<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อนุสรณ์ห่วงเบรกมาตรการงดจ่ายเงินปันผลแบงก์พาณิชย์ส่งผลนักลงทุนตื่นตระหนก แนะลดดอกเบี้ย 0% ช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.2563 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้นจะสนับสนุนมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้สถาบันการเงินงดจ่ายเงินปันผลและห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นคืนมาตรการดังกล่าวควรทำให้ความเข้มแข็งของฐานเงินทุนและสภาพคล่องดีขึ้นเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้เสียภาคการเงินในอนาคต ผู้ถือหุ้นจำเป็นต้องเสียสละผลประโยชน์เพื่อให้ระบบการเงินและสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งฝ่าวิกฤติไปได้ และ จะทำให้ได้รับเงินปันผลและราคาที่ดีขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขอสนับสนุนอย่างมีเงื่อนไข และ ขอเตือนด้วยความเคารพว่า มาตรการดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายและกลายเป็นปฏิกิริยาทางลบต่อตลาดการเงินมากเกินคาดการณ์ได้ เกิดภาวะตื่นตระหนก เพราะทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หนี้เสียในระบบอาจมีมากกว่าที่ประกาศกันไว้มากและอาจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากมาตรการการไม่นับรวมการยืดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นหนี้เสียในขณะนี้สิ้นสุดลง นักลงทุนอาจสูญเสียความมั่นใจเทขายหุ้นกลุ่มแบงก์ออกมากแล้วส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในภาพรวม ส่งผลต่อ Wealth Effect ของนักลงทุนในทางลบ ทำให้เศรษฐกิจหดตัวมากกว่าเดิมได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการงดจ่ายเงินปันผลก็ดี มาตรการห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นคืนก็ดี หรือ การตั้งอัตราเงินสดสำรองไว้ในอัตราที่สูงก็ดี มีเป้าหมายเพื่อให้ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงรองรับหนี้เสียและปัญหาการชะลอตัวเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้ แต่ประเมินได้ว่า การดำเนินนโยบายหรือมาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบคิดอนุรักษ์นิยมทางการเงินที่อาจไม่สอดรับกับสถานการณ์ที่หดตัวอย่างหนัก มาตรการเหล่านี้จะสร้างภาวะที่ทำให้มีการปล่อยสินเชื่อน้อยลงเพราะกลัว NPL&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ตามข้อมูลงานวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อปีที่แล้ว ธนาคารขนาดใหญ่ระดับโลกประมาณ 30 แห่งจ่ายเงินปันผลและใช้เงินซื้อหุ้นคืนไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทย 7.752 ล้านล้านบาท ขนาดของเม็ดเงินประมาณครึ่งหนึ่งของจีดีพีของไทยทั้งประเทศ ในปีนี้ บางประเทศมีมาตรการไม่ให้จ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืน เงินจะหายไปจากระบบอยู่พอสมควร ธนาคารกลางของหลายประเทศคงมีการทำ Stress Test สถาบันการเงินในประเทศตัวเอง แล้วจึงตัดสินใจไม่ให้จ่ายเงินปันผล การทดสอบฐานะทางการเงินของแบงก์จะช่วยวิเคราะห์เชิงปริมาณได้ว่า หากจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืนไปแล้วธนาคารแห่งใดยังคงมีฐานะของเงินทุนในการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ และ หวังว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำ Stress Test แล้ว ก่อนตัดสินใจออกมาตรการงดจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ประกาศของแบงก์ชาติอาจช่วยลดความไม่พอใจของนักลงทุนต่อผู้บริหารและกรรมการธนาคารพาณิชย์แต่จะทำให้ตลาดการเงินตีความสถานการณ์เศรษฐกิจและภาวะการเงินในทางเลวร้ายซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความตื่นตระหนกเกินควร ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงแรงโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ จึงเป็นเรื่องที่แบงก์ชาติและผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนต้องบริหารความตื่นตระหนกนี้ให้ได้ ความจริงแล้ว มีอีกทางเลือกหนึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้สถาบันการเงินมีฐานทุนเข้มแข็งรองรับการพุ่งขึ้นของหนี้เสียในอนาคต คือ การปล่อยให้คณะกรรมการธนาคารพาณิชย์ ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตัดสินใจกันเอง หรือ ให้สมาคมธนาคารไทยหารือแล้วออกมาตรการแบบสมัครใจ (ไม่ต้องบังคับ) ว่า ทุกธนาคารจะงดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในปีนี้ ธนาคารควรจ่ายเงินปันผลหรือรับซื้อหุ้นคืนหรือไม่ก็เป็นเรื่องความสมัครใจเอง ภาวะตื่นตระหนกจะน้อยกว่ามาก แบงก์ชาติทำหน้าที่เพียงปล่อยปริมาณเงินเข้ามาในระบบให้มากพอ แล้วไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของธนาคารพาณิชย์ บางประเทศใช้มาตรการแบบที่ ธปท ประกาศเพราะเห็นว่า ฐานเงินทุนที่เข้มแข็ง สภาพคล่องที่เพียงพอ มีความจำเป็นต่อการปล่อยสินเชื่อใหม่ในอนาคตรวมทั้งเพื่อรองรับหนี้เสียในอนาคต แต่การตัดสินในระดับจุลภาค จะจ่ายเงินปันผลหรือไม่จ่ายเงินปันผล จะซื้อหุ้นคืนหรือไม่ ควรเป็นเรื่องที่เอกชนตัดสินใจเองได้ แต่สิ่งที่แบงก์ชาติต้องทำคือการเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบให้มากเป็นพิเศษ การแทรกแซงเงินบาทไม่ให้แข็งค่าโดยไม่ต้องดูดซับเงินบาทกลับ &amp;nbsp;ทางเลือกทางนโยบายการเงินที่ต้องทำควบคู่กันไปกับมาตรการสั่งแบงก์พาณิชย์งดจ่ายเงินปันผล คือ ลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือ 0% หรือใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบหากจำเป็น และ ทำ unsterilized FX open market intervention ต้องเน้นไปดูมาตรการมหภาค มากกว่า มาตรการจุลภาค ซึ่งส่งผลบวกในการดูแลเศรษฐกิจมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย ฝากแก้ปัญหาผู้ขอสินเชื่อรายย่อยที่มีฐานะทางการเงินไม่ดีถูกปฏิเสธเงินกู้จากธนาคารเนื่องจากมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยทำให้ไม่สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้ตามความเสี่ยงของลูกค้า คนจำนวนหนึ่งต้องหันไปหาเงินกู้นอกระบบซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อในระบบอย่างมาก นำไปสู่กับดักความเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกเอาเปรียบ และ ไม่สามารถตรวจสอบและกำกับดูแลได้เท่ากับสินเชื่อในระบบ การปล่อยให้สถาบันการเงินคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า โดยธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเปิดเสรีทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอีก จะช่วยให้สถาบันการเงินไม่สามารถคิดดอกเบี้ยสูงเกินไปอันเป็นการเอาเปรียบลูกค้าได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท ก็ประสบความสำเร็จในการลดอำนาจผูกขาดในระบบสถาบันการเงินได้ระดับหนึ่งอยู่แล้วแต่ต้องเพิ่มขึ้นอีกเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการให้เกิดความสมดุลไม่นำไปสู่การแข่งขันมากเกินพอดีจนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินโดยรวมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69278</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารพาณิชย์, สถาบันการเงินงดจ่ายเงินปันผล, ห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นคืน, อนุสรณ์ ธรรมใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2020 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2020 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;เผยการบ้าน 9 ข้อของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัญหาภาระหนี้สิน 6.1 ล้านล้านบาทและการขาดทุนทางบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย 300,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2562 ว่า จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบทางลบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศอย่างที่วิตกกังวลกัน และ ภาระหนี้สิน 6.1 ล้านล้านบาทจะไม่ได้นับรวมเป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ภาระหนี้สินแสดงถึงการบริหารสภาพคล่องของระบบการเงินอันเป็นการปฏิบัติตามพันธกิจของความเป็นธนาคารกลาง การทำพันธกิจของแบงก์ชาติไม่ว่าจะออกพันธบัตรเพื่อดูแลสภาพคล่องของระบบการเงินให้เหมาะสม การพิมพ์ธนบัตรออกใช้หรือการรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์ทำให้ตัวเลขหนี้สินเพิ่มขึ้นแต่แบงก์ชาติก็จะมีตัวเลขทรัพย์สินเพิ่มขึ้นควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม หนี้สินดังกล่าวของแบงก์ชาติไม่เป็นภาระต่อสาธารณชนตราบเท่าที่หนี้สินมีสินทรัพย์หนุนหลังหรือรองรับอยู่ ฉะนั้นการบริหารจัดการไม่ให้สินทรัพย์ด้อยค่าจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและการบริหารดุลยภาพของหนี้สินของแบงก์ชาติที่เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจการเงินของประเทศในแต่ละช่วงเวลาจึงมีความจำเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 237,245 ล้านดอลลาร์ (สิ้นปี 62 &amp;nbsp;2.59 แสนล้านดอลลาร์ สิ้นปี 61 อยู่ที่ 2.39 แสนล้านดอลลาร์) มีทุนสำรองติดอันดับ 12-13 ของโลก ส่วนการขาดทุนทางบัญชีหรือการขาดทุนจากการตีค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินที่ถืออยู่ของแบงก์ชาติไม่ใช่ปัญหาตราบเท่าที่การขาดทุนมากกว่า 80-90% เป็นผลจากการตีราคาสินทรัพย์ทางการเงินที่ถืออยู่ จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อเกิดจากผลการดำเนินงานในการลงทุนที่ผิดพลาดหรือการปรับสัดส่วนในการลงทุนที่ไม่เหมาะสม งบปี 62 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีผลขาดทุนรวม 3 แสนล้านบาทและมีผลขาดทุนสะสมประมาณ 1.069 ล้านล้านบาท เป็นผลจากเงินบาทแข็งค่าประมาณ 7-8% ในปี 2562 เมื่อไตรมาสแรกของปีนี้ แบงก์ชาติก็กำไรทางบัญชีเพิ่มขึ้น 3 แสนกว่าล้านบาทจากการที่เงินบาทอ่อนค่า จะเห็นได้ชัดว่า ตราบเท่าที่ 80-90% ของการขาดทุนหรือกำไรเป็นผลจากการตีราคาสินทรัพย์ต่างประเทศที่แบงก์ชาติถืออยู่เราไม่ต้องวิตกกังวลใดๆทั้งสิ้นและยังไม่มีปัญหาอะไรในระบบเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ การขาดทุนในปี 62 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับมาตรฐานทางบัญชีใหม่อีกด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ช่วงเวลานี้มีการเปิดรับสมัครผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ จึงฝากการบ้านพร้อมข้อเสนอให้ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ไว้พิจารณาดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อที่หนึ่ง แม้นประเทศไทยจะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงอันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ต้องไม่ประมาทเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกจากต่างประเทศน้อยกว่าเดิมอย่างชัดเจน และ พึ่งตระหนักว่าเงินสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งเป็นเงินระยะสั้นที่พร้อมไหลออกตลอดหากประเทศไทยมีปัญหา การรักษามูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศของแบงก์ชาติและท่านผู้ว่าคนใหม่ต้องทำให้มีความเพียงพอต่อการรองรับความผันผัวนของตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก รักษาอำนาจซื้อในตลาดโลกของระบบเศรษฐกิจไทย และต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศให้เพียงพอต่อสภาพคล่องภายในเมื่อจำเป็นเพื่อหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรออกใช้ การปฏิรูประบบการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศใหม่ เนื่องจาก เงินดอลลาร์ เงินยูโร เงินเยนจะผันผวนอย่างมากและด้อยค่าลงรวมทั้งความเชื่อมั่นต่อเงินสกุลเหล่านี้จะลดลง ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สะสมเอาไว้จะด้อยค่าลง ควรเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรนำเอาการศึกษาที่ทำไว้แล้วเรื่อง &amp;ldquo;การจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง&amp;rdquo; มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และ ควรศึกษาเพิ่มเติมถึงการใช้ Digital Currency ในทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมทั้ง การจัดตั้งกองทุนและทำ Swap Agreement กับประเทศในเอเชียเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสอง ต้องศึกษามาตรการสกัดกั้นกระแสเงินทุนระยะสั้นเก็งกำไรจำนวนมากจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินของไทยและเอเชีย หากไม่มีมาตรการควบคุมที่ดีพอจะก่อให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสาม ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารกองทุน BSF (Corporate Bond Stabilization Funds หรือ กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้) ด้วยความรัดกุม ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเงินสาธารณะ ที่ผ่านมา ธปท ได้กำหนดอัตราผลตอบแทนที่คำนึงถึงความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงของ &amp;ldquo;เงินสาธารณะ&amp;rdquo; ได้ดีพอสมควร อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้จึงอยู่ที่ความสามารถในการกำกับดูแลของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือบอร์ดแบงก์ชาติ การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายกองทุน BSF ต่อคณะกรรมการลงทุนและระบบการกลั่นกรองขั้นต้นจาก บลจ กรุงไทย แต่ผู้ที่มีความสำคัญจะต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดการแปลงหนี้เอกชนเป็นหนี้สาธารณะ คือ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ และ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องยึดถือธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสี่ ธนาคารกลางต้องทบทวนการดำเนินนโยบายแบบอนุรักษ์นิยมทางการเงิน หันมาใช้นโยบายการเงินแบบเชิงรุกมากขึ้นและมาตรการการเงินขยายตัวมากเป็นพิเศษมีความจำเป็นเพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงานในระดับโลกและไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อห้า ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ควรมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงินในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของการทุจริตคอร์รัปชันและพฤติกรรมการฟอกเงินที่เกิดขึ้นในทุกระดับของสังคมไทย เทคโนโลยีบล็อคเชนที่นำมาใช้ในระบบการเงินจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารกำกับดูแล ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปรกติอันเกี่ยวเนื่องกับการทุจริตคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น วิธีการดัดหลังผู้กระทำการทุจริตแล้วเก็บเงินสดไว้ที่บ้าน คือ การดำเนินการยกเลิกธนบัตรบางรุ่นเพื่อให้นำมาแลกคืน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติลองไปศึกษาวิธีการของรัฐบาลและธนาคารกลางของอินเดียในการยกเลิกการใช้ธนบัตรเพื่อปราบปรามการทุจริตเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อหก ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้ผู้ว่าคนใหม่ได้ฟื้นฟูเกียรติภูมิของ ศ. ดร. ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง &amp;ldquo;สำนักงานธนาคารชาติไทย&amp;rdquo; ซึ่งต่อมาก็คือ &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; ด้วย เพราะที่ผ่านมาได้มีความพยายามลดบทบาทของรัฐบุรุษผู้นี้ที่มีต่อการจัดตั้งแบงก์ชาติ นอกจากนี้ควรกล่าวยกย่องสามัญชนอีกท่านหนึ่ง คือ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เจ้าของหนังสือ &amp;ldquo;ทรัพย์ศาสตร์&amp;rdquo; ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรก และ ผู้เสนอแนวคิดการจัดตั้งธนาคารกลางตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเจ็ด ประเทศไทยควรพัฒนาสู่สังคมไร้เงินสด ขณะเดียวกัน หากธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิมพ์ธนบัตรในอนาคตรุ่นใหม่ ควรพิมพ์ให้มีความหลากหลายสวยงาม มีเหตุการณ์สำคัญของประเทศทางด้านต่างๆเพื่อให้ประชาชนมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาวสยาม ขอเสนอให้ ผู้ว่า ธปท คนใหม่ ควรใช้ &amp;ldquo;พันธบัตร&amp;rdquo; ของไทยแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นประเทศไทยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของมากขึ้นและควรมีภาพเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อแปด ขอให้ศึกษาถึงข้อดีข้อเสียและความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้ &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; เป็นเงินสกุลหลักในอินโดจีน พม่าและในขั้นต่อไปในอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเก้า พัฒนาระบบการเงิน ระบบธนาคาร ระบบการชำระเงิน และ การกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินซึ่งได้มาตรฐานสากลอยู่แล้วให้ยกระดับขึ้นไปอยู่แถวหน้าของเอเชียเพื่อพัฒนา &amp;ldquo;กรุงเทพ&amp;rdquo; ไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียในระดับเดียวกับสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68653</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, ทุนสำรองระหว่างประเทศ, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2019 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2019 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ประเมินส่งออกไทยน่าห่วง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 2562 นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จะเห็นการฟื้นตัวของภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยในช่วงครึ่งปีแรก