<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ดีอีเอส’ผนึก ‘สกมช.’ วางแนวทางแก้ปัญหาแฮกเกอร์โจมตีระบบรพ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 64&amp;nbsp;นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แถลงข่าวกรณีแฮกเกอร์โจมตีข้อมูลของโรงพยาบาลเพื่อชี้แจงรายละเอียดและแนวทางแก้ไข โดยจากที่ได้สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ประสานเข้าไปร่วมทำงานกระทรวงสาธารณสุข ในการลงพื้นที่ตรวจสอบช่องโหว่ของระบบของโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และพูดคุยกับทีมไอทีของโรงพยาบาลฯ ได้ทำการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแล้ว โดยนำระบบที่เป็นปัญหาดังกล่าวออกไปจากการใช้งาน และดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากภายนอก อีกทั้ง จากการตรวจสอบไม่พบความเสียหายกับระบบปฏิบัติการที่ใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ประเมินความเสียหาย ตรวจสอบความเสี่ยงและความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด มีการสำรองข้อมูลทั้งหมด ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีระบบสำรองข้อมูลทุก 1 ชั่วโมง เป็นปกติอยู่แล้วทางโรงพยาบาลได้หารือผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุข และขอรับคำปรึกษาจาก สกมช. และกระทรวงดิจิทัลฯ ตั้งแต่ต้น เพื่อให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาในการปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลให้ปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของสังคมต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ไม่ควรตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องหน่วยงานใด เป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่ต้องดำเนินการรักษาและจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย ซึ่งมีแนวทางในการปฏิบัติระบุไว้แล้วอย่างชัดเจนตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 2544 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 2562 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562&amp;nbsp; ถึงแม้จะมีการขยายการบังคับใช้ออกไป&amp;nbsp; แต่หน่วยที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลยังต้องดำเนินการตามประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2563 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการแก้ปัญหาในระยะสั้น ทุกหน่วยงานต้องมุ่งเน้นในด้านนโยบาย กรอบแนวทางปฏิบัติ และยกระดับบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์&amp;nbsp; ต้องถือปฏิบัติตาม พรบ.ดังกล่าวข้างต้น มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นรับผิดชอบต่อสังคม และประชาชน และสร้างความตระหนักให้บุคลากรของทุกหน่วยงาน มีความเข้มข้นในกลไกการป้องกัน ตรวจสอบ เฝ้าระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการแก้ปัญหาในระยะยาว คือ กระทรวงสาธารณสุขต้อง centralized ระบบฐานข้อมูล และ แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ซึ่งการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยจะทำได้ง่ายขึ้น โดยต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาที่เกิดขึ้น รพ.เพชรบูรณ์ ยืนยันว่าข้อมูลที่ประกาศขายเป็นข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อประชาชนที่มารับบริการโรงพยาบาล ชื่อแพทย์ที่ดูแล และตารางเวรแพทย์ ข้อมูลสัญญาณชีพ วัน เวลาที่มารับบริการ สิทธิการรักษาเลขประจำตัวผู้ป่วย ทั้งหมดไม่ใช่ฐานข้อมูลการรักษา ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาโรค เป็นข้อมูลทั่วไปที่ไม่มีผลกระทบต่อการดูแลรักษา อีกทั้งข้อมูลรายชื่อที่ถูกแฮกไปมีจำนวนกว่า 1 หมื่นรายชื่อ ไม่ใช่ 1.6 ล้านรายชื่อตามที่แฮกเกอร์กล่าวอ้าง&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย ข้อมูลรายชื่อเวชระเบียนผู้ป่วยใน 10,095 ราย ใช้ในการตรวจสอบระบบเวชระเบียน (ไม่มีรายละเอียดการดูแลรักษา) ข้อมูลรายชื่อผู้ป่วยนอกที่นัดรับการรักษา ประมาณ 7,000 ราย ข้อมูลตารางเวรแพทย์ มีเลข 13 หลักของแพทย์ผู้รักษา 39 ราย เพื่อใช้ในการเข้าถึงฐานข้อมูล ข้อมูลรายชื่อผู้ป่วยในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด 692 ราย ข้อมูลผู้ป่วยโรงพยาบาลสนาม 795 