<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.คงดอกเบี้ยที่ 0.50% ต่อปี หลังประเมินเศรษฐกิจปีนี้ติดลบน้อยกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2563 นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวน้อยกว่าคาดการณ์เดิม โดยคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้จะขยายตัวที่ระดับ -7.8% จากคาดการณ์เดิมที่ -8.1%&amp;nbsp; ส่วนทิศทางเศรษฐกิจในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากคาดการณ์เดิม อยู่ที่ 3.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 5% ตามแนวโน้มของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะฟื้นตัวช้า และยังต้องระวังความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78361</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงดอกเบี้ย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.), อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190925/image_big_5d8b75d25974d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังวืดรายได้1.89แสนล. มติกนง.ตรึงดอกเบี้ย0.50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โควิด-19 พ่นพิษ คลังทรุดหนัก จัดเก็บรายได้ 8 เดือน งบ 63 วืดเป้า 1.89 แสนล้านบาท ขณะที่ กนง.สั่งคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 0.50% ต่อปี&amp;nbsp; ด้าน กกร.ผุดคณะทำงานปฏิรูปเศรษฐกิจขับเคลื่อนแผนฟื้นฟู 4เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 2563 (ต.ค.62-พ.ค.63) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.5 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.89 แสนล้านบาท หรือ 11.2% โดยเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการขยายเวลาการยื่นแบบและชำระภาษีออกไปเป็นภายในเดือนก.ค.-ก.ย.2563 และการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผลการจัดเก็บรายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ กรมสรรพากรเก็บภาษีได้ 1.08 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.39 แสนล้านบาท หรือ 11.3%, กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 3.62 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 7.09 หมื่นล้านบาท หรือ 16.4% และกรมศุลกากรเก็บภาษีได้ 6.43 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 8,516 ล้านบาท หรือ 11.7% รวมการเก็บภาษี 3 กรม ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.51 แสนล้านบาท หรือ 12.6 ล้านบาท&amp;quot; นายลวรณระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวว่า ในส่วนของฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 2563 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.47 ล้านล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น จำนวน 2.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 3.92 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน พ.ค.2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.65 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะ กนง. เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2563 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี โดยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังจากนี้ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันได้ลดต่ำมามากเมื่อเทียบกับในอดีต ต่ำเป็นประวัติการณ์ และถือว่าเป็นระดับต่ำที่สุดในภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;โดยทิศทางของเศรษฐกิจหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การดูแลเศรษฐกิจให้เกิดการฟื้นตัว เน้นเรื่องการจ้างงาน จำเป็นต้องประสานนโยบายทั้งมาตรการด้านการคลัง ควบคู่กับมาตรการด้านการเงินที่ต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยในส่วนนโยบายการเงิน ยืนยันว่ายังมีกระสุนเพียงพอ และพร้อมที่จะนำออกมาใช้ตามความจำเป็น&amp;quot; นายทิตนันทิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์ระบุด้วยว่า คณะกรรมการ กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ และการทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากโอกาสในการเกิดการระบาดระลอกที่ 2 โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาด แต่การฟื้นตัวจะแตกต่างกันมากระหว่างภาคเศรษฐกิจ กนง.เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในไตรมาส 2/2563 ดีขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้เดิม แต่ก็ยังหดตัวอยู่ ส่วนตัวเลขคงต้องรอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ชี้แจงในช่วงกลางเดือนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คณะกรรมการ กนง.เห็นว่ามาตรการภาครัฐในระยะข้างหน้า จำเป็นต้องสนับสนุนการจ้างงาน ส่งเสริมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง รวมถึงนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การปรับรูปแบบการทำธุรกิจ และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องบริบทใหม่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กนง.เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากตั้งแต่ต้นปี มาตรการการคลังของรัฐบาล รวมทั้งมาตรการการเงินและสินเชื่อที่ออกมาเพิ่มเติม ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น และจะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้หลังจากการระบาดคลี่คลาย เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย และลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น และเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุดและทันการณ์&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสภาพคล่องโดยรวมในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง ต้องเร่งดำเนินการกระจายไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทยังผันผวนสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทกลับมาแข็งค่าตามกรอบการอ่อนค่าของดอลลาร์ โดยคณะกรรมการ กนง.เห็นว่าหากเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ จึงควรติดตามสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า แม้เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนมิ.ย.2563 จะหดตัวน้อยลง แต่เศรษฐกิจไทยโดยรวมก็ยังอ่อนแออยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 เศรษฐกิจไทยคงจะหดตัวในอัตราเลขสองหลัก ที่ประชุมจึงมีความเป็นห่วงต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงข้างหน้า ซึ่งยังขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่มาตรการเยียวยาฯ กำลังจะสิ้นสุดลง และสถานการณ์การจ้างงานยังเปราะบาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในช่วงที่เหลือของปี 63 เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงฉุดหลักจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยหลังการระบาดของโควิดยังเพิ่มสูงขึ้น และบางประเทศพบจำนวนผู้ติดเชื้อรอบใหม่ ที่จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง เป็นต้น ส่งผลให้การค้าและการเดินทางระหว่างประเทศคงยากที่จะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว ขณะเดียวกัน เงินบาทที่ผันผวนและเริ่มมีทิศทางแข็งค่า ก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก นอกจากนี้ กำลังซื้อครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับความไม่แน่นอนในตลาดการจ้างงาน ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันการใช้จ่ายในประเทศอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; นายกลินท์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกลินท์กล่าวด้วยว่า กกร.จะมีการจัดตั้งคณะทำงาน กกร. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อร่วมกันจัดเตรียมแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยจะมีการผลักดันแผน 4 เรื่องเพื่อให้เกิดผลได้จริง ได้แก่ 1.การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิง Wellness 2.การยกระดับการเกษตรมูลค่าสูง 3.การเพิ่มโอกาสของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในธุรกิจเป้าหมาย และ 4.การยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการลงทุนของภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อสรุปแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว จะนำไปหารือและเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ กกร.ได้ตั้งคณะกรรมการภาษีเพื่อจัดทำข้อเสนอมาตรการทางภาษี (ภาษีสรรพากร) เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และจะนำข้อเสนอดังกล่าวนำเสนอรัฐบาลให้ได้พิจารณาต่อไป&amp;quot; นายกลินท์ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73542</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กนง., คงดอกเบี้ย, คณะทำงานปฏิรูปเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โควิด-19 พ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2ac6d60074b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป! “กนง.” คงดอกเบี้ย0.50%ต่อปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค. 2563 นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะ กนง. เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2563 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี โดยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังจากนี้ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันได้ลดต่ำมามากเมื่อเทียบกับในอดีต ต่ำเป็นประวัติการณ์ และถือว่าเป็นระดับต่ำที่สุดในภูมิภาค โดยทิศทางของเศรษฐกิจหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การดูแลเศรษฐกิจให้เกิดการฟื้นตัว เน้นเรื่องการจ้างงาน จำเป็นต้องประสานนโยบายทั้งมาตรการด้านการคลัง ควบคู่กับมาตรการด้านการเงินที่ต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยในส่วนนโยบายการเงินยืนยันว่ายังมีกระสุนเพียงพอ และพร้อมที่จะนำออกมาใช้ตามความจำเป็น