จะยังมีบางเดือนที่ขยายตัว บางเดือนหดตัว สลับกันไป ทำให้คาดว่าการส่งออกในไตรมาส 1/2562 จะหดตัว และมีความเป็นไปได้ที่ครึ่งปีแรกจะขยายตัวแบบหดตัวด้วย แต่ก็เป็นเรื่องระยะยาวไปที่จะคาดการณ์ โดยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกน่าจะปรับตัวดีขึ้น การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนน่าจะได้ข้อสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หลายประเทศคาดว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งหยุดความเข้มงวดในการใช้นโยบายดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกไม่ให้ทรุดตัวลงต่อเนื่อง รวมทั้งยังมีการคาดว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งปี หลังจากนั้นจะเริ่มฟื้นตัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน กล่าวอีกว่า ส่วนปัจจัยภายในที่คาดว่าจะช่วยให้การส่งออกขยายตัวได้ดีขึ้น มาจากการย้ายฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ แม้ว่าแนวโน้มการผลิตเพื่อส่งออกจะยังไม่ฟื้นตัว แต่ก็เห็นสัญญาณการนำเข้าเพื่อขยายกำลังการผลิตในระยะต่อไป รวมทั้งการประกาศปลดธงการแก้ไขปัญหาประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ให้กับไทยที่จะช่วยให้การส่งออกฟื้นตัวดีขึ้นบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แนวโน้มการส่งออกทั้งปีก็จะไม่ได้ขยายตัวเป็นบวกมากนัก ยังอยู่ที่คาดการณ์ 3% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำกว่าปีก่อนที่ 7%&amp;rdquo; นายดอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ.2562 มิทิศทางขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยอุปสงค์ในประเทศขยายตัวตามเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่องในทุกหมวดการใช้จ่ายและการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัวจากรายจ่ายประจำ อย่างไรก็ตาม เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวลงเล็กน้อยตามการลงทุนในหมวดก่อสร้าง ภาคการท่องเที่ยวทรงตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้ายังหดตัวต่อเนื่องที่ -1.7% จากเดือนก่อนหน้าที่ -4.8% สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ยังหดตัว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32565</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, ดอน นาครทรรพ, สถานการณ์ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cb1af87b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2018 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2018 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.แจงเศรษฐกิจไทยปึ๊ก แบงก์รัฐจับมือตรึงดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. แจงเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. ยังแจ่ม ภาพรวมการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกปึ๊ก รับอัตราเงินเฟ้อผ่านจุดพีคสุดของปีไปแล้ว ด้าน ธอส.-ธพว. ประสานเสียงตรึงดอกเบี้ยกู้อุ้มลูกค้ายาวถึงสิ้นปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค. 2561 ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออก ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดีต่อเนื่องตลอด 2-3 เดือน และมีการกระจายตัวดี ทำให้มั่นใจว่าการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 3/2561 จะขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากไตรมาส 2 เนื่องจากรายได้แรงงานที่อยู่นอกภาคเกษตรขยายตัวได้ดี รวมถึงความเชื่อมั่นในการบริโภคภาคเอกชนก็เพิ่มขึ้นทำลายสถิติทุกเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการลงทุนภาคเอกชนก็ยังขยายตัวได้ดี จากเดือนก่อนหน้าที่คิดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะชะลอตัวลดลงส่วนการส่งออกในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา แม้ว่าจะขยายตัวได้ลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน แต่การขยายตัวเฉลี่ย 10 เดือน ยังเติบโตที่ระดับ 10% และมองว่ามูลค่าการส่งออกในเดือน ก.