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)&amp;nbsp; กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงดิจิทัลฯ มีหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) คือ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางที่พร้อมให้บริการหน่วยงานต่างๆ ในการเฝ้าระวัง (monitor) การถูกโจมตีระบบ โดยปัจจุบันให้บริการอยู่แล้ว 250 หน่วยงาน ดังนั้นโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลระดับจังหวัด สามารถติดต่อเข้ามาใช้บริการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งในเร็วๆ นี้ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ก็เตรียมเปิดให้บริการลักษณะนี้เช่นกัน เนื่องจากในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นั้น นอกจากมีระบบที่มั่นคงปลอดภัยแล้ว ยังจำเป็นที่ต้องมีการเฝ้าระวังตลอดเวลาอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116040</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, ดีอีเอส, สกมช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_61385d74eee64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กมช.เผยมีรพ.รัฐแห่งเดียว ที่โดนแฮก มีข้อมูลหลุด 1 หมื่นราย รวมหมอ-คนไข้ ไม่มีเลขบัตรปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
7ก.ย.64- รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ได้สัมภาษณ์ &amp;nbsp;น.อ. อมร ชมเชย รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(กมช.) หรือ NCSC &amp;nbsp;เกี่ยวกับการแฮกข้อมูลคนไข้ กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ว่า การตรวจสอบเบื้องต้นกรณีดังกล่าว หน่วยงานเฝ้าระวัง ดาร์กเว็บได้เข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว สำหรับ ตัวเว็บ &amp;quot;Raidforums &amp;quot; ไม่นับเป็นดาร์กเว็บ แต่เป็นเว็บคนทั่วไปเข้าชมได้ แต่ทำในธุรกิจเรื่องที่ไม่เหมาะสม &amp;nbsp; คนที่แอบอ้างทำการแฮกและขายข้อมูลคือ Inanimate &amp;nbsp; ประกาศขายข้อมูลเมื่อ 5ก.ย. &amp;nbsp;เราได้ตรวจสอบโดยไม่ได้ล่าช้า เพราะรมว.ดีอีเอส สั่งการให้ตรวจสอบ รพ.ที่เกี่ยวข้อง และเทียบกับฐานข้อมูลของรพ.ที่มีขนาด 3.7 กิกะไบต์ &amp;nbsp; 16 ล้านเรดคอร์ด หรือข้อมูล 16 ล้านแถว ไม่ใช่ 16 ล้านคน &amp;nbsp; และรพ.ที่โดนแฮกเป็นรพ.รัฐเพียงแห่งเดียว&amp;nbsp;
น.อ.อมร กล่าวอีกว่า ระบบที่โดนแฮก เป็นระบบที่ใช้บริหารจัดการภายในรพ. ส่วนข้อมูลที่โดนแฮกไปจริงๆ มี 1หมื่นเรดคอร์ด ซึ่งเป็นชื่อคนไข้ กับแพทย์ เป็นหมายเลยคนไข้ ไม่มีหมายเลขบัตรประชาชน เป็นข้อมูลว่าคนไข้อยู่หวอร์ดไหน ไม่ลงลึกรายละเอียดว่าป่วยเป็นโรคอะไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ระบบของรพ.นี้ ไม่ได้ตั้งใจให้เผยแพร่ต่อสาธารณะ และอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งอาจทำให้มีข้อผิดพลาดเรื่องการรักษาความปลอดภัย และบัญชีรายชื่อที่โดนแฮกไปจริงๆแล้วมีเท่าไหร่ เรากำลังจะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลครบถ้วน กับรพ.ดังกล่าวในวันนี้ &amp;quot; น.อ.อมรกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115887</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, รพ.รัฐ, อมร ชมเชย, แฮกข้อมูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6136f2ad835f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2020 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2020 12:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พุทธิพงษ์&#039;แฉมีมือแฮ็กข้อมูลรัฐอื้อเล็ง&#039;63ตั้งสนง.มั่นคงปลอดภัยไซเบอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค.63-ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(กมช.)โดยมีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) และคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์​ (กบส.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สร้างความพร้อมในการป้องกันแล้วรับมือกับสถานการณ์ด้านภัยคุกคามไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งในระหว่างการจัดตั้งสำนักงานยังไม่แล้วเสร็จได้มอบหมายให้ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทยของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ปฎิบัติหน้าที่ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ไปก่อน ทั้งนี้การขับเคลื่อนกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศประกอบด้วย 4 เรื่องสำคัญคือ1.