<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสนอเพิ่ม&#039;โรค&#039;ใช้กัญชารักษาได้ ทั้งพาร์กินสันส์ อัลไซเมอร์ ปวดจากระบบประสาทผิดปกติ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครดิตภาพ voathai.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขและกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวว่า อย่างที่ทราบว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ให้ข้อมูลความคืบหน้าการประชุมเพื่อนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่า กัญชาสามารถใช้รักษาได้ใน 3 โรค คือ &amp;nbsp;แก้คลื่นไส้อาเจียนในคนไข้มะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักในเด็ก และปลอกประสาทอักเสบ ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญของการปลดล็อกกัญชา คือ การให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะที่ป่วยจากโรคที่รักษาไม่ได้และมีภาวะที่ยากต่อการควบคุมและมีผลกระทบกับคนรอบข้างคนในครอบครัว ซึ่ง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้สั่งการว่า ต้องสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้น เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ตนจึงได้รวบรวมข้อมูลในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในการรักษาภาวะโรคต่างๆ ที่ควรจะมีการบรรจุเพิ่มเติมส่งไปยังคณะกรรมการพิจารณาฯ และ รมว.สธ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า &amp;nbsp;จากข้อมูลภาวะและโรคที่ควรรวบรวมบรรจุเพิ่มเติมอยู่ในรายการที่กัญชาจะสามารถนำมาใช้ได้ในคนป่วยในประเทศไทย อาทิ อาการแข็งเกร็ง ที่อาจร่วมกับการบิดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง เช่น จากเส้นเลือดตันหรือแตก ความผิดปกติที่ระดับของไขสันหลัง รวมถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กหลังคลอดที่มีสมองพิการหรือเจริญเติบโตผิดปกติ อาการปวดทรมานที่นอกเหนือจากมะเร็งหรือปวดจากความผิดปกติของเส้นประสาทหรือระบบประสาท เช่น อาการปวดที่เกี่ยวเนื่องจากการอักเสบของข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ โดยปกติจะต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างรุนแรงและร่วมกับยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของมอร์ฟีน ภาวะของการปฏิเสธอาหารทั้งที่เกิดขึ้นจากโรคทางจิตประสาท anorexia nervosa และโรคทางกายที่เกิดขึ้นที่มีผลกระทบกับจิตใจ โรคทางสมอง ได้แก่ โรคพาร์กินสันส์ และโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ ในทางป้องกัน การชะลอโรค และการบรรเทาอาการที่มีอยู่ โรคเหล่านี้พบได้มากในผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก เพราะสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า การใช้ยังคงต้องระวัง เนื่องจากจะทำให้กระบวนการของสมองในการสั่งปฏิบัติงานเฉื่อยลงบ้าง และจำเป็นต้องระวังอย่างกวดขันในการทำกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยงอันตราย รวมทั้งการขับรถ ความจริงอาจไม่ต้องเป็นห่วงมาก เพราะจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้ในผู้ป่วย ซึ่งมีข้อจำกัดการช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวันอยู่แล้ว &amp;nbsp;ทำให้เป็นภาระกับคนรอบข้างถึงระดับที่ต้องมีคนในครอบครัวอยู่เป็นเพื่อนตลอดหรือจ้างคนมาช่วยหรือต้องส่งไปยังสถานพักฟื้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้เป็นโรคที่เกิดกับคนเดียว แต่มีผลกระทบกับคนรอบข้างไปทั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; จะเห็นว่าจริงๆ กัญชาสามารถนำมารักษาได้มากกว่าใน 3 กลุ่มโรคที่ทางคณะกรรมการย่อยได้ทำการเสนอ ประเทศไทยมีกัญชาอยู่ทั่วไป แต่ถูกจำกัดและมองข้ามประโยชน์ ต้องทำความเข้าใจ โดยเริ่มจากคณะกรรมการย่อย เพราะคณะกรรมการพิจารณาฯ ไม่ได้มีข้อจำกัด โดยข้อมูลทั้งหมดตนได้ส่งไปยังคณะกรรมการและ สธ.