัฐบาลจะชดเชยเงินตามจำนวนที่จ่ายจริง พร้อมด้วยอัตราต้นทุนเงิน ในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ธ.ก.ส. บวก 1 ในปีงบประมาณถัดไป ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้เกษตรกรมีเครื่องมือจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติผ่านระบบการประกันภัย และเป็นการต่อยอดความช่วยเหลือของภาครัฐในการรองรับต้นทุนการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกรเมื่อประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2564 เป็นโครงการต่อเนื่องจากปีการผลิต 2563 โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.พื้นที่เป้าหมายรับประกันภัยโครงการปีการผลิต 2564 รวม 2.92 ล้านไร่ 2.ค่าเบี้ยประกันภัย (ไม่รวมค่าอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) แบ่งเป็น 1.ค่าเบี้ยประกันภัยพื้นฐาน Tier 1 แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ค่าเบี้ยประกันภัย 160 บาทต่อไร่ พื้นที่เป้าหมาย 2.8 ล้านไร่ โดยรัฐจะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้ 96 บาทต่อไร่ และ ธ.ก.ส.จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้อีก 64 บาทต่อไร่ และกลุ่มลูกค้าเกษตรกรทั่วไป ค่าเบี้ยประกันภัยแยกเป็นพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ 150 บาทต่อไร่ พื้นที่ความเสี่ยงปานกลาง 350 บาทต่อไร่ พื้นที่ความเสี่ยงสูง 550 บาทต่อไร่ พื้นที่เป้าหมาย 6 หมื่นไร่ โดยรัฐจะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้ 96 บาทต่อไร่

2.ค่าเบี้ยประกันภัยแบบสมัครใจ Tier 2 ซึ่งเกษตรกรซื้อเพิ่มเติมและจะต้องจ่ายค่าเบี้ยเองตามระดับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ คือ พื้นที่เสี่ยงภัยต่ำ 90 บาทต่อไร่ พื้นที่เสี่ยงภัยปานกลาง 100 บาทต่อไร่ และพื้นที่เสี่ยงภัยสูง 110 บาทต่อไร่ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 6 หมื่นไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนวงเงินความคุ้มครอง ครอบคลุมภัยพิบัติธรรมชาติ 7 ภัย ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ ช้างป่า และภัยศัตรูหรือโรคระบาด โดย Tier1 ให้วงเงินคุ้มครองภัยธรรมชาติจำนวน 1,500 บาทต่อไร่ และภัยศัตรูหรือโรคระบาด จำนวน 750 บาทต่อไร่ ส่วน Tier2 ให้วงเงินคุ้มครองภัยธรรมชาติจำนวน 240 บาทต่อไร่ และภัยศัตรูหรือโรคระบาด จำนวน 120 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถซื้อกรมธรรม์ได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินโครงการปีการผลิต 2563 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรผู้เอาประกันภัยพื้นฐาน Tier 1 จำนวน 120,607 ราย พื้นที่เข้าร่วมจำนวน 2.14 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 76.43 ของจำนวนพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 2.8 ล้านไร่ และเกษตรกรผู้เอาประกันภัยแบบสมัครใจ Tier 2 มีจำนวน 86 ราย ส่วนคำขอรับค่าสินไหมทดแทน ข้อมูล ณ 31 มีนาคม 2564 มีเกษตรกรยื่นจำนวน 3,396 ราย รวมเป็นเงิน 34.29 ล้านบาท ซึ่งจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเสร็จสิ้นประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102561</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวโพด, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, มติครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097750218da2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &quot;กรีนพีซ&quot;เปิดภาพถ่ายดาวเทียม 6 ปี  ป่าแถบลุ่มน้ำโขงถูกบุกรุก กระทบPM2.5 ไทยพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเข้มข้นของ PM2.5 (ตอนบนของประเทศไทย, ตอนบนของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา) ปี 2562-2563
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ค.64- &amp;nbsp;ในปี 2562 กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการศึกษาแบบแผนการกระจายตัวของมลพิษทางอากาศจากหมอกควันข้ามพรมแดน(transboundary haze pollution)) ในรายงานที่ชื่อว่า &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผืนป่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมลพิษ PM2.5 ข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้าโขง ปีพ.