<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 17:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายและกฎว่าได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายนั้นมากน้อยเพียงใด? คุ้มค่ากับภาระที่เกิดขึ้นแก่รัฐและประชาชนหรือไม่? หรือมีผลกระทบอื่นอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ เพียงใด? เพื่อเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น พัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ ลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันของกฎหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 เห็นสมควรที่จะประเมินผลสัมฤทธิ์ในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 1) กรรมการกฤษฎีกา 2) กรรมการพัฒนากฎหมาย 3) บุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4) กรรมการในคณะกรรมการอื่น ๆ ซึ่งมีกฎหมายหรือคำสั่งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ 5) หน่วยงานของรัฐ และ 6) ประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 31 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานฯ มีภารกิจรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย โดยมีนักกฎหมายกฤษฎีกาเป็นข้าราชการประจำทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการและงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายต่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือวิชาอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายของไทยและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย การจัดทำร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย การฝึกอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐในด้านกฎหมายและการร่างกฎหมาย การเผยแพร่ทำความเข้าใจด้านกฎหมายแก่ประชาชน การจัดพิมพ์ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเผยแพร่ การจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลงานและอุปสรรคในการดำเนินงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย และการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทยและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 ให้มากยิ่งขึ้นและก่อนที่จะร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ นั้น ทางสำนักงานฯ จึงได้จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.krisdika.go.th/21ocs01 (QR Code ภาพประกอบ) และในส่วนของการแสดงความคิดเห็นนั้นทุกท่านสามารถเข้าไปตอบแบบสำรวจความคิดเห็นได้ทาง&amp;nbsp;https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd7lMifrAoncbsZTw2M2HZSYgZio2xGiHoz7fyVj0k27s_Rtw/viewform (QR Code ภาพประกอบ)&amp;nbsp;โดยในการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นขอให้พิจารณาโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน และการดำเนินตามมาตรการของกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับข้อมูลโดยครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112216</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522, การรับฟังความคิดเห็น, คณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย, จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญ, นักกฎหมายกฤษฎีกา, ลดความเหลื่อมล้ำ, สร้างความเป็นธรรมในสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4ecb20441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายและกฎว่าได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายนั้นมากน้อยเพียงใด? คุ้มค่ากับภาระที่เกิดขึ้นแก่รัฐและประชาชนหรือไม่? หรือมีผลกระทบอื่นอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ เพียงใด? เพื่อเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น พัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ ลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันของกฎหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 เห็นสมควรที่จะประเมินผลสัมฤทธิ์ในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 1) กรรมการกฤษฎีกา 2) กรรมการพัฒนากฎหมาย 3) บุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4) กรรมการในคณะกรรมการอื่น ๆ ซึ่งมีกฎหมายหรือคำสั่งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ 5) หน่วยงานของรัฐ และ 6) ประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 31 ตุลาคม 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานฯ มีภารกิจรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย โดยมีนักกฎหมายกฤษฎีกาเป็นข้าราชการประจำทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการและงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายต่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือวิชาอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายของไทยและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย การจัดทำร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย การฝึกอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐในด้านกฎหมายและการร่างกฎหมาย การเผยแพร่ทำความเข้าใจด้านกฎหมายแก่ประชาชน