<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>7847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2018 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2018 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี&quot;ชี้การศึกษาไทยป่วยปางตาย/หวังรร.ประชารัฐช่วยฟื้นสภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานโครงการสานพลังประชารัฐ E5 เดินหน้าเฟส2ขยายอีกขยายโรงเรียนประชารัฐเพิ่มอีก 1,246 โรง ภายในปี 2561 ตามเป้า ร้อยละ 10-15 ของโรงเรียนทั่วประเทศ &amp;quot;ธีระเกียรติ&amp;quot;ชี้การศึกษาไทยป่วยปางตาย เชื่อโรงเรียนประชารัฐช่วยฟื้นได้ ปฎิรูปการศึกษาครั้งนี้สำเร็จ ด้าน &amp;quot;กอบศักดิ์&amp;quot; หวังแนวคิดทำเว็บไซตเกี่ยวกับอาชีพ -จัดทำสมุดพกคุณธรรมอิเลคทรอนิกส์ใช้ประเมินความดีและประเมินคุณสมบัติอันพึงประสงค์ สร้างเด็กพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศูนย์ปฏิบัติงาน connext ed - มีการประชุมหัวหน้าคณะทำงานโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน (E5) โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ หัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน กล่าวว่า จากความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของการยกระดับการศึกษาของโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5) และโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED) ที่เกิดขึ้น นำโดยรัฐบาลภายใต้แกนนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เล็งเห็นถึงความสำคัญในการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน (ภาครัฐ-ประชาสังคม-เอกชน) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต มั่นคง มั่งคั่ง&amp;nbsp; และยั่งยืน จุดประกายสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทย ผ่านการสนับสนุน โรงเรียนประชารัฐในระยะที่ 1 จำนวน 3,351 โรงเรียน ใน 77 จังหวัด จาก 225 เขตพื้นที่การศึกษา ครอบคลุมนักเรียนจำนวน 749,349 คน และในวันนี้ทุกภาคส่วนได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา การศึกษา และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านวิชาการ รวมถึงภาคเอกชน 12 องค์กรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED) ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ กลุ่มเซ็นทรัล บมจ. ซีพี ออลล์ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กลุ่มมิตรผลและบมจ.บ้านปู บมจ.ปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บมจ.ปูนซิเมนต์ ไทย บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บมจ.ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง 10 ยุทธศาสตร์ พร้อมผลักดันแผนพัฒนาด้วยผู้นำรุ่นใหม่ School partner ไปสู่โรงเรียนประชารัฐ จนเห็นผลสัมฤทธิ์สร้างเด็กดี-เด็กเก่งได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้จึงอยากจะขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ขยายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยทุกคนได้รับความรู้ที่ทั่วถึงและเท่าเทียม ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต ทั้งนี้ในการจัดโรงเรียนประชารัฐระยะที่ 2 จะมีการขยายการสนับสนุนโรงเรียนประชารัฐเพิ่มอีก 1,246 โรง ภายในปี 2561 ซึ่งเป็นเป้าหมาย ร้อยละ 10-15 ของโรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และขยายผลความร่วมมือสู่ภาคีในภาคส่วนต่างๆอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ กล่าวว่า การศึกษาเกิดภาวะวิกฤตเหมือนสภาพคนไข้ปางตายโดยมีโรงพยาบาลประชารัฐเข้ามาช่วยดูแลทำให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านโครงการประชารัฐที่เราดำเนินการในระยะแรกประสบความสำเร็จ ซึ่งเชื่อว่าการปฎิรูปการศึกษาที่ศธ.ดำเนินการอยู่ตอนนี้จะฟื้นจากสภาพปางตายได้อย่างแน่นอน ตนเชื่อมั่นว่าการปฎิรูปการศึกษาจะมาถูกทิศทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา&amp;nbsp; กล่าวว่า เราปฎิรูปการศึกษามาแล้วถึง 2 ครั้งแต่ก็พบว่าการศึกษาของประเทศไทยก็ยังไม่ดีขึ้นกลับเลวร้ายลงทั้งความสามารถการแข่งขันกับนานาชาติก็ต่ำ การบริหารจัดการก็ต่ำ เพราะโรงเรียนที่มีอยู่ 32,000 โรงมีมากกว่าครึ่งที่อยู่ในภาวะวิกฤตหนัก ซึ่งความร่วมมือกับประชารัฐและได้ภาคเอกชนชั้นเข้ามาช่วยถือว่ามาถูกทางและน่าจะเห็นผลสำเร็จได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาดูแลโครงการนี้และร่วมขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษาของประเทศให้สำเร็จ เพราะอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับอนาคตการศึกษาเช่นเดียวกัน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำให้เรามีความหวังในการเดินหน้าต่อในระยะที่ 2 ได้ ซึ่งคนมีแนวคิดที่จะทำเว็บไซตเกี่ยวกับอาชีพ เพื่อที่จะทำให้เด็กไทยได้รู้ว่าในอนาคตประเทศไทยเรียนอาชีพอะไรแล้วมีงานทำ และมีรายได้ที่สูง ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในอนาคต รวมถึงเรียนสาขาไหนแล้วมีแนวโน้มจะตกงาน ขณะเดียวกันมีแนวคิดจัดทำสมุดพกคุณธรรมอิเลคทรอนิกส์ใช้ประเมินความดีและประเมินคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของเด็กด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7847</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษาไทยป่วยปางตาย, คณกกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, โรงเรียนประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180212/image_big_5a815aef43725.