กำหนดทิศทางนโยบายและแผนไซเบอร์ซิเคียวริตี้ระดับชาติเพื่อรับมือป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน 2.เตรียมการจัดตั้งหน่วยงานด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ในการรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ 3.วางแนวทางพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ4.ดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องจึงขอให้คณะกรรมการร่วมการกำกับติดตามและผลักดันการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพุทธิพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมจากการพิจารณาหลักเกณฑ์จัดตั้งสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งจะประกอบไปด้วยคณะกรรมการชุดใหญ่แล้วจะมีสำนักงานที่ดูแลกฎหมายการเฝ้าระวังในเรื่องต่างๆรวมถึงแฮ็กเกอร์ ซึ่งการจัดตั้งสำนักงานฯต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จปี 2563รวมถึงคัดสรรเลขาธิการสำนักงานฯคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ7 คน และผู้ทรงคุณวุฒิโดยตำแหน่ง4คน และการเตรียมแผนงานในอนาคตที่จะต้องบูรณาการเรื่องไซเบอร์ซึ่งและกรรมการชุดนี้มีอำนาจในหลายเรื่องรวมทั้งกำกับนโยบาย เรื่องของไซเบอร์เป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศอย่ามาใช้บุคลากรของกระทรวงยังไม่เพียงพอ และต้องมีการบูรณาการฝ่ายความมั่นคงทั้งกระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม จากนี้การทำงานก็จะสะดวกขึ้นเวลามีการติดตามข้อมูลหรือมีการแฮ็กข้อมูลของหน่วยงานรัฐ เมื่อมีการรวมศูนย์การทำงานก็จะทำการทำงานเดินหน้าไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ปัจจัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีการแฮ็กข้อมูล เกิดจากภายในหรือนอกประเทศมากกว่ากัน นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ทั้งสองฝั่งที่ผ่านมาหลายคนอาจจะบอกว่าการเกิดข่าวปลอมหรือใช้ไซเบอร์ในทางที่ผิด ซึ่งมีทั้งในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้านก็มีจำนวนมาก ที่เราสำรวจได้คือ​ มีการใช้ซิมการ์ดจากประเทศเพื่อนบ้านจดทะเบียนเข้ามาทำการแฮ็กข้อมูลของหน่วยงานราชการต่างๆ ปัญหาเรื่องไซเบอร์ไม่ใช่มีแค่เฟกนิวส์ แต่วันนี้ที่น่าเป็นห่วงคือ​ เข้ามาเจาะฐานข้อมูลเกือบทุกหน่วยงานราชการและเกือบทุกวันอย่างต่อเนื่องเล่นหน่วยงานธนาคารจะโดนแฮ็กข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงระบบแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม เข้ามาติดตามความเคลื่อนไหว ซึ่งเราติดตามหาที่มาได้ตลอดเวลา แต่หลายเรื่องไม่สามารถเป็นข่าวได้ จึงต้องเตือนระบบออนไลน์ต่างๆต้องระวังอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลเลขบัตรประจำตัวประชาชน รหัสผ่านต่างๆ เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีจะเข้าไปแอบอ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้​ มีแนวคิดจะขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ในการจดทะเบียนชื่อในซิมการ์ด กรณีตัวอย่างการก่อเหตุความไม่สงบและในพื้นที่ภาคใต้​ ซึ่งเราพบว่าบางคนมีซิมการ์ดโทรศัพท์เป็น 100 ใบ หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้โอกาสในการควบคุมจะยาก &amp;nbsp;และยังมีปัญหาเรื่องการลงทะเบียนซิมการ์ดในประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยจำนวนหลายหมื่น ที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเราได้ประสานพูดคุยทำความเข้าใจไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า​ ข้อมูลที่ถูกแฮ็กมากที่สุดคือเรื่องใด นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่าเป็นข้อมูลธนาคารปกติ เช่น กรณีชิมช็อปใช้ระบบข้อมูลลูกค้า​ ซึ่งบริษัทเอกชนจะถูกแฮ็คจำนวนมากเพื่อเข้าไปดูข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ด้านธุรกิจ เช่น นำรายชื่อที่อยู่ลูกค้าไปใช้ทำประโยชน์ของตัวเอง เป็นต้น ซึ่งกระทรวงมีทีมในการดูแลเรื่องดังกล่าวอยู่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54426</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกัณต์, แฮ็กเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1c0225cb13e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
