<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  ไม่ไหวอย่าฝืน! ‘กนง.’คงดอกเบี้ย 0.50% รับโควิดกระทบหนัก หั่นจีดีพีเหลือ 0.7% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค. 64 - นายทิตนันทิ์&amp;nbsp;มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2564มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากกว่าที่ประเมิน และมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลดลงเหลือ 0.7% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% และปี 2565 ลดลงเหลือ 3.7% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.9% เนื่องจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังอยู่ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp; โจทย์สำคัญคือเร่งควบคุมการระบาดและกระจายวัคซีน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และเอื้อให้เศรษฐกิจและรายได้ภาคประชาชนกลับมา ขณะที่มาตรการด้านการเงิน การคลังจะต้องช่วยให้ตรงจอดและสอดคล้องกับสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การทบทวนตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการทบทวนเพิ่มเป็นพิเศษจากรอบปกติ โดยปรับลดลงตามการบริโภคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงมากในปีหน้า ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการและอาชีพอิสระ&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112199</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงอัตราดอกเบี้ย, ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4acdae819.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กสิกร&#039; ฟันธง เฟด คงดอกเบี้ย 0.0-0.25% หนุนเศรษฐกิจฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.0-0.25% สำหรับการประชุมนโยบายการเงินที่จะมีขึ้นในวันที่ 27-28 ก.ค. นี้ เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และจำนวนคนว่างงานยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าในช่วงก่อนโควิด-19 อย่างมาก ขณะที่ แม้ว่าเฟดเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่คาดว่าเฟดจะยังคงให้น้ำหนักต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และน่าจะยังคงยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไปจนถึงอย่างน้อยสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้นจากการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ที่ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง สหรัฐฯ กลับมาเผชิญจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงขึ้นจากสายพันธุ์เดลต้าที่มีการแพร่กระจายได้ง่าย อีกทั้ง ยังคงมีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์อื่นๆ เช่น สายพันธุ์แลมด้า และสายพันธุ์เอปซีลอน ซึ่งประสิทธิผลของวัคซีนที่มีอยู่ต่อสายพันธุ์เหล่านี้ยังคงไม่แน่ชัด อีกทั้ง อัตราการฉีดวัคซีนของสหรัฐฯ เริ่มชะลอลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสถานการณ์แพร่ระบาดมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้นำมาซึ่งความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และส่งผลให้เฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังมีอยู่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้ง ภาคเศรษฐกิจจริงยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ คาดว่าเฟดคงมีท่าทีที่ระมัดระวังและอดทนในการพิจารณาถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเฟดน่าจะยังคงยืนการเริ่มทำ QE tapering ในต้นปีหน้า และเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2566 ตามที่ส่งสัญญาณไว้ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนมิ.ย ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หากความเสี่ยงต่างๆ ลดลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เช่น ตลาดแรงงานเข้าใกล้ระดับการจ้างงานเต็มที่ (Full employment) ซึ่งมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ราว 4.5% อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นเกินระดับ 2.0% อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาสินทรัพย์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เฟดอาจถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด สำหรับผลกระทบต่อไทย หากเฟดส่งสัญญาณถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเร็วกว่าตลาดคาด จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยและต้นทุนการกู้ยืมนั้นปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้ากว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องคอยติดตามสถานการณ์และพิจารณาออกมาตรการที่เหมาะสมต่อไปในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111136</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงอัตราดอกเบี้ย, ธนาคารกลางสหรัฐ, เฟด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจยังโคม่า คงดอกเบี้ย1.25% กนง.ปรับลดจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กนง.มติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.25% หลังประเมินเศรษฐกิจไทยไม่กระเตื้อง ส่งออกยังโคม่า หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 2.5% ส่วนปี 63 โตแค่ 2.8%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กนง. ว่าที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิม และต่ำกว่าระดับศักยภาพ จากการส่งออกที่ลดลง ซึ่งส่งผลไปสู่การจ้างงานและอุปสงค์ในประเทศ โดยคณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ แม้เสียงจะเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 แต่ยังมีปัจจัยความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคตที่ต้องติดตาม หากมีความจำเป็นพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กนง.ได้ทบทวนการขยายตัวเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยคาดว่าในปี 2562 เศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงเหลือ 2.