<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะรัฐลดภาษี-หนุนเงินส่วนต่างกระตุ้นยอดใช้รถยนต์ไฟฟ้า-ดันไทยเป็นฐานการผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ค.2564 นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ มีมติเร่งรัดให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 100% ในปี 2578 โดยในปี 2573 จะต้องผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ 50% ของปริมาณการผลิตรถทุกชนิด ซึ่งสำนักนโยบายและแผนพลังงานคาดว่า จะมีการใช้รถ EV จำนวน 138,918 คันภายในปี 2568&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อที่ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิต EV สำคัญของโลก ทั้งตั้งเป้าเร่งผลิต EV สะสมไว้ที่ 1,051,000 คันภายในปี 2568 และจะเพิ่มการผลิตสะสมที่ 6,224,000 คันภายในปี 2573 นั้น จากภาพรวมตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ายอดจดทะเบียนในแต่ละปีมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับยานยนต์เชื้อเพลง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่กีดขวางการเติบโตของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย มาจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้งาน ราคาจำหน่ายรถ EV ภายในประเทศค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับยานยนต์ปกติ และที่สำคัญคือความไม่ชัดเจนของนโยบายภาครัฐ ในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV ส่งผลให้ประชาชนยังไม่มีความมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงมาใช้รถ EV จึงยังไม่สามารถกระตุ้นการซื้อรถ EV ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศแผนเส้นทางอนาคตของตลาดรถ EV และจะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถ EV ที่สำคัญของโลก แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนใดๆออกมา จึงอยากเสนอแนะต่อรัฐบาลว่ารัฐควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมในการส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า โดยอาจจะพิจารณาความเหมาะสมจากแนวทางดำเนินการของประเทศต่างๆ อาทิ การลดภาษีสรรพสามิตและภาษีการครอบครองรถยนต์ EV ของจีน อุดหนุนเงินส่วนต่างระหว่างราคารถ EV กับรถเบนซิน ของญี่ปุ่น การให้เงินอุดหนุนเพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ของอังกฤษ หรือการให้ Tax credit และอุดหนุนการซื้อรถ EV ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ตลาดรถ EV ในยุโรป มีการจดทะเบียนในปี 2020 ไปแล้ว 54% เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2519 โดยประเทศเนเธอร์แลนด์ 82% นอร์เวย์ 73% อังกฤษ 62% และฝรั่งเศส 60% ส่วนสหรัฐอเมริกา ลดลงเหลือ 78% 295,000 คัน เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ 327,000 คัน ขณะที่จีนจดทะเบียนสูงถึง 80% &amp;rdquo;นายคณิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิสสร์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้รัฐควรกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การลงทุนในปัจจัยพื้นฐานสำหรับการใช้งานรถ EV ให้เงินสนับสนุนการซื้อรถเชิงพาณิชย์กับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาต เพื่อเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศ รวมทั้งมาตรการและแนวทางในการจัดหารายได้ให้กับภาครัฐ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งมาตรการและแนวทางดังกล่าวนอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดรายได้จากการผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศและดุลการค้าระหว่างประเทศในเชิงบวก แล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้รถ EV ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดอัตราขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลงจากต่างประเทศ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตเองได้ภายในประเทศ ทั้งยังเป็นการเพิ่มความสามารถทางด้านเศรษฐกิจในการเป็นผู้นำด้านการผลิตและประกอบยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110837</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ, บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน), รถอีวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa643194bd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลขีดเส้นปี68มีการใช้และผลิตรถอีวีในประเทศทะลุ1ล้านคัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 มี.ค. 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าที่ประชุมมีการกำหนดทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการลดการใช้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก โดยกำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศขึ้นมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีการกำหนดเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ารวมทุกประเภทในปี 2568 รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,055,000 คัน โดยแบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 402,000 คัน รถจักรยานยนต์ 622,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 15,580,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 6,400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 8,750,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 430,000 คัน และได้วางเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศในปี 2568 จะมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,051,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 620,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 18,413,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 8,625,000 คัน รถจักรยานยนต์ 9,330,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 458,000 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คาดการณ์ว่าในปี 2568 รถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาเทียบเท่ากับรถยนต์สันดาป การตั้งเป้าหมายดังกล่าวจึงเหมาะสม เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการดำเนินงานขับเคลื่อนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก และได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันพิจารณาส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าประกอบด้วย รถยนต์ จักรยานยนต์ และรถบัสสาธารณะ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของอุปทาน (ผู้ผลิต) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องในยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเร็ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่านอกจากนี้ที่ประชุมยังได้วางนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะ 1- 5 ปี ดังนี้ 1.