<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษอู่ฮั่นหั่นดอกเบี้ย0.25% ท่องเที่ยวอ่วมปรับลดจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ไวรัสโคโรนาส่งผลเศรษฐกิจไทยแล้ว กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือแค่ 1% ต่อปี ต่ำสุดแบบไม่เคยมีมาก่อน แต่ย้ำไม่ถึงขั้นดอกเบี้ยติดลบ กกร.ก็ปรับจีดีพีลง เหตุนักท่องเที่ยวจีนหดหายหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลประชุม กนง.ว่า มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิม และต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้นมาก จากการระบาดของไวรัสโคโรนา และความล่าช้าของพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;3 ปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีชะลอตัวลง บางเรื่องก็เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ซึ่งยังไม่รู้ว่ามากน้อยขนาดไหน ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปีจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 2.8% ซึ่ง กนง.ขอประเมินสถานการณ์ และผลกระทบที่ชัดเจนก่อนทบทวนประมาณการใหม่ ในการประชุมรอบเดือน มี.ค.นี้&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประสานมาตรการทั้งทางการเงินและการคลัง กนง.จึงเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบติดลบหรือไม่ แต่การปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 1% เป็นเครื่องมือที่ กนง.ได้หารือและเตรียมไว้ใช้ในภาวะที่จำเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเพิ่มสภาพคล่องและการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่จำเป็นต้องถึงขั้นใช้มาตรการคิวอี เพราะสภาพคล่องในระบบไม่ได้มีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คณะกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านต่างประเทศที่มีอยู่สูง รวมถึงให้ติดตามประสิทธิผลของการผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออก และสนับสนุนให้ ธปท.ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.กล่าวอีกว่า ระบบการเงินโดยรวมมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี กนง.จึงเห็นว่ามาตรการการเงินการคลังต่างๆ ที่ภาครัฐและ ธปท.ได้เร่งดำเนินการเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุด โดย กนง.จะติดตามประสิทธิผลของมาตรการต่างๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามพฤติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ และการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2563 ใหม่อยู่ที่ 2-2.5% ลดลงจากก่อนหน้านี้คาดการเติบโตอยู่ที่ 2.5-3% เนื่องจากเผชิญความท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ โดยปัญหาหลักในตอนนี้คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด โดยภายใต้สมมติฐานการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในจีนอยู่ในกรอบเวลา 3-6 เดือน จะส่งผลกระทบรายได้การท่องเที่ยวที่หายไป อาจคิดเป็นมูลค่าประมาณ 108,000-220,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมธุรกิจในห่วงโซ่ทั้งโรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร ค้าปลีก และขนส่ง รวมถึงกระทบต่อปัจจัยการส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร แต่ยังคงกรอบประมาณการอัตราการเติบโตของการส่งออกติดลบ 2-0% และเงินเฟ้อไว้ตามเดิมที่ 0.8-1.5%&amp;nbsp;
&amp;quot;ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 เผชิญความท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ และผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนในปี 2563 จะชะลอตัวลงมากกว่าที่คาด และส่งผลทางลบมากขึ้นต่อการส่งออกของไทยแล้ว ยังเป็นแรงฉุดสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของไทยให้ยากลำบากด้วย เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนด้านจำนวนและรายได้คิดเป็น 28% ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งหมด&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังขาดแรงขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ กกร.จึงมีข้อเสนอเรื่องด่วนต่อภาครัฐ โดยให้ตั้งคณะกรรมการ กกร.ร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสมและการจัดซื้อสินค้าแบรนด์ไทย รวมทั้งช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีมีส่วนร่วมในการเข้าประมูลของภาครัฐ และขอยกเว้นการจ่ายประกันสังคมของลูกจ้างทั้งหมด และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นเวลา 6 เดือน และขอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้เร็วขึ้นไม่เกิน 30 วัน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันขอให้มีการลดค่าไฟฟ้า 5% จากยอดเรียกเก็บให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน ในขณะที่ภาคเอกชนก็จะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในประเทศโดยสนับสนุนให้ร้านค้า โรงแรม และบริษัทในเครือข่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายขึ้นในช่วงนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56416</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ปรับลดจีดีพี, ลดดอกเบี้ย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โคโรนาไวรัส, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3ad6927a4f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.คงดอกเบี้ย ผวาศก.ยังเสี่ยง หั่นจีดีพี-ส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กนง.มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1.75% &amp;nbsp; หลังประเมินเศรษฐกิจไทยยังเสี่ยง พร้อมหั่นจีดีพีเหลือ 3.3% ส่งออกโคม่าไม่ขยายตัว จับตาบาทแข็งค่าเร็ว &amp;quot;สมคิด&amp;quot; ปัดตอบเอกชนรุมยี้ทีม ศก.รัฐบาลใหม่ เชื่อครึ่งปีหลังดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กนง.ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ จากภาพรวมการส่งออกที่ขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้มาก ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ลดลงเหลือ 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.8% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 ที่จะสามารถเบิกจ่ายได้ต้นปีหน้า พร้อมทั้งได้ปรับลดประมาณการมูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ ลดลงเหลือ 0% จากคาดการณ์เดิมที่ 3% การบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 3.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3.9% โดยยังได้รับแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรายได้และการจ้างงานที่มีสัญญาณชะลอลงในภาคการผลิตเพื่อส่งออก การลงทุนภาคเอกชน อยู่ที่ 3.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.4% การลงทุนภาครัฐ อยู่ที่ 3.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 6.1%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากประมาณการทิศทางเศรษฐกิจของ ธปท. พบว่าสัญญาณเศรษฐกิจยังมีโอกาสชะลอลงได้อีก โดยปัจจัยหลักจากความเสี่ยงด้านต่างประเทศ ขณะที่ภาคการส่งออกก็ยังมีโอกาสขยายตัวติดลบ และมีโอกาสที่จะเป็นบวกได้ด้วยเช่นกัน หากสถานการณ์ความตึงเครียดของการค้าโลกยืดเยื้อและรุนแรง ส่วนปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ยังต้องติดตามใกล้ชิด ซึ่ง ธปท.จะมีการบริหารจัดการที่เข้มข้นมากขึ้น ส่วนมาตรการที่จะออกมาดูแลนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและนำมาใช้เมื่อมีความจำเป็น&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนยังสามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง โดยรวมระบบการเงินยังมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามแรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2562 มีการชะลอตัว โดยมีสาเหตุมาจากการเมืองภายในประเทศที่มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้มาก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากมีรัฐบาลใหม่ชัดเจนที่จะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการเดินหน้าการลงทุนที่จะเริ่มมีมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ดีมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีปัญหาแค่เมื่อมีการเลือกตั้ง ทำให้ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งตอนนี้มีความชัดเจนแล้ว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และยืนยันว่ากลางเดือน ก.ค.2562 จะได้รัฐบาลใหม่ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น นักลงทุนและประชาชนจึงไม่ควรกังวลอีกต่อไป&amp;rdquo; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจปฏิเสธให้ความเห็นกรณีที่ภาคเอกชนมองว่ารายชื่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ยังไม่ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ว่า อาจถูกกดดันจากการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวงเงินที่เหลืออีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีการปรับลดประมาณการของการส่งออกในปีนี้ลงมาที่ 0% จากเดิมที่ 3.2% ซึ่งต้องติดตามผลการประชุมจี 20 และการหาทางออกของเกมการเมืองของทั้งสองประเทศ รวมถึงสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยมองว่าหากมีสัญญาณบวกจากการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนมากขึ้น การส่งออกยังมีโอกาสโตในแดนบวก ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ตัวเลขจีดีพีเข้าหากรอบบนของช่วงประมาณการใหม่ที่ 2.9-3.3% ได้ ถึงแม้ตัวเลขจีดีพีทั้งปีอาจลดภาพบวกลงจากเดิม แต่ศูนย์วิจัยคาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก จากผลของฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ที่คาดว่าจะผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ศูนย์ได้ปรับลดเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 3.1% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.7%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39568</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงอัตราดอกเบี้ย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, หนังสือพิมพ์, เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d1387a01b4ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2019 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 15:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> SCB คาดปี 62 กนง.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยพาณิชย์ เล็งเศรษฐกิจไทย หลัง กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.75% ต่อปี หวังให้นบายการเงินผ่อนคลาย เผยหวั่นการค้าโลกฉุดตัวเลขส่งออกไทยต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ พร้อมคาดอัตราเงินเฟ้อในปี 62 จะอยู่ที่ประมาณ 0.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ค. 62 -นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส สถาบันอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) เปิดถึงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี โดยคณะกรรมการฯ เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อให้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพียงพอต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยอีไอซีมองว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีโอกาสออกมาต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อีไอซี คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้หลัง กนง. ยังแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจที่สูงขึ้น และ ค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปน่าจะต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ซึ่งโอกาสที่ กนง. จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ในปีนี้มีน้อยลงเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อน นอกจากนี้ อีไอซียังประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้อาจมีค่าต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน โดยจากประมาณการล่าสุดโดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 0.9%&amp;rdquo;นายวชิรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีสามารถอยู่ในกรอบเป้าหมาย ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้นต่อเนื่อง และความเสี่ยงทางการเมืองลดลง ก็อาจทำให้ กนง. ขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี ทั้งอีไอซีมองว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งต่อไปจะยังคงเป็นการปรับขึ้น เนื่องจาก กนง. ยังมีความตั้งใจที่จะทยอยลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงินลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35419</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ดอกเบี้ย, สถาบันอีไอซี, ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65a7e45e7d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2018 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2018 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครั้งแรกในรอบ 7ปี! กนง.สั่งลุยขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.75%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งแรกในรอบ 7 ปี! กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อปี เป็น 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที แจงเพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน หลังประเมินเศรษฐกิจไทยยังฉลุยจากแรงส่งอุปสงค์ในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค. 61 - นายฑิตนันท์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโบบายที่ 0.25% ต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.50% ต่อปี เป็น 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 โดยประเมินว่าเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ แม้อุปสงค์ต่างประเทศจะชะลอตัวลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะกรรมการ กนง. เป็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานานในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพและกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับที่ผ่านมาลดน้อยลง และเห็นควรให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน&amp;rdquo; นายทิตนันท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิตนันท์ กล่าวอีกว่า สำหรับอนาคต กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% ต่อปี ยังเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากรรมการอีก 2 ท่านจะเห็นว่าปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้แรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศชะลอลง โดยคณะกรรมการ กนง. เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะยังมีความเหมาะสมในระยะข้างหน้า โดยจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24602</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ครั้งแรกในรอบ 7 ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181219/image_big_5c1a003c5bec0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>   ธปท.เสียงอ่อยขึ้นดอกเบี้ย แจงขอพิจารณาข้อมูลละเอียด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. วอนอย่าเข้าใจผิดไทยจ่อขยับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเหมือนเฟด แจงมีการพิจารณาข้อมูลแต่ละช่วงเวลาก่อนตัดสินใจ มองระยะปานกลางนโยบายการเงินยังต้องอยู่ในระดับผ่อนคลายต่อเนื่อง พร้อมระบุเฟดขยับดอกเบี้ยอีกรอบ ไม่กระทบตลาดเงินตลาดทุนโลกรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป แต่การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับปัจจุบัน จะทยอยลดความจำเป็นลงนั้น การสื่อความหมายดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านโยบายการเงินจะเปลี่ยนทิศทางจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไปเป็นนโยบายการเงินแบบตึงตัว โดยยังเชื่อว่าในระยะปานกลางยังมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อย่าไปเข้าใจผิดว่าถ้าปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้วจะต้องปรับขึ้นตลอดไปเรื่อย ๆ เหมือนกรณีเฟด แต่ของเราใช้หลัก Data Dependent คือประเมินในแต่ละช่วงเวลาของการตัดสินใจ ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าเมื่อปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้วจะมีการเปลี่ยนแนวนโยบายจากผ่อนคลายไปเป็นนโยบายแบบตึงตัว และในระยะปานกลางก็ยังมองว่านโยบายการเงินยังต้องอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าดูคำแถลงของ กนง.ในการประชุมล่าสุด จะเห็นว่ามีกรรมการ 2 คนให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่กรรมการทั้งหมดยังเห็นตรงกันว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ยังจำเป็นสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เพียงแต่กรรมการ 2 คนเห็นว่าการผ่อนคลายที่มากเป็นพิเศษนั้นอาจมีความจำเป็นน้อยลง และเศรษฐกิจไทยก็มีความเข้มแข็งมากขึ้นแล้ว รองรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ แต่เมื่อมองในระยะยาว ยังเชื่อว่าเรายังมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว
&amp;ldquo;ความเสี่ยงด้านหนึ่งที่ธนาคารกลางทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น คือ ความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้คนประเมินความเสี่ยงทางการเงินต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และมีพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยไม่เข้าใจความเสี่ยงอย่างแท้จริง นี่จึงทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพระบบการเงินมากขึ้น เพราะเสถียรภาพของเงินเฟ้อไม่ได้เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจในระยะยาวเหมือนแต่เดิม&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปีนี้และปี 2562 คาดว่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-4% โดยมองว่ายังเป็นกรอบที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ในภาวะที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลายมากขึ้นนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกยังต้องให้ความสำคัญกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ เพียงแต่เป็นกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นการขยายช่วงของเงินเฟ้อให้กว้างขึ้น หรืออาจเป็นการขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้นในการกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ มองในระยะปานกลางมากขึ้นกว่าที่จะมองเป็นรายปี แต่ประเด็นที่สำคัญมากกว่านั้นคือ การนำเรื่องเสถียรภาพระบบการเงินเข้ามาเป็นอีกปัจจัยในการวางกรอบนโยบายการเงินอย่างมีระบบ ซึ่งมีหลายแนวคิดที่ขณะนี้ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเช่นเดียวกับที่ ธปท.กำลังศึกษา เพื่อจะรวบรวมปัจจัยเรื่องเสถียรภาพการเงินเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธปท. พร้อมเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายรอบด้านในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยทุกครั้งที่ผ่านมาจะมีกระบวนการเก็บข้อมูลจากฐานราก ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ ตลอดจนนักวิเคราะห์ และนักวิชาการต่าง ๆ ส่วนประเด็นเรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่ กนง. แสดงความเป็นห่วงมาอย่างต่อเนื่องในระยะหลังนั้น ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ธปท. จะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะออกนโยบายใดๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18378</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย, วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55e8cbdef87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2018 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังฮึ่มกนง.หากขึ้นดอกเบี้ย! รับผิดชอบประเทศด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังฮึมขึ้นดอกเบี้ย! ต้องอยู่ในจังหวะเหมาะสม ไม่ทำให้เศรษฐกิจประเทศมีปัญหา ห่วงขยับมากเกินทำทุนนอกไหลเข้าไม่หยุด ดันบาทแข็งโป๊ก ฉุดส่งออกทรุด ลั่น กนง.มีอิสระทำนโยบาย แต่ต้องมีความรับผิดชอบกับประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อปี ถือเป็นอิสระในการตัดสินใจของ กนง.ที่จะประเมินสถานการณ์ ว่ามีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ต้องขึ้น สำหรับการส่งสัญญาณของ กนง. ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปลายปีนี้ เป็นแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกที่ต้องขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยต้องดูว่าควรจะขึ้นเมื่อไหร่ และต้องขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม และต้องไม่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา เช่น การขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปก็จะส่งผลกระทบทำให้มีเงินทุนนอกไหลเข้ามาอีก ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอีก ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ดีกับการส่งออกและเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การขึ้นดอกเบี้ยที่มากเกินไป ก็จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไม่เข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1-4% เพราะตอนนี้อัตราเงินเฟ้อแตะกรอบล่างอยู่เล็กน้อย กรณีอย่างนี้ กนง.ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ แต่หาก กนง.มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจมันดีมาก ๆ แล้วจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในตอนนี้ ก็เป็นสิ่งที่ กนง.ต้องตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ ธปท.บอกว่าเป็นห่วงเงินบาทจะแข็งค่า จากเงินทุนไหลเข้า รวมทั้งการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2562 จะต่ำลงอีก แล้วจะมาขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ จะไปขึ้นดอกเบี้ยทำไม ซึ่ง ธปท.มีอิสระในการตัดสินใจ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อประเทศด้วย ไม่ใช่อิสระและให้ประเทศเป็นอย่างไรก็ได้&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความเป็นห่วงเกี่ยวกับนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐและจีน รวมถึงสงครามการค้า ถ้า ธปท.เป็นห่วงปัจจัยดังกล่าว ก็ยิ่งไม่ควรขึ้นดอกเบี้ย และควรจะต้องรอดูว่าสงครามการค้าจะกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน หากเศรษฐกิจไทยโดนกระทบมาก ธปท.ก็ต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วก็จะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรณีที่ กนง.เป็นห่วงว่าถ้ามีการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำเป็นเวลานานทำให้ตลาดคาดการณ์ และ พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน จนทำให้เกิดความเสี่ยง มันไม่เกี่ยวข้องกัน การหาผลตอบแทน คือ การที่นักลงทุนไปหาผลตอบแทนที่ดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนสมัยนี้ ดูแลตัวเองเป็น และผู้ลงทุนส่วนมากเป็นรายใหญ่ทั้งนั้น ส่วนรายเล็กก็ยังฝากเงินอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งนั้น ยังไม่ได้นำเงินไปไหน ซึ่งกระทรวงการคลัง เตรียมขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ให้รายย่อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการคงประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 4.4% ซึ่งต่ำกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ที่ 4.8% ก็เป็นเรื่องของ ธปท.