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% ส่วนปี 2563 คาดว่าจะขยายตัว 2.8% จาก 3.3% ซึ่งเป็นการขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ จากการส่งออกที่หดตัวกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด จากการกีดกันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงโครงการการผลิต โดยคาดว่าปี 2562 จะหดตัว -3.3% จากเดิม -1% และปี 2563 ขยายตัว 0.5% จากเดิม 1.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยปีหน้าที่ลดลงเหลือ 2.8% มาจากปัจจัยหลักในเรื่องของการส่งออกที่ชะลอตัวต่ำกว่าที่คาด แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวของภาคการส่งออกจะยังค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐที่จะช้ากว่าที่คาดไว้ ทั้งในส่วนของการลงทุนรัฐวิสาหกิจและการร่วมลงทุน ที่อาจจะเลื่อนออกไปมีผลในปี 2564&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ และต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยการส่งออกสินค้าที่ผ่านมาหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะการกีดกันทางการค้า ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากรายได้ของครัวเรือนและการจ้างงานที่ปรับลดลง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นแรงกดดันการบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2562 และปี 2563 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาด ด้านอัตราแลกเปลี่ยน แม้เงินบาททรงตัวจากการประชุมครั้งก่อน แต่ในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวทั้งสองทิศทางและสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาคมากขึ้น คณะกรรมการฯ กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่ยังแข็งค่าอยู่เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง รวมถึงให้ติดตามประสิทธิผลของการผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออก และความจำเป็นในการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังต้องติดตามพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ พฤติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ร่วมกันอย่างเหมาะสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52801</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงอัตราดอกเบี้ย, จีดีพี 2.5%, ส่งออกยังโคม่า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5dfa3f929f92c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “กนง.”คงดอกเบี้ย1.25%ต่อปีทุบจีดีพีเหลือ2.5%ส่งออกดิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ธ.ค. 2562 นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพ จากการส่งออกที่ลดลงซึ่งส่งผลไปสู่การจ้างงานและอุปสงค์ในประเทศ โดยคณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ แม้เสียงจะเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 แต่ก็จะความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต หากมีความจำเป็นก็พร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กนง. ได้ทบทวนการขยายตัวเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยคาดว่าในปี 2562 เศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงเหลือ 2.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% ส่วนปี 2563 คาดว่าจะขยายตัว 2.8% จาก 3.3% ซึ่งเป็นการขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ จากการส่งออกที่หดตัวกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด จากการกีดกันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงโครงการการผลิตโดยคาดว่าปี 2562 จะ หดตัว -3.3% จากเดิม -1% และปี 2563 ขยายตัว 0.5% จากเดิม 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยปีหน้าที่ลดลงเหลือ 2.8% มาจากปัจจัยหลักในเรื่องของการส่งออกที่ชะลอตัวต่ำกว่าที่คาด แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแต่การฟื้นตัวของภาคการส่งออกจะยังค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐที่จะช้ากว่าที่คาดไว้ ทั้งในส่วนของการลงทุนรัฐวิสาหกิจและการร่วมลงทุน ที่อาจจะเลื่อนออกไปมีผลในปี 2564&amp;rdquo; นายทิตนันท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยการส่งออกสินค้าที่ผ่านมาหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้และจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะการกีดกันทางการค้า ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากรายได้ของครัวเรือนและการจ้างงานที่ปรับลดลง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นแรงกดดันการบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2562 และปี 2563 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาด ด้านอัตราแลกเปลี่ยน แม้เงินบาททรงตัวจากการประชุมครั้งก่อน แต่ในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวทั้งสองทิศทางและสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาคมากขึ้น คณะกรรมการฯ กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่ยังแข็งค่าอยู่เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง รวมถึงให้ติดตามประสิทธิผลของการผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกและความจำเป็นในการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังต้องติดตามพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ พฤติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน(microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ร่วมกันอย่างเหมาะสม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52768</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงอัตราดอกเบี้ย, ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส, เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd288fe20f0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.