ศ.2558-2563 &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp; ซึ่งการศึกษา เน้นไปที่ความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) และจุดความร้อน(hotspot) ในไทย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางด้านรีโมตเซนซิงและข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม Terra/AQUA ระบบเซ็นเซอร์ MODIS ซึ่งถูกออกแบบเพื่อติดตามและตรวจสอบข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติ ต่อมาในปี 2563 ได้ มุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน &amp;nbsp;ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึงบทบาทของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ &amp;nbsp;ที่เชื่อมโยงกับการกระจายตัวของมลพิษ PM2.5 ข้ามพรมแดนโดย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างปี 2558-2562 ซึ่งพบว่า มีพื้นที่เผาไหม้และจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง(ภาคเหนือตอนบนของไทย ตอนบนของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา)โดยเฉลี่ย 1 ใน 3 ของพื้นที่เผาไหม้และจุดความร้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในรายงานนี้ได้ขยายการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นัยสำคัญของจุดความร้อนและร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ที่มีต่อการกระจายตัวและความเข้มข้นของมลพิษ PM2.5 ข้ามพรมแดนในช่วงปี 2558-2563 ข้อค้นพบหลัก และผลการวิเคราะห์นี้จะย้ำเตือนอีกครั้งต่อผู้กำหนดนโยบายของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง &amp;nbsp;ถึงเจตจำนงทางการเมืองและการลงมือปฏิบัติเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนจากมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน และการที่อุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์มีภาระรับผิด(accountability) พร้อมไปกับการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสูญเสียพื้นป่าไม้ธรรมชาติเป็นเงื่อนไขสำคัญของการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพของโลก และเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคระบาดจากสัตว์สู่คน รายงานล่าสุดจากGlobal Forest Watch ระบุว่า ในปี 2563 สปป. ลาว เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าดั้งเดิม(primary forest loss)มากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก ระหว่างปี 2544-2563 &amp;nbsp;พื้นที่ป่าใน สปป.ลาวลดลงร้อยละ 19 คิดเป็นพื้นที่ 20.625 ล้านไร่ (3.73 ล้านเฮกตาร์) หรือเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1.42 ล้านตัน &amp;nbsp; ปัจจัยหลักของการสูญเสียพื้นที่ป่าในสปป.ลาว คือการขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commoditydriven deforestation)ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์มีบทบาทสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการกักเก็บดูดซับก๊าซเรือนกระจก(GHG)4 ผืนป่าเป็นพลังสำคัญในการต่อกรและเยียวยาสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(Food and Agriculture Organizationof the United Nations:FAO) ระบุว่าบทบาทสำคัญของป่าต่อวิกฤตโลกร้อนคือ การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ 2.6 พันล้านตันในแต่ละปีหรือ 1 ใน 3 ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล5 ในขณะเดียวกัน การใช้ประโยชน์ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชนที่ดินและการป่าไม้(LULUCF) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 20 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกซึ่งมากกว่าภาคการคมนาคม และทำให้ประสิทธิภาพของป่าไม้ในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง การที่รักษาพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ไว้นั้นจึงจำเป็นต่อการลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ วิถีชีวิตของชุมชน และคงไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การวิเคราะห์ภาพดาวเทียมของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2563 พบว่า ป่าฝนเขตร้อนถูกทำลายไปในปริมาณเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลทุก 6 วินาที6 และข้อมูลระบุว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนไปใช้เพื่อรองรับการขยายตัวของเกษตรกรรมที่เติบโตขึ้นในปริมาณมากและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานฉบับนี้ ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรมเนื้อยักษ์ใหญ่ ยังเป็ตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่่าให้เป็นพื้นที่เพาะปลูกเพื่อเลี้ยงสัตว์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เป็นการเพาะปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งสัดส่วนภาคเกษตรกรรมทั้งหมด ราวร้อยละ 80 เป็นพื้นที่เกี่ยวข้องกับการทอุตสาหกรรมปศุสัตว์7 มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร ได้วิเคราะห์ข้อมูลที่คำนวณจาก FAO เมื่อปี พ.