ทั้งนี้ คณะกรรมการ กนง. ได้มีการหารือกันภายหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศได้ดำเนินนโยบายใส่สภาพคล่องลงไปในระบบ ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์และทองคำปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งปัญหาสภาพคล่องจำนวนมากในระบบการเงินโลกนี้ถือเป็นความเสี่ยง ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามากดดันค่าเงินบาท คณะกรรมการ กนง. เห็นว่าจำเป็นต้องติดตามดูแลทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งตัวจนกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ครึ่งหลังของปีนี้ดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะยังเกินดุล แต่เป็นการเกินดุลที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับในอดีต เป็นไปตามปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันและการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้นแรงกดดันค่าเงินบาทจากดุลบัญชีเดินสะพัดจึงลดลง

นายทิตนันทิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการ กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ และการทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากโอกาสในการเกิดการระบาดระลอกที่ 2 โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาด แต่การฟื้นตัวจะแตกต่างกันมากระหว่างภาคเศรษฐกิจ

&amp;ldquo;กนง. เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในไตรมาส 2/2563 ดีขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้เดิมแต่ก็ยังหดตัวอยู่ ส่วนตัวเลขคงต้องรอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ชี้แจงในช่วงกลางเดือนนี้&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ กล่าว

ด้านการส่งออกสินค้า เริ่มฟื้นตัวแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ การส่งออกบริการ นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่นักท่องเที่ยวในประเทศฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ด้านอุปสงค์ในประเทศหดตัวทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การจ้างงานและรายได้ครัวเรือนได้รับผลกระทบรุนแรงจากเศรษฐกิจที่หดตัว และจะใช้เวลาฟื้นตัวนาน

นอกจากนี้ คณะกรรมการ กนง. เห็นว่ามาตรการภาครัฐในระยะข้างหน้า จำเป็นต้องสนับสนุนการจ้างงาน ส่งเสริมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง รวมถึงนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การปรับรูปแบบการทำธุรกิจ และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องบริบทใหม่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง

&amp;ldquo;กนง. เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากตั้งแต่ต้นปี มาตรการการคลังของรัฐบาล รวมทั้งมาตรการการเงินและสินเชื่อที่ออกมาเพิ่มเติม ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น และจะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้หลังจากการระบาดคลี่คลาย เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย และลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น และเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุดและทันการณ์&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ กล่าว

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นบ้างตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีแนวโน้มติดลบในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปี 2564 ตามราคาน้ำมันดิบที่จะทยอยปรับสูงขึ้นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ด้านภาวะการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทรงตัวในระดับต่ำ สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อทดแทนการส่งออกตราสารหนี้