คงดอกเบี้ย ผวาศก.ยังเสี่ยง หั่นจีดีพี-ส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กนง.มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1.75% &amp;nbsp; หลังประเมินเศรษฐกิจไทยยังเสี่ยง พร้อมหั่นจีดีพีเหลือ 3.3% ส่งออกโคม่าไม่ขยายตัว จับตาบาทแข็งค่าเร็ว &amp;quot;สมคิด&amp;quot; ปัดตอบเอกชนรุมยี้ทีม ศก.รัฐบาลใหม่ เชื่อครึ่งปีหลังดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กนง.ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ จากภาพรวมการส่งออกที่ขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้มาก ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ลดลงเหลือ 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.8% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 ที่จะสามารถเบิกจ่ายได้ต้นปีหน้า พร้อมทั้งได้ปรับลดประมาณการมูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ ลดลงเหลือ 0% จากคาดการณ์เดิมที่ 3% การบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 3.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3.9% โดยยังได้รับแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรายได้และการจ้างงานที่มีสัญญาณชะลอลงในภาคการผลิตเพื่อส่งออก การลงทุนภาคเอกชน อยู่ที่ 3.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.4% การลงทุนภาครัฐ อยู่ที่ 3.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 6.1%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากประมาณการทิศทางเศรษฐกิจของ ธปท. พบว่าสัญญาณเศรษฐกิจยังมีโอกาสชะลอลงได้อีก โดยปัจจัยหลักจากความเสี่ยงด้านต่างประเทศ ขณะที่ภาคการส่งออกก็ยังมีโอกาสขยายตัวติดลบ และมีโอกาสที่จะเป็นบวกได้ด้วยเช่นกัน หากสถานการณ์ความตึงเครียดของการค้าโลกยืดเยื้อและรุนแรง ส่วนปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ยังต้องติดตามใกล้ชิด ซึ่ง ธปท.จะมีการบริหารจัดการที่เข้มข้นมากขึ้น ส่วนมาตรการที่จะออกมาดูแลนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและนำมาใช้เมื่อมีความจำเป็น&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนยังสามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง โดยรวมระบบการเงินยังมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามแรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2562 มีการชะลอตัว โดยมีสาเหตุมาจากการเมืองภายในประเทศที่มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้มาก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากมีรัฐบาลใหม่ชัดเจนที่จะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการเดินหน้าการลงทุนที่จะเริ่มมีมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ดีมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีปัญหาแค่เมื่อมีการเลือกตั้ง ทำให้ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งตอนนี้มีความชัดเจนแล้ว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และยืนยันว่ากลางเดือน ก.ค.2562 จะได้รัฐบาลใหม่ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น นักลงทุนและประชาชนจึงไม่ควรกังวลอีกต่อไป&amp;rdquo; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจปฏิเสธให้ความเห็นกรณีที่ภาคเอกชนมองว่ารายชื่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ยังไม่ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ว่า อาจถูกกดดันจากการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวงเงินที่เหลืออีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีการปรับลดประมาณการของการส่งออกในปีนี้ลงมาที่ 0% จากเดิมที่ 3.2% ซึ่งต้องติดตามผลการประชุมจี 20 และการหาทางออกของเกมการเมืองของทั้งสองประเทศ รวมถึงสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยมองว่าหากมีสัญญาณบวกจากการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนมากขึ้น การส่งออกยังมีโอกาสโตในแดนบวก ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ตัวเลขจีดีพีเข้าหากรอบบนของช่วงประมาณการใหม่ที่ 2.9-3.3% ได้ ถึงแม้ตัวเลขจีดีพีทั้งปีอาจลดภาพบวกลงจากเดิม แต่ศูนย์วิจัยคาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก จากผลของฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ที่คาดว่าจะผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ศูนย์ได้ปรับลดเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 3.1% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.7%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39568</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงอัตราดอกเบี้ย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, หนังสือพิมพ์, เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d1387a01b4ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง. คงดอกเบี้ย 1.75% หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 3.3% ส่งออกทรุดโตแค่ 0%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย. 62 - นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ &amp;ldquo;คง&amp;rdquo; อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.3% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3.8% เนื่องจากภาคการส่งออกสินค้าขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้มาก โดยคาดว่าลดลงอยู่ที่ 0% จากคาดการณ์เดิม 3% ตามเศรษฐกิจคู่ค้า และปริมาณการค้าโลกที่ชะลอตัวลงจากสภาวะกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39517</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงอัตราดอกเบี้ย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.), ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c92e185dfc0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