มาตรการกระตุ้นการใช้รถ อีวีระยะเร่งด่วน โดยจะมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทสองล้อ สามล้อ และสี่ล้อไฟฟ้า โดยวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่และการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ซึ่งมาตรการเหล่านี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียด เพื่อนำผลสรุปมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการกระตุ้นระยะ 1-5 ปี ดำเนินการส่งเสริมการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต การเตรียมการด้านการบริหารจัดการซากรถยนต์แบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาแต่งตั้งคณอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติขึ้น ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน 2. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและแบตเตอรี่เพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า 3.คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซเรือนกระจกจากการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า และ 4. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้การส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าดำเนินนโยบายไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97328</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ, ตั้งเป้าผลิตรถอีวี, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210208/image_big_6021283716cca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2020 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2020 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘สมคิด’ เร่งเครื่องอีวีไทยเป็นฮับอาเซียน ภายใน 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มี.ค. 2563 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ว่าไทยตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) และเป็นศูนย์กลางผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนให้ได้ภายใน 5 ปี หรือปี 2568 โดยเน้นนโยบายจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการลดภาษีสรรพสามิต หรือ ยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งยังให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบผลิตรถยนต์ในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยะ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม​ กล่าวว่า แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจะนำร่องการใช้งานในกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านโครงการวินสะอาด ตั้งเป้าหมายให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 53,000 คัน ภายใน 3 ปี หรือปี 2566 ใช้งบประมาณ 2,954 ล้านบาท คาดจะสามารถประหยัดพลังงานและค่าซ่อมบำรุง 5,891 ล้านบาท ทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประมาณ 2,936 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแนวทางเบื้องต้นรัฐมีแนวคิดทำโครงการรับซื้อรถเก่าแลกรถใหม่ 15,000 บาทต่อคัน ระยะเวลา 3 ปี วงเงินสนับสนุน 750 ล้านบาท อีกทั้งจะประสานสถานบันการเงินปล่อยกู้ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างไฟฟ้าที่เป็นเจ้าของเสื้อวิน รัฐจะชดเชยดอกเบี้ยส่วนต่างราคา เป็นระยะเวลา 3 ปี 10,080 บาทต่อคัน คิดเป็นวงเงิน 547.2 ล้านบาท ค่าเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ 6 ปี 30,000 บาทต่อคัน วงเงินสนับสนุน 1,590 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แม้การให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะรถมีราคาสูงกว่าเดิม แต่สามารถประหยัดการใช้พลังงานได้มากขึ้นโดยระยะทาง 100 กิโลเมตร จะเสียค่าพลังงานไม่เกิน 10 บาท จากเดิมต้องใช้น้ำมันประมาณ 2 ลิตร คิดเป็นเงิน 55 บาท ประหยัดได้ 45 บาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับมาตรการนำร่องการใช้งานรถยนต์อีวีในส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ โดยรถที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศหรือรถทดลองนำเข้า ตามเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งเป้าหมายซื้อหรือเช่ารถประจำตำแหน่งสะสม 8,500 คัน รถใช้งานของราชการ 7,500 คันต่อปี เป็นรถรองนายกรัฐมนตรี 4 ล้านบาท รัฐมนตรีว่าการ 3.7 ล้านบาท ปลัดกระทรวง 2.8 ล้านบาท อธิบดี 1.6 ล้านบาท รองอธิบดี 1.2 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการนำร่องใช้รถอีวีประชารัฐ ตั้งเป้าหมายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด 25,000 คัน และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอร์รี่ 25,000 คัน วงเงินงบประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยให้สิทธิประโยชน์รับซื้อรถเก่านำไปแลกรถคันใหม่สูงสุด 1 แสนบาทต่อคัน สำหรับยี่ห้อรถและรุ่นที่รัฐกำหนด แต่ผู้ขายต้องรับผิดชอบกำจัดซากรถเก่าเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมาตรการนำร่องการใช้รถบัสไฟฟ้า จะเริ่มจากรถโดยสารสาธารณะขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 50 คัน รถบัสในสนามบิน 50 คัน ตั้งเป้าหมายทยอยเปลี่ยนจนครบ 5,000 คันใน 5 ปี อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ไปร่วมกันพิจารณารายละเอียดแผนการดำเนินงาน พร้อมมอบหมายให้บีโอไอทบทวนมาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม เพื่อนำกลับมาเสนออีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59531</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ, รถอีวี, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3a68f98f0f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
