<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งจัดระบบผังน้ำลุ่มน้ำภาคเหนือ ปูพรมศึกษาปรับปรุงพื้นที่ตอนบนเอื้อทางน้ำทั้งฤดูฝน - แล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สทนช. ลุยศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน หวังใช้เป็นแนวทางปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการไหลของน้ำ เอื้อจัดการท่วม-แล้งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามความก้าวหน้างบกลางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ-เก็บกักน้ำเร่งด่วนให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช. เร่งรัดการจัดทำผังน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงให้มีการติดตามผลการดำเนินงานตามงบกลางของหน่วยงานต่าง ๆ รายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทนช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำวัง จ.ลำปาง และลุ่มน้ำปิง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญในพื้นที่ตอนบนของประเทศ และส่งน้ำไปยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นแหล่งชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ สภาพปัญหาที่พบประจำ ได้แก่ พื้นที่ชุมชนริมน้ำ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี เทศบาลเมืองน่าน มักประสบปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี สาเหตุจากลำน้ำแคบ น้ำไหลไม่สะดวก เนื่องจากมีการรุกล้ำการใช้ประโยชน์ที่ดินสองฝั่งลำน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักต่อการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก รวมทั้งการเก็บกักน้ำในพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งยังไม่เต็มศักยภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สทนช. จึงต้องเร่งดำเนินโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน โดยจะมีการศึกษาและทบทวนกายภาพของพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1.แผนที่แสดงโครงข่ายระบบระบายน้ำในปัจจุบัน ทิศทางการไหลของน้ำ วิเคราะห์สภาพและสาเหตุของการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง 2.แผนที่แสดงระบบป้องกันน้ำท่วมและการบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการอุทกภัย มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา 3.แผนที่แสดงพื้นที่ประกาศภัยแล้ง การบริหารจัดการภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาจากหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนที่แสดงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่กีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อนำมากำหนดขอบเขตผังน้ำ เพื่อใช้เป็นหลักให้หน่วยงานปฏิบัติอ้างอิงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังใช้แบบจำลองในกรณีศึกษาอย่างน้อย 5 กรณี ได้แก่ 1.กำหนดขอบเขตผังน้ำจากสภาพพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค (โครงข่ายถนน และช่องเปิดต่าง ๆ) ในสภาพปัจจุบัน 2.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ผังน้ำไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ 3.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชัดเจนในการดำเนินการ 4.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยผู้ศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 5.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การพัฒนาเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในลุ่มน้ำ ที่อาจจะส่งผลกระทบในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ&amp;nbsp; หรือโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษาของทั้ง 4 ลุ่มน้ำในครั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 16 เดือน เริ่มวันที่ 10 เมษายน 2564 และจะศึกษาแล้วเสร็จวันที่ 2 สิงหาคม 2565 โดยในแต่ละขั้นตอนการศึกษาจะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 4 ครั้งต่อลุ่มน้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันพิจารณา พร้อมสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำได้อีกด้วย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำจะต้องไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือกระแสน้ำหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการติดตามความก้าวหน้าการจัดทำผังน้ำแล้ว ยังได้ติดตามความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือมีทั้งสิ้น 4,524 โครงการ แบ่งเป็น จังหวัดเชียงใหม่ 380 โครงการ และจังหวัดลำปาง 250 โครงการ สำหรับแผนงาน/โครงการ ภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จังหวัดเชียงใหม่ 103 โครงการ และจังหวัดลำปาง 67 โครงการ ซึ่ง 2 โครงการสำคัญที่ได้ลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนที่รัฐบาลให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบกลางในการจัดทำโครงการธนาคารน้ำใต้ดินระดับตื้น