ที่จะประมาณการณ์อย่างระมัดระวัง เพราะมีอิสระในการประเมิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18094</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, รับผิดชอบประเทศด้วย, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3399039afab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครึ่งปีแรกของปี 61 กำลังจะหมดไป เรียกได้ว่าตลาดหุ้นไทยผันผวนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายในเดือน มิ.ย. เพราะเจอปัจจัยกดดันจากต่างประเทศกระหน่ำเข้ามากดดัน ทำให้ดัชนีหุ้นไทยหลุด 1,700 จุด อีกทั้งกระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ก็ไหลออกจนทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ลดลงอยู่ที่ประมาณ 16.5 ล้านล้านบาท จากเดือน ม.ค.61 อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขายรับเงินสด เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในช่วงเดือน มิ.ย. ประเด็นสำคัญหลักๆ ที่เข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนทั้งของไทยและทั่วโลก คงหนีไม่พ้นสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ที่มีความเข้มข้นขึ้นจากการตอบโตกันไป-มา หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากจีน วงเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจีนประกาศตอบโต้คืนทันทีในมูลค่าที่เท่ากัน และล่าสุดทางสหรัฐได้พยายามจะจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มในอัตรา 10% วงเงิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทั่วโลกเกิดความกังวลว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทาง บล.เอเซียพลัส จำกัด ระบุว่า การไหลออกของเงินทุนต่างชาติมาจากกลไกเรื่องส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ถูกกระตุ้นให้รุนแรงยิ่งขึ้นด้วยความกังวลในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับอีกหลายประเทศ ทําให้การไหลออกของเงินทุนต่างชาติมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของตลาดหุ้น พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิจากต้นปีถึงปัจจุบัน 175,000 ล้านบาท แยกเป็นการขายในช่วงเดือน มิ.ย. กว่า 44,000 ล้านบาท ซึ่งซื้อสุทธิเพียงพียงวันเดียวคือ 1 มิ.ย.61 มูลค่า 135 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ เป็นกลุ่มเดียวที่ซื้อสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนลง โดยเดือน มิ.ย. ซื้อสุทธิประมาณ 21,000 ล้านบาท ด้วยภาพแรงขายที่แรงขึ้น แต่แรงซื้อเบาลง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงมาอย่างมีนัยสำคัญ หากพิจารณาในมุมของปัจจัยพื้นฐาน กลับเห็นพัฒนาการเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวม และฐานะของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่แข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากสงครามการค้าที่คอยเป็นปัจจัยกดดันแล้ว ก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และส่งสัญญาณปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง ทำให้ปีนี้ปรับขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง ก็สร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นไม่น้อย ถึงแม้จะตอบรับข่าวไปบ้างแล้วก็ตาม ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลก ต่างเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.61 ก็ถูกจับตาว่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งผลออกมาไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ แต่ที่ออกมาผิดคาด คือ การแตกเสียงในที่ประชุม โดยมีมติ 5 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี และ 1 เสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.5% เป็น 1.75% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอ และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำกว่าที่ควร จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อเริ่มสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินสำหรับอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ บล.เอเซียพลัส ยังมองว่า กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4/61 โดยเริ่มจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐที่กว้างมากขึ้น ซึ่งสหรัฐอยู่ที่ 1.75% และกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 2-2.25% ในสิ้นปี ตามด้วยทิศทางของเงินเฟ้อในไทย ที่ตัวเลขในเดือน พ.ค.61 อยู่ที่ 1.49% มีแนวโน้มขึ้นไปเหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย และหุ้นปลอดภัยจากดอกเบี้ยขาขึ้น คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากโครงสร้างสินเชื่อกว่า 70% เป็นดอกเบี้ยลอยตัว เป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับ ด้านสัดส่วนเงินฝากกว่า 50% เป็นดอกเบี้ยคงที่ ส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะยังมีแรงกดดันจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในไตรมาส 2/61 จะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ แต่ด้วยแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น จะช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ได้แน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:right&quot;&gt;ปฏิญญา มั่งคั่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12095</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, จีน, ดัชนีหุ้นไทย, บล.เอเซียพลัส จำกัด, ปฏิญญา มั่งคั่ง, มาร์เก็ตแคป, สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