ศ. 2554 ได้ผลออกมาว่า พื้นผิวของโลกทั้งหมดที่อยู่อาศัยได้นั้น(รวมพื้นที่ป่า น้ำจืดและเมือง) ร้อยละ 50 เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และในพื้นที่เกษตรกรรมนั้น ร้อยละ 77 ถูกใช้ไปกับการทำปศุสัตว์รวมถึงปลูกพืชอาหารสัตว์ โดยมีเพียงร้อยละ 23เท่านั้นที่เป็นพืชอาหารและพืชชนิดอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในประเทศไทย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คือ ห่วงโซ่อุปทานสำคัญของการผลิตเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรม และเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 80,000 ล้านบาทต่อปี โดยมูลค่าการส่งออกที่สัมพันธ์ตามมาจากการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คือ การส่งออกสินค้าไก่เป็นอันดับสามของโลก คิดเป็นมูลค่า 3,116 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 97,903 ล้านบาท การเติบโตของพื้นที่ปลูกข้าวโพดในไทยนั้นเป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนสร้างแรงจูงใจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มายาวนาน เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาด้วยการสนับสนุนสินเชื่อ โดยให้เกษตรกรยื่นความประสงค์ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าว มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ หรือการประกันรายได้ ซึ่งราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2564 ให้ราคารับซื้อสูงสุดอยู่ที่ 9.35 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รายงานกรีนพีซ ระบุอีกว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถูกวางไว้อยู่ในบริบทที่เป็นตัวการทำลายป่าตลอดมารวมถึงเป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ด้วยลักษณะพื้นที่ของภาคเหนือตอนบนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำส่วนใหญ่เป็นเขตภูเขาเอื้อต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ใช้น้ำน้อย แต่ให้ผลผลิตสม่ำเสมอประกอบกับนโยบายที่ส่งเสริมของรัฐบาล ทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว และมีการนำกระบวนการเผามาใช้เพราะสามารถกำจัดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้ง่ายและค่าใช้จ่ายต่ เนื่องจากภาระหนี้สินจากไร่ข้าวโพดเองก็ผลักดันให้เกษตรกรต้องเผาเพื่อลดต้นทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
แม้ว่าข้าวโพดเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์จะถูกมองว่าเป็นจำเลย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าบริษัทอุตสาหกรรมเกษตรใดที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เพาะปลูกเหล่านั้น และเมื่อขาดข้อมูลนี้ รัฐบาลจะไม่สามารถเอาผิดบริษัทอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ว่า ใครควรรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการเผาที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าแต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าบริษัทอุตสาหกรรมเกษตรใดที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เพาะปลูกเหล่านั้น และเมื่อขาดข้อมูลนี้ รัฐบาลจะไม่สามารถเอาผิดบริษัทอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ว่า &amp;nbsp;ซึ่งการเกิดไฟป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่สมดุลในตัวเอง ป่าแห้ง ป่าไหม้ ป่ากลับฟื้นตัว เป็นวงจรปกติเช่นนี้เรื่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2423 จนถึงปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 1.09 องศาเซลเซียส(เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) โดยปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และฤดูกาลไฟป่ายาวนานขึ้นทั่วทั้ง1 ใน 4 ของพื้นผิวโลกที่มีพืชพรรณปกคลุม11 การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาที่ได้รับฝนและความแห้งแล้ง ต่างส่งผลกระทบต่อการพัฒนา เติบโตและขยายพันธุ์ของพืช การศึกษา12 พบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ระบบนิเวศป่าไม้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในบางพื้นที่รวมถึงป่าเขตร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ(Climate Model) ศึกษาการแพร่กระจายของระบบนิเวศป่าไม้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้การจำลองสภาพภูมิอากาศที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มเป็นสองเท่าในชั้นบรรยากาศในปี 2539 และการศึกษาเฉพาะพื้นที่ ภาคเหนือในปี 2551 &amp;nbsp;พบว่าป่าในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพป่าที่แห้งแล้งขึ้นในแทบทุกพื้นที่ ป่าไม้ในพื้นที่เหล่านี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดเนื่องจากสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เคยอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นมาก่อนไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้และระบุว่าอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประมาณ 32 แห่งในประเทศไทยจะตกอยู่ในความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ16&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่ายังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19ถึงจะยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ถึงสาเหตุที่มาของไวรัส แต่กรณีการระบาดครั้งใหญ่ของโลกมักมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงการทำลายป่าที่อุดมสมบูรณ์หรือคุกคามสัตว์ป่าอย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;องค์กร Global Forest Coalition ระบุว่า แบคทีเรียดื้อยา &amp;nbsp;เป็นอีกภัยหนึ่งที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ได้ และการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกต้อง และเกินความจำเป็นโดยอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จะยิ่งทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่ายขึ้น แต่รักษาโรคได้ยากขึ้น ในปี 2019 UN Interagency Coordination Group (IACG) ได้เตือนว่า ภัยจากเชื้อดื้อยาเป็นเรื่องที่ &amp;ldquo;รอไม่ได้&amp;rdquo; ปัจจุบันนี้มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาทั่วโลกราว700,000 คน ต่อปี ขณะที่ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ก็ยิ่งสูงขึ้น ผืนป่าของโลกที่รักษาสมดุลของจุลชีพในสิ่งแวดล้อมที่ลดน้อยลงบวกกับการทวีเพิ่มขึ้นของการใช้ยาปฏิชีวนะนั้น คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้โลกเสี่ยงต่อโรคระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) กล่าวถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงผืนดินโดยอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ไปในทิศทางเดียวกันว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตอาหารและการจัดการผืนดินของโลกไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไว้ไม่ให้สูงไปกว่าขีดจำกัดที่ปลอดภัยและจะส่งผลให้เกิดความล่มสลายของระบบนิเวศ
&amp;nbsp;
17 ข้อเสนอแนะของ IPCC คือ จำเป็นต้องมีการจัดการผืนดินอย่างยั่งยืนมากขึ้น เพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ดังเช่นในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์และหลากหลายองค์กร18 ต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับอนาคตของเรา คือการลดการบริโภคและการผลิตเนื้อสัตว์ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดการทำลายป่าได้ในระดับที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อต่อกรกับภัยแล้งยาวนาน โรคระบาด การเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิ และความไม่มั่นคงทางอาหารการลดลงของพื้นที่ป่า คือ การทำลายความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ดิน น้ำ และอุณหภูมิ ซึ่งสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร&amp;quot;รายงานระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อค้นพบหลัก วิกฤตมลพิษ PM2.5 ยังคงเป็นความท้าทายของการจัดการมลพิษทางอากาศในอนุภูมิภาคลุ่มน้าโขง โดยเฉพาะระหว่างเดือนธันวาคม และมกราคมพฤษภาคมของทุกปีความเข้มข้นของ pm 2.5 ในระดับที่เป็นผลกระทบต่อสุขภาพในปี 2562 และปี 2563 ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญจากแผนที่และกราฟ วิกฤตมลพิษ PM2.5 ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 2 ปี มีความรุนแรงไม่แพ้กัน ปี 2562 มีสัดส่วนการกระจายตัวของ PM2.5 ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 25 มคก.ต่อลบ.ม. ขึ้นไป (ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพตามเกณฑ์ของ WHO) มากกว่าปี2563 เพียงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 3 ประเทศ พบว่าตอนเหนือของ สปป.ลาว มีสัดส่วนการกระจายตัวของ PM2.5 (ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 25 มคก.ต่อ ลบ.ม. ขึ้นไป) ครอบคลุมพื้นที่ถึงร้อยละ 99 ในปี 2562 และร้อยละ 98
&amp;nbsp;
ในปี 2563 ภาคเหนือตอนบนของไทย มีสัดส่วนการกระจายตัวของ PM2.5(ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 25 มคก.ต่อ ลบ.ม.ขึ้นไป)ครอบคลุมพื้นที่ถึงร้อยละ 93 ในปี 2562 และร้อยละ 71 ในปี 2563 และรัฐฉานของเมียนมามีสัดส่วนการกระจายตัวของ PM2.5(ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 25 มคก.ต่อ ลบ.ม. ขึ้นไป)ครอบคลุมพื้นที่ถึงร้อยละ 27 ในปี 2562 และร้อยละ 18 ในปี 2563การกระจายตัวของ PM2.5 ดังที่วิเคราะห์จากภาพดาวเทียม มีปัจจัยสำคัญมาจากกระสมลมประจำถิ่นที่ระดับความสูง 1.5 กิโลเมตรจากผิวพื้นโดยเป็นลมที่พัดมาจากรัฐฉานของเมียนมาและพัดพาฝุ่น PM2.5 กระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่เป็นช่วงที่ PM2.5 มีความเข้มข้นรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอนุภูมิภาคลุ่มน้าโขง โดยเฉลี่ยช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ราว 2 ใน 3 ของจุดความ ร้อนอยู่ในพื้นที่ป่าและ ราว 1 ใน 3 ของจุดความร้อนอยู่ในพื้นที่ปลูกข้าวโพด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ระหว่างปี 2558-2563 พื้นที่ป่า 10.6 ล้านไร่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้าโขงกลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดการวิเคราะห์จากภาพดาวเทียมระบบ MODIS ชี้ให้เห็นว่า ระหว่างปี 2558-2563 พื้นที่ป่าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดจำนวน 10.6 ล้านไร่ โดยการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากที่สุดในเขตตอนบนของ สปป.ลาว จำนวน 5,148,398 ไร่ รองลงมา คือ รัฐฉาน(เมียนมา) จำนวน 2,939,312 ไร่ และภาคเหนือตอนบนของไทยจำนวน 2,552,684 ไรข้อมูลวิเคราะห์จากภาพดาวเทียมระบบ MODIS ข้างต้น สอดคล้องกับการวิเคระาห์ของGlobal Forest Watch ที่ระบุว่า สปป. ลาว เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าดั้งเดิม(primary forest loss) มากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลกในปี 256319 ระหว่างปี2544-2563 พื้นที่ป่าใน สปป.ลาวลดลง 19% คิดเป็นพื้นที่ 3.73 ล้านเฮกตาร์(20.625 ล้านไร่) หรือเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1.42 ล้านตัน ปัจจัยสำคัญของการสูญเสียพื้นที่ป่าคือการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์(Commodity-driven &amp;nbsp;deforestation)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102279</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, กรีนพีซ ประเทศไทย, การกระจายตัวของมลพิษทางอากาศจากหมอกควันข้ามพรมแดน(transboundary haze pollution)), ข้าวโพด, ผืนป่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมลพิษ PM2.5 ข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้าโขง ปีพ.ศ.2558-2563, ศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อนุภาคลุ่มแม่่น้ำโขง, อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_609774ccd4805.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2019 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2019 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำ โครงการข้าวโพดหลังนา เกษตรกรขายตามจุดสหกรณ์ ได้กำไรชัวร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่มีกระแสข่าวว่า เกษตรกรบางแห่งไม่สามารถขายข้าวโพด ได้ราคาตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศไปนั้น จากการสำรวจ พบว่าพื้นที่หลายแห่ง ที่เกษตรกรไปจำหน่าย ไม่ได้เป็นจุดรับซื้อข้าวโพดของสหกรณ์ตามโครงการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ขอย้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ทุกพื้นที่ว่าให้ตรวจสอบแหล่งรับซื้อ ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ทุกแห่ง ซึ่งจะมีรายชื่อของสหกรณ์ที่รับซื้อ กำหนดไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมทุกพื้นที่ นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังมีระบบตรวจสอบ เว็บ corn service เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่า การจะไม่มีการนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตอื่น มาลักลอบจำหน่ายยังจุดสหกรณ์ ที่เปิดเป็นจุดจำหน่ายแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่าง เช่นในพื้นที่ อ.ภูซาง จ. พะเยา จุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่โครงการฯ กำหนดไว้ ได้แก่ สหกรณ์นิคมเชียงคำ จำกัดโดยมีสหกรณ์การเกษตรบ้านร่องส้าน จำกัด ที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกัน รองรับผลผลิตและส่งจำหน่ายต่อ ซึ่งราคาเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 62 ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสหกรณ์ ตามโครงการฯ โดยไม่วัดความชื้น จำหน่ายแบบเหมาราคา อยู่ที่&amp;nbsp; กิโลกรัมละ 5.20 - 5.40 บาท ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ สามารถผลิตได้ 1,200-1,500 กก.