ซึ่งดำเนินการโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในพื้นที่ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และระบบกระจายน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หมู่ที่ 4 ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งทั้งสองแห่งมีผลดำเนินการที่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในช่วงฤดูแล้งมากกว่า 150 ครัวเรือน อีกทั้ง สทนช. มีแนวคิดในการขยายผลการทำโครงการธนาคารน้ำดินในพื้นที่อื่นให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนนี้และเป็นน้ำต้นทุนในฤดูแล้งหน้าตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111971</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนช., คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, จัดทำผังน้ำ, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ท่วม-แล้ง, น่าน, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ยม, ลุ่มน้ำปิง, วัง, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107d4f49c051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอไม่ได้แล้ว  &quot;รัฐบาล&quot; เตรียมตั้งศูนย์เฉพาะกิจ แก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ &quot;บิ๊กตู่&quot; นั่งคุมเอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับทราบมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบกรอบรายละเอียดโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้บัญชาการอำนวยการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ และกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ทำหน้าที่ประสานงานการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นไปตาม พรบ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มาตรา 24 เพื่ออำนวยการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำเป็นการชั่วคราวจนกว่าปัญหาวิกฤติน้ำจะพ้นไป ซึ่งแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ จะแบ่งหน้าที่การปฏิบัติงานออกเป็นกลุ่มอำนวยการ กลุ่มคาดการณ์ กลุ่มบริหารจัดการ และกลุ่มแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยอีกว่า นายกฯกล่าวว่าวิกฤติภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นมีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเตรียมพร้อมเพื่อรับมืออย่างเป็นระบบ เพราะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต แต่ยังส่งผลถึงภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยที่ผ่านมามีการดำเนินงานผ่านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขวิกฤติภัยแล้งปีนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันท่วงที ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ารวมถึงการวางแผนการใช้ทรัพยากรน้ำในระยะยาว ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่มีเป้าหมาย ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โดยในวันที่ 7 มกราคมนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาเห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจ และแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ รวมทั้งเห็นชอบให้สำนักงบประมาณดำเนินการตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานดังกล่าวตามความจำเป็นต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53823</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภัยแล้ง, วิกฤตน้ำ, ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200102/image_big_5e0de8c197ebc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2019 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2019 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะองคมนตรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำในฤดูแล้ง ปี 62/63 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำในฤดูแล้ง ปี 62/63 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่ชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมชลประทาน และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เป็นต้น ณ ห้องธารทิพย์ อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานการประชุม กล่าวเปิดการประชุม และกล่าวถึงความห่วงใยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอธิบดีกรมชลประทาน ได้รายงานสถานการณ์น้ำ ปัจจุบันทั้งประเทศ (28 พฤศจิกายน 2562) มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางรวมประมาณ 49,558 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 25,548 ล้าน ลบ.ม. สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 มีอยู่ด้วยกัน 7 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำนางรอง เขื่อนทับเสลา และเขื่อนกระเสียว บริมาณน้ำที่มีอยู่เขื่อนเหล่านี้สามารถสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ฯ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 11,700 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯ มีบริมาณน้ำใช้การได้ 5,004 ล้าน ลบ.