<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2021 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2021 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอรุ่งเรือง&#039; แจงสื่อบางสำนัก บิดเบือนข้อมูล&#039;ยาฟาวิพิราเวียร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21ส.ค.64-นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติที่ปรึกษาระดับกระทรวง (รก.11) และประธานคณะกรรมการ MIU (Ministry of Public Health - Intelligence Unit) กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ชี้แจง เกี่ยวกับยาฟาวิพิราเวียร์ว่ามีการนำข้อมูลไปบิดเบือน ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริง&amp;hellip;. ยาฟาวิพิราเวียร์ จาก MIU กระทรวงสาธารณสุข &amp;ldquo;ยังคงสนับสนุนให้มีการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ต่อไป ยามีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 โดยขอให้เน้นการให้ยาที่เร็วขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; ตามที่ศูนย์บริหารจัดการภาวะฉุกเฉินฯ กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมาย คณะกรรมการ MIU (Ministry of Public Health - Intelligence Unit) กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาทบทวนด้านวิชาการ ข้อมูลยาฟาวิพิราเวียร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; ตามที่มีการนำข้อมูลเพียงบางส่วน เรื่องยาฟาวิพิราเวียร์ เช่น สไลด์การนำเสนอซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากที่ประชุม คณะกรรมการ MIU กระทรวงสาธารณสุข และได้มีการนำมาเผยแพร่ โดนนำสไลด์มามาตีความและนำเสนอเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; ผู้เผยแพร่มิได้นำข้อมูลที่ประชุมทั้งหมด และข้อสรุปการประชุม มาเผยแพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; การนำเสนอเพียงบางส่วน ได้สร้างความเข้าใจผิด ก่อให้เกิดความสับสน ต่อสังคมและประชาชน และผู้เผยแพร่ เป็นบุคคลภายนอก มิใช่คณะกรรมการ MIU&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความจริง เรื่องดังกล่าว&amp;hellip;.คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1) ที่ประชุม MIU มีการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ 16 ส.ค. 64 และได้เสนอบทสรุปในที่ประชุม ศูนย์บริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน EOC กระทรวงสาธารณสุข เช้า วันพุธ 18 สิงหาคม 64 เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบาย Flavipiravir ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.1) MIU ยังคงสนับสนุนให้มีการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ต่อไป โดยขอให้เน้นการให้ยาที่เร็วขึ้น พบว่า ยามีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ตั้งแต่เริ่มมีอาการภายใน 4 วัน ช่วยลดอาการรุนแรงได้ร้อยละ 30 สอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศ &amp;nbsp;&amp;hellip;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มติที่ประชุม&amp;hellip;รับทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.2) ขอให้มีการ ประเมินประสิทธิผล ข้อพึงระวัง ศึกษาเพิ่มเติม ภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มติที่ประชุม&amp;hellip;.มอบกรมการแพทย์และผู้เกี่ยวข้องดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.3) ขอให้พิจารณาเรื่องแนวทางเวชปฏิบัติ CPG ทั้งการ ให้ยา Flavipiravir เร็วขึ้น และยาตัวอื่น ที่มีประโยชน์ เช่น ยาพ่น ชนิดที่มี Steroids และยาอื่นๆ&amp;nbsp;
มติที่ประชุม&amp;hellip;มอบ กรมการแพทย์ และผู้เกี่ยวข้องดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2) ในที่ประชุมคณะกรรมการ MIU (Ministry of Public Health - Intelligence Unit) กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย ที่ปรึกษาและคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; ในที่ประชุมฯ &amp;nbsp;อ. นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ จากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ &amp;nbsp;(HITAP) กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะกรรมการ MIU ได้นำเสนอวาระ ข้อเสนอเชิงนโยบายยาฟาวิพิราเวียร์ และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ให้ข้อเสนอแนะ และสรุป ตามที่ได้เสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สาระสำคัญที่ที่ประชุม เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; HITAP ได้ทบทวนจากการศึกษาในต่างประเทศ บางรายงานพบว่ายาฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp; มีประสิทธิผลในการรักษาโควิด และบางรายงานไม่มีประสิทธิผล ซึ่งประสิทธิผลในการรักษาต้องพิจารณาจากหลายประเด็น เช่น ความรุนแรงของผู้ป่วยโควิด สถานที่การศึกษา เช่น ในหอผู้ป่วยนอก หอผู้ป่วยใน ขนาดและปริมาณยาที่ใช้รักษาที่แตกต่างกัน เป็นต้น และส่วนใหญ่การศึกษาเป็นการเปรียบเทียบกับยาอื่นๆ ที่ใช้รักษาในแต่ละประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; ข้อมูลการศึกษาที่มีผลเหมือนกันคือ ยาฟาวิพิราเวียร์ มีประสิทธิผลในการลดอาการทางคลินิกใน 7 วัน และ 14 วัน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้ยา ซึ่งสนับสนุนแนวทางการรักษาของไทยที่ปรับปรุงล่าสุด ฉบับที่ 17 ที่เริ่มให้ยาเร็วที่สุดตั้งแต่เริ่มมีอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; การศึกษาจากหลายสถาบันของไทยในการระบาดระลอกแรกปี 2563 พบว่า หากได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ภายใน 4 วันตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะลดความรุนแรงได้ร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลังมีอาการ 4 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; การศึกษาผู้ป่วยเบื้องต้นในประเทศไทย พบว่ากลุ่มที่มีอาการปอดบวมรุนแรงอาการจะดีขึ้นเฉลี่ยภายใน 14 วันส่วนกลุ่มที่ปอดบวมไม่รุนแรงจะดีขึ้นใน 9 วัน การให้ยาเร็ว เข่น การให้ที่จุดรับผู้ป่วย มีประโยชน์ในการลดความรุนแรงของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3) ข้อเสนอเชิงนโยบาย ของ MIU ต่อกระทรวงสาธารณสุข ก่อนหน้านี้ และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะอื่นๆ ได้เสนอให้มีการบริหารจัดการและการสำรองยา ให้เพียงพอ ต่อการระบาด ของโรคโควิด 19 จึงเป็นที่มาการจัดหา และสำรองยาที่ปรากฏในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4) กระทรวงสาธารณสุขได้บริหารจัดการสถานการณ์โควิด 19 รวมถึงการใช้สำรองยาฟาวิพิราเวียร์ ด้วยความถูกต้องเหมาะสม รอบคอบ ภายใต้ข้อแนะนำด้านยุทธศาสตร์และวิชาการ จาก คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีอยู่หลายคณะ และได้มีการบริหารจัดการ ผ่านความเห็นชอบ จาก ศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์โควิด 19 ฯ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114038</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ยาฟาวิพิราเวียร์, #โควิด19, คณะกรรมการ MIU, นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210821/image_big_6120619ab772b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