ย. นี้ จะสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 2.3 หมื่นล้านเหรียญ ทำให้ทั้งปีเชื่อว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 9% ตามที่ ธปท. คาดไว้ นอกจากนี้ มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้จำนวนมากถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่า แต่ยังไม่กระทบกับการส่งออกของไทย เพราะผู้ประกอบการปรับตัวได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน กล่าวอีกว่า ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ส.ค. อยู่ที่ 1.6% ซึ่งธปท. คาดว่าจะเป็นระดับเงินเฟ้อที่สูงสุดของปีนี้ หลังจากนี้จะเห็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลงในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ดังนั้นในการแถลงตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ครั้งต่อไปผลอาจออกมาต่ำ ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจ เพราะเงินเฟ้อในปีนี้ผ่านระดับสูงสุดมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารจะพยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ให้นานที่สุดอย่างน้อยก็จะคงดอกเบี้ยที่ระดับเดิมไว้จนถึงเดือน พ.ย. 2561 เพราะต้องการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่ได้รับสินเชื่อจากธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ( ธพว.) เปิดเผยว่า ธพว. จะพยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ หรืออย่างมากที่สุดจะพยายามคงอัตราดอกเบี้ยไว้ให้ได้จนถึงไตรมาสแรกของปี 2562 รวมทั้งเห็นว่าโครงสร้างการเงินปัจจุบันยังไม่จำเป็นจะต้องขึ้นดอกเบี้ย เพราะต้องคำนึงถึงประเด็นอื่น ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว ที่ยังอ่อนไหว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18669</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, ดอน นาครทรรพ, เศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค., แบงก์รัฐตรึงดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cb1af87b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2018 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ปัดผู้บริหารไม่ได้รับค่าจ้าง 60 ล้านบาทต่อปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท.ปัดผู้บริหารไม่ได้รับค่าจ้าง 60 ล้านบาทต่อปี แต่ค่าจ้างดังกล่าว รวมของบอร์ด 5ชุด กว่า 42 ตำแหน่ง ย้ำพยายามลดค่าใช้จ่ายโดยตลอด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงถึงกรณีเอกสารค่าใช้จ่ายผลตอบแทนผู้บริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าการขึ้นไปและคณะกรรมการชุดต่างๆ ตาม พ.ร.บ.ธปท. จำนวน 61 ล้านบาท ในปี 2560 และ 62 ล้านบาท ในปี 2559 ตามที่ ไทยโพสต์ได้นำเสนอในข่าว (ว้าว!เงินเดือนผู้บริหาร ธปท.เดือนเดียวเกือบเท่านายกฯ ทำทั้งปี) คลิ๊กอ่านข่าวเก่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธปท. ระบุว่า ค่าจ้างผลตอบแทนของผู้บริหารธปท. ไม่ได้สูงอย่างที่ สื่อมวลชนนำเสนอ &amp;nbsp;โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าว นั้นรวมถึง ค่าเบี้ยประชุม ของคณะกรรมการชุดต่างๆ 5 ชุด ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (คณะกรรมการธปท.) &amp;nbsp; คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คณะกรรมการระบบการชำระเงิน &amp;nbsp;และคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ซึ่งมีจำนวนคณะกรรมการกว่า 42 ตำแหน่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องค่าจ้างของผู้บริหารที่นำเสนอไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้หารกันเพียง 4-5 ตำแหน่ง &amp;nbsp;แต่หารเฉลี่ยกันถึง 42 ตำแหน่ง ซึ่งถ้าหารจริงๆ ก็ไม่สูงมาก เพียงเฉลี่ยคนละ แสนกว่าบาทเท่านั้น &amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจาก ธปท. ระบุอีกว่า นโยบายของธปท. นั้นพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยตลอด และที่ผ่านมา ก็พยายามเปรียบเทียบ อัตราผลตอบแทน ของธนาคารกลางแห่งอื่นๆ &amp;nbsp;โดยหากเทียบอัตราผลตอบแทบของหน่วยงานภาคการเงิน &amp;nbsp;ค่าจ้างผลตอบแทน ของผู้บริหารธปท. นั้นอยู่ระดับกลางๆเท่านั้น ถ้าเทียบจาก 100 องค์กร ธปท. ก็จะอยู่ที่อันดับ 50&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10262</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, งบการเงิน, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ผลตอบแทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e614b2649b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