การจัดพิมพ์ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเผยแพร่ การจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลงานและอุปสรรคในการดำเนินงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย และการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทยและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 ให้มากยิ่งขึ้นและก่อนที่จะร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ นั้น ทางสำนักงานฯ จึงได้จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.krisdika.go.th/21ocs01 (QR Code ภาพประกอบ) และในส่วนของการแสดงความคิดเห็นนั้นทุกท่านสามารถเข้าไปตอบแบบสำรวจความคิดเห็นได้ทาง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd7lMifrAoncbsZTw2M2HZSYgZio2xGiHoz7fyVj0k27s_Rtw/viewform (QR Code ภาพประกอบ)โดยในการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นขอให้พิจารณาโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน และการดำเนินตามมาตรการของกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับข้อมูลโดยครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112205</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522, การรับฟังความคิดเห็น, คณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย, จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญ, นักกฎหมายกฤษฎีกา, ลดความเหลื่อมล้ำ, สร้างความเป็นธรรมในสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4ecb20441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กฤษฎีกา&#039; ไม่สรุปที่ดินโดยรอบภูเขาช่องกระจก 40 ไร่เป็นธรณีสงฆ์ ชี้ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอวินิจฉัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.64 - นายนพดล เภรีฤกษ์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวชี้แจงกรณีมีข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเห็นว่าพื้นที่บนยอดเขาช่องกระจก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีศาสนสถานถือเป็นธรณีสงฆ์ อยู่ในการครอบครองของวัดธรรมิการาม แต่กรรมการกฤษฎีกายังไม่ได้ชี้ชัดว่าบริเวณรอบภูเขา หรือหน้าศาลากลางจังหวัด มีหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ ว่า&amp;nbsp;ขอชี้แจงว่าเรื่องที่ปรากฏตามข่าวนั้นเป็นกรณีที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ได้ขอหารือ เรื่อง สิทธิครอบครองพื้นที่บริเวณเขาช่องกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีประเด็นดังต่อไปนี้&amp;nbsp;1.วัดธรรมิการามได้สิทธิครอบครองพื้นที่บริเวณเขาช่องกระจกตามนัยมาตรา&amp;nbsp;1367&amp;nbsp;แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพื้นที่บริเวณเขาช่องกระจกเป็นเขตธรณีสงฆ์ของวัดธรรมมิการามวรวิหารหรือไม่&amp;nbsp;2.การที่พื้นที่บริเวณเขาช่องกระจกเป็นเขตธรณีสงฆ์ของวัดธรรมมิการามวรวิหาร วัดย่อมมีสิทธิที่จะทำการหรือยินยอมให้บุคคลหรือนิติบุคคลทำการปรับปรุงพื้นที่ ก่อสร้างถาวรวัตถุใดๆ จัดกิจกรรม หรือกระทำการใด ๆ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน บริเวณเขาช่องกระจกหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล กล่าวว่า&amp;nbsp;คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นที่หนึ่ง พื้นที่บริเวณยอดเขาช่องกระจกอยู่ในความครอบครองของวัดธรรมมิการามวรวิหาร ที่ดินบริเวณบนยอดเขาช่องกระจกจึงเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามมาตรา&amp;nbsp;40&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช&amp;nbsp;2484&amp;nbsp;ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในเวลานั้น และมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505&amp;nbsp;ประเด็นที่สอง เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นที่หนึ่งว่าพื้นที่บริเวณยอดเขาช่องกระจกเป็นที่ธรณีสงฆ์ วัดย่อมมีสิทธิที่จะกระทำการในที่ธรณีสงฆ์ดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในกรณีที่มีประเด็นว่ายังไม่ได้มีการวินิจฉัยโดยชัดเจนบริเวณรอบภูเขาช่องกระจก สำหรับที่ดินเขานอกจากพื้นที่บริเวณยอดเขาที่ได้สร้างศาสนสถานและถาวรวัตถุตามที่วินิจฉัยไปข้างต้น ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ไร่ ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำชี้แจงของผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นพื้นที่ลาดชันมาก มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่น เป็นเขาตามธรรมชาติและมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ เพียงใด&amp;rdquo;นายนพดล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106695</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกฤษฎีกา, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, วัดธรรมิการาม, เขาช่องกระจก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb01544bc03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; สั่งกฤษฎีกาศึกษากฎหมายในต่างประเทศ ควบคุมเนื้อหาสื่อออนไลน์-โซเชียลมีเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชาบูรพาชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ไปพิจารณาดูข้อกฎหมายและศึกษากฎระเบียบการออกกฏหมาย เพื่อควบคุมเนื้อหาในสื่อออนไลน์และการนำเสนอในโซเชียลมีเดีย โดยศึกษาจากในต่างประเทศที่มีการใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงใช้ในประเทศไทยก่อนที่จะเสนอให้ครม.