เพื่อให้พิจารณาแล้ว ทั้งนี้ การรักษาเราใช้ยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก &amp;nbsp;แต่หากสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ควบคู่ได้จะสามารถลดการใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อประโยชน์ของคนไข้และลดค่าใช้จ่ายซื้อยาจากต่างประเทศด้วย &amp;rdquo;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ &amp;nbsp; กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14376</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, กัญชารักษาโรค, คณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180730/image_big_5b5ee6d19cc74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วางกรอบ1พ.ค.ปีหน้าวิจัย&quot;กัญชา&quot;คืบ ทดลองในคน    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ประชุม คณะกรรมการฯ การใช้ประโยชน์จากกัญชา วางกรอบ 1 พ.ค. 62 ต้องนำ &amp;quot;กัญชา&amp;quot; มาวิจัยในคนและใช้ทางการแพทย์ได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2561 ว่า มีการหารือถึงร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ที่จะให้นำกัญชามาวิจัยทางการแพทย์ในมนุษย์ได้ ซึ่งจากการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับหลักการไปเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2561 และมีเวลาให้คณะกรรมาธิการพิจารณา 90 วัน จึงคาดว่า กฎหมายดังกล่าวจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ช่วง ต.ค.นี้ และจะมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน คือช่วง เม.ย. 2562 ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงวางกรอบระยะเวลาในการดำเนินงาน ว่า วันที่ 1 พ.ค. 2562 จะต้องสามารถนำกัญชามาใช้เป็นยาทางการแพทย์ หรือศึกษาวิจัยในมนุษย์ได้ ทั้งนี้ มีคณะทำงาน 4 คณะ ที่ต้องไปวางกรอบระยะเวลาในการทำงานให้ชัดเจน เช่น คณะทำงานเพื่อพัฒนาการสกัดฯ จะทำอย่างไรให้มีน้ำมันกัญชาหรือยากัญชาใช้ภายในวันที่ 1 พ.ค. 2562 หรือคณะทำงานเพื่อวางระบบการควบคุมฯ ที่มีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหลัก ก็ต้องไปออกกติกาต่างๆ ทำอย่างไรให้มีผลิตภัณฑ์ใช้ ใช้ทางการแพทย์อย่างไร ใครจะเป็นคนสั่งจ่าย การศึกษาวิจัยทำอย่างไร ผลิตระดับอุตสาหกรรมทำอย่างไร เป็นต้น โดยการประชุมครั้งหน้าแต่ละคณะทำงานต้องวางกรอบการทำงานที่ชัดเจนแล้ว เพื่อให้ทั้งหมดมีการใช้ได้ในวันที่ 1 พ.ค. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับการรายงานความคืบหน้านั้น คณะทำงานเพื่อพิจารณาการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และ แพทย์แผนไทย รายงานว่า โรคที่มีการศึกษาวิจัยชัดเจนแล้วว่าใช้กัญชาได้มี 3 กลุ่ม คือ แก้คลื่นไส้อาเจียนในคนไข้มะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักในเด็ก และปลอกประสาทอักเสบ ส่วนโรคที่มีการศึกษาวิจัยแต่ยังไม่ชัดเจน เช่น โรคลมชักที่ดื้อยา&amp;nbsp; การมีผลต่อเซลล์มะเร็งในคนหรือไม่ โรคพาร์กินสัน และจิตเวช อย่างโรคอัลไซเมอร์ ส่วนแพทย์แผนไทยมีการยกเข้ามา 4 ตำรับ ซึ่งขอให้คณะทำงานฯ ไปศึกษาว่า ตำรับที่ต้องใช้ประกอบด้วยแคนนาบิดอยล์ หรือ CBD และเตตระไฮโดรแคนนาตินัล หรือ THC อัตราส่วนเป็นอย่างไร ปริมาณคนไข้ทั้งหมดเยอะหรือไม่ เพื่อจะได้ทราบว่าจะต้องมีน้ำมันกัญชาหรือยากัญชามากเท่าไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีโซเชียลมีเดียระบุวิธีสกัดกัญชาแบบพื้นบ้าน นั้น ไม่แนะนำให้สกัดเอง คิดว่ากัญชาน่าจะสกัดง่ายด้วยเอทานอล แต่อาจจะอันตราย ส่วนในระดับอุตสาหกรรมจะมีระบบการควบคุม แต่ในต่างประเทศบางแห่งหันมาใช้คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นระบบที่ปลอดภัยกว่า อภ.ก็ต้องไปดูว่า สกัดด้วยวิธีไหนปลอดภัย หรือได้ตัวยามากกว่ากัน และเปรียบเทียบความคุ้มค่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขอย้ำว่า ขณะนี้กัญชายังไม่สามารถใช้กับมนุษย์ได้&amp;nbsp; ทำได้เพียงแค่ขออนุญาตปลูก นำเข้า และสกัด แต่จากที่คาดคือ พ.ค. 2562 จะนำกัญชามาใช้ในมนุษย์ได้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น และต้องใช้ตามข้อบ่งชี้ ซึ่งคณะทำงานเพื่อวางระบบการควบคุมฯ จะเสนอคณะกรรมการยาเสพติดว่า กัญชาทางการแพทย์ต้องมีข้อบ่งชี้อะไรบ้าง ส่วนแพทย์ที่จะสั่งจ่ายต้องทำตามข้อบ่งชี้ ม่ต้องมีการขออนุญาต โดยอยู่ระหว่างยกร่างเป็นกฎหมายลูก ซึ่งจะมีทั้งประเด็นการวิจัยในคน การเอาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และอุตสาหกรรมยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง อภ.ที่กำลังเสนอโครงการขอปลูกและวิจัยทำสารสกัดจากกัญชา นพ.โสภณ กล่าวว่า อภ.จะเสนอโครงการเป็น 2 โครงการ คือ โครงการขอของกลางมาสกัด ซึ่งมีการเสนอแล้ว และการขอปลูกและพัฒนาสายพันธุ์กัญชา อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาสิทธิบัตรกัญชา นพ.โสภณ กล่าวว่า ตนไปพบอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์มาแล้ว ซึ่งจะช่วยเฝ้าระวังให้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ประกาศให้สิทธิบัตร เพียงแต่ที่ผ่านมาช่วงที่ยื่นขอและประกาศโฆษณานั้นไม่มีใครคัดค้าน จึงต้องเข้าสู่การพิจารณาตามกระบวนการ แต่หากเป็นการขอสิทธิบัตรสารสกัดจากพืช ซึ่งกฎหมายระบุว่าไม่สามารถทำได้ ก็จะถูกตีตกไป ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็เฝ้าระวังให้ในเรื่องนี้ โดยการสกัดขณะนี้คงใช้ของกลางไปก่อน ซึ่งก็จะมีมาตรา 101 ทวิ และ 102 ทวิ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ที่กำหนดว่าเมื่อมีการตรวจพิสูจน์ชนิดและปริมาณยาเสพติดแล้ว กระทรวงสาธารณสุขสามารถทำลายหรือนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องรอให้คดีสิ้นสุด ตอนนี้ก็ต้องนำของกลางมาลองสกัด หากดีครั้งหน้าสามารถจับกัญชาแบบนี้ได้ก็ต้องเก็บในคลังไว้ให้ดี ส่วนการพัฒนาสายพันธุ์นั้น อย่างแพทย์แผนไทยก็ระบุเลยว่าต้องใช้กัญชาพันธุ์ไทย .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, คณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์, นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, นพ.โสภณ เมฆธน, บอร์ดองค์การเภสัชกรรม, ประโยชน์ของกัญชา, อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c10de43f84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