ต่อไร่ และมีรายได้จากการขายข้าวโพด เฉลี่ยไร่ละประมาณ 6,890 บาท ต้นทุนการผลิตต่อไร่ประมาณ 4,550 บาทต่อไร่&amp;nbsp; เกษตรกรก็ยังมีกำไรจากการผลิตต่อไร่ประมาณ 2,340 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้ย้ำให้ ทุกพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการประกาศจุดรับซื้อ ของสหกรณ์ แต่ละพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงจุดจำหน่ายได้ และขายได้ในราคาที่เกษตรกรพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35077</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ  สาราบรรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190505/image_big_5cce878902bd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังนา กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจเกษตรกรพอใจราคา ย้ำเกษตรจังหวัดทุกพื้นที่ ห้ามเผาตอซังข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยว พร้อมแนะวิธีที่ถูกต้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์&amp;nbsp; อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่ได้แนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการปลูกเป็นต้นมา&amp;nbsp; ขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต พบว่า เกษตรกรในหลายพื้นที่จะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน เป็นต้นไป โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงกลางเดือนเมษายนและไปสิ้นสุดประมาณปลายเดือนพฤษภาคม สำหรับการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น จะใช้กลไกตามที่กำหนดไว้ คือ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปขายได้ที่สหกรณ์การเกษตร หรือจุดรับซื้อของภาคเอกชนในพื้นที่ ทั้งนี้เกษตรกรสามารถเลือกสถานที่ขายได้หากได้ราคาเป็นที่น่าพอใจ สำหรับราคาจะขึ้นอยู่กับความชื้นเป็นสำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดในพื้นที่ (ประมาณ ปลาย มี.ค. 62) ความชื้น 30% กิโลกรัมละ 6.44 บาท&amp;nbsp; และ ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 8.52 บาท เนื่องจากได้กำไรมากกว่าการทำนาปรัง เช่น ใน จ.กำแพงเพชร มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฯ จำนวน 10 ราย รวมกลุ่มกันขายผลผลิต 50 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 6.80 บาท ที่ความชื้น 28% มูลค่ารวม 340,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ แนะนำเกษตรกร ไม่เผาตอซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวในพื้นที่เกษตร ให้ไถกลบเพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดินและปรับโครงสร้างของดินให้เหมาะกับการเพาะปลูกข้าวในฤดูถัดไปโดยเฉพาะ 37 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ และให้เกษตรกรเฝ้าติดตามสภาพอากาศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เนื่องจากหลายพื้นที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนเรื่องพายุฤดูร้อนอาจส่งผลให้ข้าวโพดมีความชื้นมากขึ้นและต้นข้าวโพดหักล้ม แต่หากเก็บเกี่ยวในวันที่แดดจัดจะเป็นการลดความชื้นไปในตัว ทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ควรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัดอายุ 120 วันขึ้นไปแต่ไม่ควรเกิน 130 วัน เป็นระยะที่ข้าวโพดมีความสมบูรณ์และแข็งแรงสูงสุด หลังจากจากนั้นคุณภาพจะลดลง ปัจจุบันจะเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องจักร ต้น ใบ หรือตอซังจะถูกเครื่องจักร ตี ปั่นละเอียดลงสู่พื้นดินในแปลงนา เมื่อไถกลบอีกครั้งจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดีและเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ข้าวที่จะปลูกในฤดูถัดไป นอกจากนี้ยังช่วยในการปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33958</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ  สาราบรรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb93d11ddae7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2019 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2019 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;วันรณรงค์และเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา  จ.นครสวรรค์&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันรณรงค์และเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ณ แปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บ้านวัดใหม่สามัคคี หมู่ที่ 5 ตำบลศาลเจ้าไก่ต่อ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้บริหารจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน ตลอดจนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ และเกษตรกรผู้สนใจ เข้าร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของภาครัฐและเอกชน ที่จะสานพลังร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้ถูกต้อง พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถปลูกในพื้นที่นาทดแทนการปลูกข้าวรอบสอง&amp;nbsp; หรือนาปรังได้เป็นอย่างดี และนำไปสู่ระบบการปลูกข้าวที่ถูกต้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32626</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ข้าวโพด, นายกฤษฎา บุญราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190331/image_big_5ca06a3c1a2fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้าวโพดหลังนาทยอยเก็บผลผลิต สร้างกำไรงามแก่เกษตรกร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงปลายเดือนมีนาคมแล้ว คาดว่าจะได้ผลผลิตดี สร้างกำไรงามให้แก่เกษตรกรผู้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ลดปริมาณการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุประมาณ 120 วัน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาในช่วงฤดูแล้ง เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความชัดเจนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ สนับสนุนมาตรการจูงใจให้กับเกษตรกรในการลดรอบการปลูกข้าว อันเป็นการสร้างสมดุลอุปสงค์ อุปทาน เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ทำการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยตอนนี้ ในบางพื้นที่ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว คาดว่าจะเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นต้นเดือนพฤษภาคม 2562&amp;nbsp; และเพื่อให้การขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีคุณภาพ ได้ราคาดี จึงจำเป็นต้องมีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยกรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่จัดแห้งสนิท ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยใช้แรงงานคนและเครื่องจักร พร้อมทั้งควรระวังและหลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวในขณะที่ฝนตกหรือหลังฝนตกทันที เพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง หากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้น อาจทำให้เกิดเชื้อราและมีการปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในด้านการตลาด จากการวางแผนก่อนการผลิตเพื่อหาตลาดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใกล้พื้นที่การเกษตรของเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรประสานงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดตั้งจุดรับซื้อ 262 แห่ง และสำหรับพื้นที่ไม่มีสหกรณ์ ได้ประสานหน่วยงานภาคเอกชนตั้งจุดรับซื้อแล้ว 32 จุด ทำให้เกษตรกรมีแหล่งขายผลผลิตที่แน่ชัด ไม่ไกลจากแปลงปลูก ป้องกันปัญหาที่เกษตรกรจะหาแหล่งขายไม่ได้ หรือต้องขนไปขายข้ามจังหวัด จึงช่วยลดต้นทุนค่าเดินทางให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากผลตอบรับของเกษตรกรที่นำผลผลิตออกจำหน่ายแล้วโดยตรง พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อโครงการฯ เพราะขายได้กำไรดีกว่าข้าวนาปรัง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ให้ผลผลิตเกิน 1,000 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ในราคา 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้นที่ 14.5% เกษตรกรก็จะมีรายได้ประมาณ 8,000 กว่าบาทต่อไร่ เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ไม่เกิน 5,000 ต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อเทียบแล้วรายได้และกำไรที่เกษตรกรจะได้รับมากกว่าการทำนาปรังอย่างน้อยประมาณ 3,000 บาทต่อไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนา ทั้งลดปริมาณการใช้น้ำในฤดูแล้ง การใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มทุน และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพจากราคาข้าว รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชอื่นตามความต้องการของตลาดได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32515</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ สาราบรรณ์, พลังประชารัฐ, ส่งเสริมการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9dd3fb3ca28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2019 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2019 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มั่นใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา  รายได้ดี มีตลาดรับซื้อแน่นอน แม้เข้าร่วมเป็นปีแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบาย &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ภายใต้แนวทางการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำผลผลิตล้นตลาด ประกอบกับปัจจุบันปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จึงได้เสนอให้เกษตรกรลดรอบการปลูกข้าว โดยจัดทำโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาขึ้น ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร นอกจากจะเป็นการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศแล้ว เกษตรกรยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนที่น้อย และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวมาเป็นการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมส่งเสริมการเกษตร สนองนโยบายรัฐบาล ดำเนินโครงการฯ การตามกระบวนการตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ เชิญชวนเกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคเอกชน ร่วมสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ ตรวจสอบ คัดเลือก รับสมัครเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมถ่ายทอดความรู้ ทั้งด้านการแนะนำพันธุ์ปลูกให้เหมาะสมในแต่ละสภาพพื้นที่ การหว่านไถ การบำรุงดูแลต้นพันธุ์ ตั้งแต่เริ่มการเพาะปลูก ไปจนถึงวิธีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการปลูกที่ทันสมัย &amp;nbsp;โดยในวันที่ 15 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้ปิดระบบรับสมัครเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาแล้ว มีเกษตรกรแจ้งความประสงค์และสมัครเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 95,592 ราย พื้นที่ 805,903 ไร่ และจังหวัดหนองคายเป็น 1 ใน 37 จังหวัดของพื้นที่เป้าหมาย มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการฯ 1,014 ราย จำนวน 6,618.50 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2562) &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายทรงศักดิ์ ศรีสร้างคอง เกษตรกรบ้านคำตายูง ตำบลเซิม อำเภอโพนพิสัย&amp;nbsp; จังหวัดหนองคาย หนึ่งในเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เปิดเผยว่า อาชีพหลักของตนคือการทำนา โดยทำนาปีในช่วงฤดูฝน และเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ วัวเนื้อ เป็ด ไก่ เป็นต้น ที่ผ่านมามีรายได้จากการขายข้าวไม่แน่นอน ปีใดหากฝนขาดช่วงก็จะขาดทุน บางปีได้ผลผลิตข้าวดีและมาก แต่ราคาตกต่ำก็ขาดทุนเช่นกัน มาปีนี้หลังจากที่ทางรัฐบาลได้ประกาศโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ก็สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้พื้นที่ทั้ง 18 ไร่ที่มีอยู่ ปลูกแบบเต็มพื้นที่ โดยใช้น้ำจากฝายและลำห้วยธรรมชาติ นอกจากนี้ในแปลงนายังมีการขุดบ่อน้ำ จำนวน 2 บ่อ&amp;nbsp; ซึ่งทำให้เพียงพอสำหรับใช้ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย จึงไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะนี้ข้าวโพดที่ปลูกมีอายุ 20 วันแล้ว สูงประมาณ 40 เซนติเมตร ซึ่งได้รับคำแนะนำการเพาะปลูกอย่างถูกวิธีจากเกษตรตำบลเข้ามาให้ความรู้ คำแนะนำวิธีการปลูก การดูแล อยู่เป็นระยะๆ จึงค่อนข้างมั่นใจว่า ผลผลิตที่ได้ออกมาจะมีคุณภาพโดยพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้ง 18 ไร่ คาดว่าประมาณปลายเดือนเมษายน 2562 ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ น่าจะได้ผลผลิตไร่ละประมาณ 1 ตัน หากได้ราคาดังที่รัฐบาลประกาศ ก็น่าจะมีรายได้ที่หักค่าลงทุนแล้วร่วมแสนบาท ซึ่งก็ดีกว่าการทิ้งนาให้ว่างเปล่าไม่ได้ทำอะไร แถมต้นข้าวโพด ซังข้าวโพด และเมล็ดข้าวโพดส่วนหนึ่งที่ไม่มีคุณภาพสามารถนำมาเป็นอาหารให้วัวที่เลี้ยงกินได้ เป็นการลดต้นทุนสำหรับการเลี้ยงวัวได้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วจะนำไปขายที่จุดรับซื้อที่อยู่ใกล้บ้าน ตามที่ทางกระกรวงเกษตรฯ กำหนดขึ้นเพื่อให้เกษตรกรในอำเภอโพนพิสัยและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถนำผลผลิตข้าวโพดไปขายได้สะดวก ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าโครงการฯ นี้จะสามารถไปได้ดี และเกษตรกรจะไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน ยอมรับว่านโยบายของรัฐในโครงการนี้มาถูกทางแล้วในการใช้ตลาดนำการผลิต ทำให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากอย่างเห็นได้ชัดเจน&amp;rdquo; นายทรงศักดิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศรีสร้างคอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นับได้ว่าการดำเนินงานตามนโยบายของภาครัฐ ดังเช่นโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้นั้น ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาปลูกพืชอื่นทดแทนนอกจากการทำนา ทั้งลดปริมาณการใช้น้ำในฤดูแล้ง การใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มทุน และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพจากราคาข้าว รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชอื่นตามความต้องการของตลาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27780</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, ทรงศักดิ์ ศรีสร้างคอง, หนองคาย, เกษตรกร, โพนพิสัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190129/image_big_5c500a560a7b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