ม. วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผล ไม้ยืนต้น เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 ไว้อย่างรัดกุม โดยภาพรวมทั่วประเทศจัดสรรไว้ปริมาณ 29,039 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2562 - เมษายน 2563 ได้จัดสรรน้ำไว้ 17,699 ล้าน ล.บม. คิดเป็นร้อยละ 61 ของปริมานน้ำตันทุน ซึ่งจะเน้นสนัสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ก่อนเป็นหลัก ส่วนที่เหลืออีกระมาณ 11,340 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 ช่วงเดือน พฤษภาคม - กรกฏาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่ บริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด และให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้อย่างเคร่งครัดพร้อมกับจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ ที่สามารถข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา รวมทั้งได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศ บูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในเรื่องของสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดและใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียพอใช้ตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51470</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, น้ำ, พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข, พลากร สุวรรณรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191130/image_big_5de266d589488.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นายกฯ&#039;ประชุมกก.ทรัพยากรน้ำย้ำต้องให้เกษตรกรมีน้ำใช้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.62- ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษษความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวในช่วงต้นของการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติว่า ในช่วงที่ยังบริหารราชการแผ่นดินอยู่ เราต้องเร่งรัดบูรณาการการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้ได้ ทั้งในส่วนของโครงสร้างและความต้องการของพื้นที่ ปัญหาสำคัญเร่งด่วนคือ การบริหารจัดการน้ำในชุมชน จะต้องมีน้ำให้เกษตรกร แต่การส่งน้ำ ยังมีปัญหาซับซ้อนหลายอย่าง แต่ก็ต้องแก้ให้ได้ ซึ่งได้รับการชี้แจงเบื้องต้นแล้ว จากรองนายกรัฐมนตรี และเลขา สทนช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการพบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ทางโอมานให้ความสนใจเรื่องการใช้ยางพาราสร้างถนน ก็ควรจะประสาน ความร่วมมือ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเรา นอกจาก โอมานแล้ว ยังมีนานาประเทศให้เกียรติประเทศไทย และเชื่อมั่นในการทำงานที่ผ่านมา ด้วยศักยภาพและความร่วมมือ จะทำให้ไทย มีโอกาสหาช่องทาง ต่อยอดได้อีกมากเช่น การส่งออกสินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การค้าขายระหว่างกัน การสาธารณสุข รวมไปถึงเรื่องของการทำประมง ซึ่งโอมาน กำลังทำแผน 2040 เช่นเดียวกับไทย ที่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและโอมานก็ยังมีแผนพัฒนาทุก 5 ปีเช่นเดียวกันด้วย นี่คือสิ่งที่โลกกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31034</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบริหารจัดการน้ำ, คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c455e2d782f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งรับมือน้ำท่วม ทุกแห่งมีเจ้าภาพ นายกจ่อลุยพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เปิดเสวนาบริหารจัดการน้ำ สั่งทุกหน่วยรับมือฤดูฝนปีนี้ คาดเจอพายุ 1-2 ลูก สทนช.ยันทุกจังหวัดเตรียมแผนไว้แล้ว ชี้ทุกแหล่งน้ำต้องมีเจ้าภาพ สัปดาห์หน้าลุยตรวจพื้นที่ท่วมซ้ำซาก 28 แห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และมอบนโยบายแก่ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด, &amp;nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงกลาโหม, สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายได้มาร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ทั้งวันนี้และวันข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง โดยใช้กฎหมายเป็นหลัก สิ่งใดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงหรือต้องใช้วิธีการใหม่ๆ ต้องช่วยกันคิดมา อย่าปล่อยให้ติดที่ใดที่หนึ่ง &amp;nbsp;ต้องบริหารทั้งคน ทั้งงาน และงบประมาณ ไม่เช่นนั้นงบประมาณจะบานปลายไปเรื่อยๆ อย่างที่ผ่านมา จึงฝากให้ทุกหน่วยงานไปสรุปและหาแนวทางร่วมกัน ต้องดูว่าใครได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เราจะต้องดูแลอย่างไร ซึ่งน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ อนาคตเป็นห่วงว่าถ้าหากโลกเปลี่ยนแปลงมากๆ ไม่มีน้ำ จะเกิดสงครามแย่งน้ำขึ้น