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 21:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2018 07:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>    เปลี่ยน&quot; Public School&quot; เป็น &quot;รร.ร่วมพัฒนา &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปลี่ยนชื่อ Public School เป็น &amp;quot;โรงเรียนร่วมพัฒนา &amp;quot;ดึงความร่วมมือตั้งแต่ท้องถิ่น ประชาสังคม ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น &amp;quot;หมออุดม&amp;quot; เผยมีภาคเอกชน 10 แห่ง แสดงความจำนงร่วมดูแล โรงเรียนกว่า 70 โรงแล้ว คาด 23 เม.ย. เคาะอีกรอบ ยันทัน เปิดเทอม ปี 61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบ Public School &amp;nbsp;ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้มีการเปลี่ยนชื่อจาก Public School เป็น Partnership School หรือโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อให้มีความชัดเจนว่าเป็นโรงเรียนที่เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เท่านั้น โดยจะร่วมมือตั้งแต่ท้องถิ่น ประชาสังคม ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และภาคมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างจากโรงเรียนประชารัฐ ที่ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเท่านั้น แต่โรงเรียนร่วมพัฒนา เอกชนไม่ได้เข้ามาช่วยเท่านั้นแต่ต้องเข้ามาพัฒนา บริหารจัดการ ซึ่งภาคเอกชนจะเข้ามาเป็นกรรมการโรงเรียน และการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนร่วมพัฒนาจะเป็นการยกระดับกระบวนการเรียนการสอน และเพิ่มความเข้มข้นในส่วนของภาคเอกชน และหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาโรงเรียน อีกทั้งโรงเรียนรูปแบบดังกล่าว จะเป็นต้นแบบการบริหารจัดการโรงเรียนในอนาคตของ ศธ. ทั้งหมด เพราะสุดท้ายถ้าการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนต้องมีลักษณะเหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.ศธ.กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมประมาณ 10 บริษัท ที่แจ้งจำนงจะดูแลโรงเรียนประมาณ 70 กว่าแห่ง เช่น บริษัท มิตรผล จำกัด (มหาชน) ดูแลโรงเรียน 5 แห่ง , บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;6 แห่ง , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด ( มหาชน) 6 แห่ง และบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; 5 &amp;nbsp;แห่ง เป็นต้น นอกจากนั้น มีบางบริษัทที่ต้องการช่วยเหลือเฉพาะเรื่องและทุกโรงเรียน เช่น บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จะเข้ามาดูแลด้านไอซีทีให้แก่ทุกโรงเรียน ไม่ได้ช่วยโรงเรียนแห่งใดแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่แจ้งความจำนงเข้ามาช่วยพัฒนาโรงเรียน แต่ยังไม่สามารถหารือกับโรงเรียนได้สมบูรณ์จึงยังไม่สรุป แต่คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.นี้ และเปิดเรียนทันปีการศึกษา2561 อย่างแน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า และในที่ประชุมภาคเอกชนยังได้แสดงความกังวลว่าหากมีรัฐบาลใหม่การดำเนินการจัดการศึกษารูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา &amp;nbsp;จะไม่ได้ดำเนินการต่อนั้น ตนได้ชี้แจงว่ารัฐบาลใหม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ดำเนินโครงการดังกล่าวได้ แต่เชื่อว่าโครงการนี้เป็นสิ่งที่ดี และมีการกำหนดในยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ซึ่งมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รองรับด้วย หากมีการเปลี่ยนแปลงประชาชนต้องจับตามองอย่างแน่นอน &amp;nbsp; อีกทั้งยังได้มีการหารือถึงการบริหารงานบุคคล เช่น การจ้างครูใหม่ การทำหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องการคนมีวิสัยทัศน์และต้องอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 4 ปีขึ้นไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เป็นต้น และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ยืนยันว่าไม่มีปัญหา ปลดล็อคได้ทุกเรื่อง เพราะจากการศึกษาระเบียบต่างๆ พบว่า สามารถกระทำได้แต่ที่ผ่านมาไม่กล้าทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องเงินเดือน จะใช้อัตราเงินเดือนเดิมแต่จะมีเงิน Top up เพิ่มใหม่ เนื่องจากต้องมีภาระงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งจัดทำแนวทางการดำเนินการในรูปแบบเชคบุค และจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อให้ดูแลโรงเรียนร่วมพัฒนาให้เกิดการบริหารจัดการได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อมีปัญหาให้ติดต่อมายังหน่วยงานดังกล่าว โดยไม่ต้องส่งเรื่องไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ หรือการศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งหน่วยงานนี้จะมีเลขาฯ กพฐ.เป็นประธาน &amp;nbsp;ขณะที่ วิทยฐานะยึดตามระเบียบเดิม และมีระเบียบใหม่เพิ่มเติม ด้านการเงินต่างๆ เงินที่บริจาคเข้ามา ต้องเป็นไปตามระเบียบการใช้เงินของภาครัฐโดยเน้นความคล่องตัวมากขึ้น และในการประชุมครั้งหน้า 23 เมษายนนี้ &amp;nbsp;จะเชิญกรมบัญชีกลางเข้ามาหารือ เพื่อปลดล็อคระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6962</URL_LINK>
                <HASHTAG>public school, คณกกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, นพ.อุดม คชินทร, โรงเรียนร่วมพัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5ace206aa388a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