พิจารณา เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105677</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกฤษฎีกา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สื่อออนไลน์, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf2903051c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พลเดช&#039;ขออภัยสื่อสารผิดพลาดปมกฤษฎีกาแก้ร่างพรบ.ประชามติไม่ทัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 มี.ค.64 - นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... รัฐสภา &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ กล่าวยอมรับในการสื่อสารที่ผิดพลาด กรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ประชามติ ไม่สามารถปรับปรุงเนื้อหาของร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรา 9 ให้ทันตามกำหนดเวลาและอาจทำให้การประชุมรัฐสภาวิสามัญ วันที่ 7-8 เมษายน ต้องเลื่อนออกไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พลเดช กล่าวว่า ตนขออภัย และไม่อยู่ในฐานะแก้ตัว นอกจากขออภัยและยอมรับผิด อย่างไรก็ตามตนได้พูดคุยกับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว. ในฐานะประธานกมธ.ฯ แล้ว และผู้ใหญ่เข้าใจกันดีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมไม่ต้องการให้เกิดการสะดุดใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ในวันที่ 1-2 เมษายนนี้ กมธ.จะพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อเข้าสู่กระบวนการประชุมรัฐสภา วันที่ 7-8 เมษายนนี้ โดยจะเริ่มต้นในมาตรา 10 และเรียงลำดับรายมาตราจนแล้วเสร็จ ก่อนจะลงมติในวาระสาม&amp;rdquo; นพ.พลเดช กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97332</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกฤษฎีกา, นพ.พลเดช ปิ่นประทีป, ร่างพรบ.ประชามติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605d4f6de657c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯกฤษฎีกา เผยร่างกฎหมายออกเสียงประชามติ เข้าทันเปิดประชุมสภา 1 พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.63 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงความคืบหน้าการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งมีความคืบหน้าไปได้มาก เพราะเรามีเนื้อหาตามแนวกฎหมายประชามติเดิมและการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;เป็นแนวทางอยู่แล้ว เชื่อว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และน่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;พ.ย.เมื่อเปิดสมัยประชุมสภา ทั้งนี้ เมื่อเข้าสภาแล้วจะใช้เวลาพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp;60&amp;nbsp;วัน และวุฒิสภาอีก&amp;nbsp;30&amp;nbsp;วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรมีกี่ครั้ง นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ครั้งก่อนที่จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อเขาร่างเสร็จเป็นที่ยอมรับกันแล้วก็ทำประชามติอีกครั้ง แต่ขณะนี้ที่มีการถกเถียงกันอยู่คือ ก่อนจะเริ่มแก้ควรถามประชาชนก่อนหรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78976</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกฤษฎีกา, ปกรณ์ นิลประพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191001/image_big_5d930e2ccd11e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯกฤษฎีกา เผยร่างกฎหมายออกเสียงประชามติ เข้าทันเปิดประชุมสภา 1 พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.63 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงความคืบหน้าการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งมีความคืบหน้าไปได้มาก เพราะเรามีเนื้อหาตามแนวกฎหมายประชามติเดิมและการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;เป็นแนวทางอยู่แล้ว เชื่อว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และน่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;พ.ย.เมื่อเปิดสมัยประชุมสภา ทั้งนี้ เมื่อเข้าสภาแล้วจะใช้เวลาพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp;60&amp;nbsp;วัน และวุฒิสภาอีก&amp;nbsp;30&amp;nbsp;วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรมีกี่ครั้ง นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ครั้งก่อนที่จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อเขาร่างเสร็จเป็นที่ยอมรับกันแล้วก็ทำประชามติอีกครั้ง แต่ขณะนี้ที่มีการถกเถียงกันอยู่คือ ก่อนจะเริ่มแก้ควรถามประชาชนก่อนหรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78975</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกฤษฎีกา, ปกรณ์ นิลประพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191001/image_big_5d930e2ccd11e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