อย่างประเทศไทยรอน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ถ้าฝนไม่ตกจะทำอย่างไร ดังนั้นรัฐบาล ข้าราชการ และประชาชนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เป้าหมายขององค์การสหประชาชาติภายหลังปี 2558 มุ่งไปสู่ความมั่นคงทางด้านน้ำ ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลนี้ และตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้น โดยเฉพาะด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ มีแผนแม่บท โครงการต่างๆ สื่อต้องช่วยทำความเข้าใจ เพราะมีบางส่วนไม่อยากให้สร้างเพราะตัวเองได้รับผลกระทบ ถ้าทำไม่ได้จะเสียกันทั้งหมด อย่างไรก็ตามรัชกาลที่ 10 มีรับสั่งหลายครั้ง สิ่งที่รัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้ ดูว่าครบหรือยัง พวกเราประชาชนต้องร่วมมือ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า วันนี้การบริหารจัดการน้ำมีการวางกลไกเรื่องของกฎหมาย ตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เป็นหน่วยงานในการบริหารจัดการ สิ่งสำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการน้ำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เรามีอยู่ บูรณาการให้มีเอกภาพ พิจารณาแผนงานที่มีผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ของน้ำ พิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ต้องหาแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น เราพิจารณาแล้วเสริมให้ได้ในระยะเวลา 5-10 ปี ที่ยังไม่เกิดปัญหา ต้องทำตั้งแต่วันนี้
6 ยุทธศาสตร์จัดการน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ปี 2558-2569) ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค มีเป้าหมายพัฒนาประปาหมู่บ้าน 7,490 หมู่บ้าน ปรับปรุงประปาหมู่บ้าน 9,093 หมู่บ้าน ชุมชนเมืองมีระบบประปาเพิ่มขึ้น 255 เมือง และขยายเขตประปา 688 &amp;nbsp;แห่ง 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต เพื่อจัดหาน้ำต้นทุน สร้างความมั่นคงในภาคการผลิตเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยมีเป้าหมายพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำได้ไม่น้อยกว่า &amp;nbsp;9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 8.7 ล้านไร่ รวมทั้งจัดหาน้ำเพื่อพัฒนาด้านเศรษฐกิจ มีเป้าหมายสำคัญในภาคตะวันออกเพื่อรองรับความต้องการของพื้นที่เดิม และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในภาคต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัยของชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยมีเป้าหมายปรับปรุงเพิ่มอัตราการไหลของน้ำมากกว่าร้อยละ 10 ในลำน้ำสายหลัก &amp;nbsp;870 กิโลเมตร ลดความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำวิกฤติ 10 ลุ่มน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง &amp;nbsp;185 แห่ง 4.การจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อให้แหล่งน้ำมีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ขึ้นไป โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 201 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย 47 แห่ง ลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก มูล ชี ควบคุมความเค็มบริเวณปากแม่น้ำไม่ให้เกินค่ามาตรฐานการเกษตรและการประปา กำจัดวัชพืชและขยะลอยน้ำ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่เสื่อมโทรมเพื่อปรับสมดุลระบบนิเวศ โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ 4.77 ล้านไร่ ซึ่งจะทำให้เกิดป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งและ 6.การบริหารจัดการ ได้ตั้งเป้าหมายให้มีองค์กร กฎหมาย ระบบข้อมูล การประชาสัมพันธ์ และการติดตามประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ รวมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ จัดตั้งหน่วยงานกลาง จัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติ เป็นต้น รวมทั้งให้มีศูนย์อำนวยการข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขวิกฤติน้ำของชาติอย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเมินผล เช่น แผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปีนี้ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงดังกล่าว คาดการณ์ว่าค่าเฉลี่ยฝนจะน้อยกว่าปี 60 ประมาณ 5-10 &amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจน่าจะเอาไปพิจารณาคราวหลังต้องคิดเป็น โดยในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้มีโอกาสที่พายุจะเข้าประเทศไทย 1-2 ลูก ทั้งนี้มีการวางแผนเพาะปลูกข้าวทั้งประเทศ &amp;nbsp;60 ล้านไร่ วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อให้ทุกภาคส่วนรวม 88,700 ล้านลูกบาศ์กเมตร โดยหลังสิ้นฤดูฝนต้องมีต้นทุนสำหรับพื้นที่เกษตรในฤดูแล้งปี 61-62 ประมาณ 60,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้มากกว่าปี 60 &amp;nbsp;ประมาณ 10,910 ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้เห็นชอบหลักการให้ปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำ พ.ศ.2550 ให้เชื่อมโยงระดับประเทศสู่ภูมิภาค ผ่านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งต้องบริหารเร่งด่วน ยึดโยงให้ได้ทั้งหมด ปรับบทบาทคณะกรรมการลุ่มน้ำใหม่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการส่วนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2558-2569 ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีอนุกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ เป็นประธาน ไปทบทวนแผนยุทธศาสตร์น้ำทั้งประเทศให้เสร็จในเดือน ก.ย.61
เตรียมแผนรับมือพายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมเกียรติ ประจําวงษ์ เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำกว่า 38 หน่วย แต่มีปัญหาคือบางหน่วยทำงานไม่มีประสิทธิภาพและซ้ำซ้อน &amp;nbsp;ซึ่ง สทนช.ตั้งขึ้นมาเพื่อบูรณาการและกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ให้แต่ละหน่วยงานทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เช่นเมื่อเกิดพายุ สทนช.จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมาตัดสินใจร่วมกันในการบริหารจัดการข่าวสารต่างๆ โดยจะต้องนำมากลั่นกรองก่อนจึงจะเผยแพร่ข่าวสารแก่ประชาชน สำหรับแผนงานในปีนี้ 1.คาดการณ์สถานการณ์น้ำ &amp;nbsp;2.ป้องกันพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก 3.ตรวจสอบอ่างกักเก็บน้ำ 4.กำหนดขั้นตอนการแก้ไขปัญหา และ 5.ประเมินผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนการรองรับสถานการณ์น้ำหลากปีนี้นั้น มีประมาณกว่า 10 พื้นที่ที่มีทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง &amp;nbsp;ซึ่งในภาพใหญ่ชี้เป้าไปแล้ว ส่วนในภาพเล็กคือให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชี้เป้า &amp;nbsp;ฉะนั้นการคาดการณ์จะเป็นหน้าที่ของส่วนหน้า คือ กรมอุตุนิยมวิทยา, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จีสดา) และกรมทรัพยากรธรณี หลังจากนั้นหน่วยงานที่บริหารจัดการที่มีพื้นที่เป็นของตัวเองและอาคารของตัวเอง คือ กรมชลประทาน, กรุงเทพมหานคร (กทม.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จะลงพื้นที่เพื่อกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่า หากเกิดน้ำหลากจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งทุกแหล่งน้ำจะต้องมีเจ้าภาพหลัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีความห่วงใยเรื่องน้ำที่มีมากเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของความจุ ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 40-50 แห่ง จึงได้สั่งการไปว่าต้องจัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนว่า ถ้าน้ำเข้ามา ฝนตกจำนวนมากจะมีมาตรการอะไรบ้าง และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งจังหวัดจะต้องรับทราบเรื่องนี้ด้วย&amp;quot; นายสมเกียรติระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามทุกจังหวัดมีแผนป้องกันดังกล่าวอยู่แล้ว และวางแผนไว้ว่าภายในเดือน มิ.ย.จะสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ติดตามว่าแผนที่เราทำตรงตามความต้องการของประชาชนหรือไม่ ส่วนการรับมือพายุฝนในปีนี้นั้น กรมอุตุฯ คาดว่าพายุ 1-2 ลูกจะเข้ามาในช่วงเดือน ส.ค.หรือเดือน ก.ย. ซึ่งเราเฝ้าระวังอยู่และได้มีการพร่องน้ำและทำแก้มลิงบางพื้นที่แล้ว ทั้งนี้สัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในอดีตจำนวน 28 แห่ง &amp;nbsp;ซึ่งเบื้องต้นได้เตรียมแผนรองรับและนำเครื่องมือไปติดตั้งประจำจุดไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ภายหลังการตั้ง สทนช.ได้มีการแบ่งงานอย่างชัดเจนมากขึ้น คือ 1.พื้นที่ความรับผิดชอบ 2.ลักษณะงานความรับผิดชอบ 3.ทรัพยากรความรับผิดชอบ เช่น เครื่องมือ และ 4.วิธีจัดการปัญหา เป็นการดำเนินงานคล้ายการแก้ไขวิกฤติน้ำในช่วงที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า จากนี้เมื่อเราได้ข้อมูลว่าจะมีพายุเข้ามา ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เช่น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ &amp;nbsp;(จีสดา) และ สทนช.เป็นต้น นำข้อมูลเบื้องต้นมาวิเคราะห์ก่อนที่จะประกาศว่าเกิดพายุ แต่ยืนยันว่ากรมอุตุฯ ยังมีหน้าที่เหมือนเดิมในการประกาศหากพายุลูกใหญ่ๆ เข้ามา นอกจากนี้ปัญหาตอนนี้คือ สื่อโซเชียลมีเดียปล่อยข้อมูลเรื่องพายุเข้าให้ประชาชนเตรียมเทียน เตรียมมีด และปืน ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด ซึ่งการทำงานร่วมกันจะป้องกันข้อมูลที่สับสนให้น้อยลงในเรื่องการพยากรณ์อากาศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10685</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 ยุทธศาสตร์จัดการน้ำ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รับมือพายุ, วันชัย ศักดิ์อุดมไชย, สมเกียรติ ประจําวงษ์, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b154851af436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