สำหรับสภาพคล่องโดยรวมในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง ต้องเร่งดำเนินการกระจายไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทยังผันผวนสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทกลับมาแข็งค่าตามกรอบการอ่อนค่าของดอลล่าร์ โดยคณะกรรมการ กนง. เห็นว่าหากเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ จึงควรติดตามสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม




&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73492</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงดอกเบี้ย, ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190925/image_big_5d8b75d25974d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.คงดอกเบี้ย0.50%กระอักจีดีพี63ติดลบหนัก 8.1%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย. 63 - นายทิตนันท์ มัลลิกะมาศ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี พร้อมทั้งมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2563 ลงมาอยู่ที่ -8.1% จากคาดการณ์เดิมที่ -5.3% ซึ่งเป็นแนวโน้มที่หดตัวลงกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รุนแรงกว่าที่คาด และรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ขณะที่การส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวที่ -10.3% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ -8.8%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69584</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงดอกเบี้ย, ปรับลดจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190925/image_big_5d8b75d25974d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.เคาะคงดอกเบี้ย 0.75%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.2563 คณะกรรมการยโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4ต่อ2 คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ยังหดตัวแรงจากการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60868</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a40122f100.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 15:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.50%  ชี้ ชิมช้อปใช้ไม่มีผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.2562 &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ กนง. ในวันที่ 25 ก.ย. 2562 ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยไว้ที่ระดับ 1.50% ต่อปี พร้อมทั้งได้มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้ เหลือ 2.8% จากเดิม 3.3% และปรับลดจีดีพีในปี 2563 เหลือ3.3% &amp;nbsp;จากคาดการเดิม 3.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้ชะลอตัวลง มาจากการส่งออกสินค้าที่หดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกทีะลอลง จากสภาวะการกีดกันทางการค้าที่ทีวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น และส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง รวมถึงการจ้างงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้าในช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมากขึ้น ทำให้คาดว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ จะขยายตัว -1.0% จากคาดการณ์เดิม 0% และในปี 2563 คาดว่าส่งออกจะขยายตัว 1.7% จากคาดการ์เดิม 4.3% ส่วนการนำเข้าในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัว -3.6% จากคาดการณ์เดิม -0.3% และในปี 2563 คาดว่านำเข้าจะขยายตัว 3.5% จากคาดการณ์เดิม 4.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ลดลง กนง. ได้รวมปัจจัยเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น มาตรการชิมช้อปใช้ ไปแล้ว ซึ่งหากไม่มีการออกมาตรการดังกล่าว จีดีพีก็มีแนวโน้มจะลดลงกว่านี้อีก รวมทั้งได้รวมปัจจัยการจัดทำงบประมาณ ปี 2563 ที่ล่าช้า โดยคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ต้นปีหน้า&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก และแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ด้วยเช่นกัน ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวดน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งมาจากการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะกรรมการ กนง. จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศ จากสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน และประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งจะติดตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและการใช้จ่ายภาครัฐ ตลอดจนความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนของภาคเอกชน&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีนี้ มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงตามแรวกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งเห็น่วาอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะมีแนวโน้มปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2563 ตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กนง. ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในภาวะที่ความเสี่ยงด้านต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติมตามความจำเป็น โดยพบว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินทุนในหุ้นและพันธบัตรยังคงไหลออกสุทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบการเงินโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต กนง. เห็นว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไป ช่วยดูแลการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องติดตามพฤติกรรมการแสดงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่ควร พติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร โดย กนง. เห็นนว่าควรใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินและมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินร่วมกันอย่างเหมาะสม&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ กนง. จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเแพาะผลกระทบของสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่งจริงจังจากทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46601</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย, คงดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c92e185dfc0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.75% ต่อปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค. 62 - นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2562 มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อปี โดยประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยมีการขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมิน โดยเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/2562 มีสัญญาณแผ่วลง และทั้งปีจีพีดีอาจจะขยายตัวต่ำกว่า 3.8% จากการส่งออกสินค้าที่ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก และวัฎจักรการของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า

ขณะที่ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ พบว่า การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ยังได้รับผลกระทบและแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่วนการจ้างงานยังทรงตัว แต่เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวลงของการจ้างงานในภาคการก่อสร้างและภาคการผลิตเพื่อส่งออก สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวลง แต่จากปัจจัยเสริมเรื่องการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมเข้ามายังประเทศไทย และการเดินหน้าโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการขนาดใหญ่ จะมีส่วนสำคัญในการช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ เป็นผลจากความล่าช้าของโครงการลงทุนภาครัฐ

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการ กนง. จะติดตามความเสี่ยงจากต่างประเทศ จากมาตรการกีดกันทางการค้า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลัก ที่อาจส่งผลมาถึงอุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงจะติดตามความไม่แน่นอนของปัจจัยภายในประเทศ และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐ ไปจนถึงความคืบหน้าของโครงการลงทุนที่สำคัญ ที่อาจส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35313</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd288fe20f0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
