<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.เปิดเวทีรุมยำ &#039;ระบอบประยุทธ์&#039;  วิสัยทัศน์สับสน ยุทธศาสตร์อ่อนแอ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.64 - ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) เปิดเวทีเสวนาวิพากษ์วิจารณรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดย นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต &amp;nbsp;ประธาน ครป. กล่าวว่า 7 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เราเห็นปัญหามากขึ้น แต่ไม่เห็นหนทางที่รัฐบาลจะฝ่าวิกฤติไปได้ ล่าสุด การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ วิสัยทัศน์สับสน ยุทธศาสตร์อ่อนแอ ขาดพลังในการแก้ไขและบริหารจัดการโควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชาย &amp;nbsp;กล่าวว่า การจัดการสถานการณ์โควิดของรัฐบาลไร้สมรรถนะอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นม้าตีนต้น แต่อ่อนแอตอนปลาย จนประเทศไทยหล่นไปติดลำดับ 80 ของโลกในแง่การแพร่ระบาดไปแล้ว เพราะรัฐบาลไม่มีจินตนาการในการใช้วัคซีนเพื่อแก้ไขโรคโควิด การบริหารจัดการความซับซ้อนจึงต่ำมาก การจัดการวัคซีนช้ากว่าเป้าหมายที่กำหนดมาก ไม่พอและตามการแพร่ระบาดไม่ทัน ซึ่งโควิดเหมือนเรือหางยาว พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนเรือพาย เหมือนไฟไหม้ไปทั้งเมืองแล้ว แต่ว่ารถดับเพลงหรือวัคซีนมีแค่ 2 คัน คือ ซิโนแวค และแอสต้าฯ คันหนึ่งไปฉีดที่ไฟกำลังไหม้ อีกคันไม่รู้ไปฉีดที่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานครป. กล่าวว่าสำหรับเรื่องงบประมาณ 65 ได้ข้อสรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ จัดงบประมาณด้วยจิตวิญญาณที่เย็นชามาก ไม่ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่ใช้หน่วยงานราชการเป็นศูนย์กลาง ตอบสนองกลุ่มอภิสิทธิ์ชนมากกว่าความต้องการของประชาชน ลดงบประมาณด้านสาธารณสุข ไปเพิ่มงบประมาณกลาโหม เป็นเรื่องที่คนไทยขำไม่ออก หมายความว่า กลาโหมกำลังจะขยายกำลังพลและบุคลากรหรือ ซึ่งล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ต้องปรับวิธีการเขียนงบประมาณใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าหากว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะบริหารบ้านเมืองต่อไปยิ่งจะย่ำแย่ต่อไป การสร้างอนาคตประเทศแทบมองไม่เห็น มีแต่ความมืดมนลงทุกวัน เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นอกเห็นใจคนไทยจริงๆ ควรลาออกเพื่อสร้างคุณูประการให้ประเทศไทย พ้นคราวเคราะห์ไป&amp;quot; รศ.ดร.พิชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายวิวัฒน์ชัย อัตถากร อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า กล่าวว่าเราจะอยู่ในหลุมดำ 7 ปีนี้ต่อไปหรือไม่ การที่แก้เศรษฐกิจผิด ไม่รู้จักคิด คือจุบจบพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งๆ ที่ตอนรัฐประหาร &amp;nbsp;7 ปีก่อน พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจเต็มมือ แต่ไม่แก้ปัญหาใดๆ เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมอยากสรุปว่า เขาได้สร้างเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดอภิสิทธิ์ชนอย่างเข้มแข็งมากในยุค คสช. 5 ปีก่อนการเลือกตั้งในปี 2562 คนจำนวน 1% มีทรัพย์สินถึง 67% ของประเทศ นี่คือความสำเร็จของระบอบ คสช. ที่ชัดเจนที่สุด ที่เอื้อเจ้าสัวไม่กี่ตระกูล แต่ปล่อยให้ชนชั้นล่างยากจนมากขึ้น เป็นผลงานที่สำคัญของพล.อ.ประยุทธ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิวัฒน์ชัย &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า วันนี้ โควิดระบาดรอบ 3 แต่ พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาโควิดไม่ได้เลย หากฉีดได้ถึง 50% ในไตรมาส 3 ได้จะดีมาก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของสังคมไทย แต่พล.อ.ประยุทธ์ คือสิ่งที่ล้มเหลวมากที่สุด เราต้องสร้างฉากทัศน์ใหม่ของประเทศ เรียงลำดับความสำคัญ ไม่ใช้แบบเหมารวม ไม่จำแนกแยกแยะ เป็นการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่ฉลาดในทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ผิดพลาด ล้มเหลว เกาไม่ถูกที่คัน พูดภาษาชาวบ้านคือ พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานไม่เป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์นิด้า &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะแจกเงินได้นานเท่าไหร่ ประชาชนอยากทำงานหากินด้วยความสุจริตมากกว่าหากเศรษฐกิจดี วันนี้ผมขอยกธุรกิจร้านอาหาร พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รู้บริบทความเป็นจริง ทำร้านอาหารเจ๊งไปหมด แรงงานถูกเลิกจ้างกว่า 500,000 คน แต่รัฐบาลไม่เข้าช่วยเหลือ นายกสมาคมภัตตาคารออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลต้องมีมาตรการจำแนกแยกแยะ แต่นายกไม่เข้าใจบริบทของธุรกิจอาหาร ยังมีกิจกรรมลูกโซ่ในระบบวงจรอาหารมากมาย ทั้งตลาดสด เกษตรกร คนส่งน้ำแข็ง ตลาดสดวันนี้ก็เงียบเหงาไปด้วย นี่คือผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ คุณประยุทธ์จึงขาดภาวะผู้นำที่ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทท่องเที่ยวเหลืออยู่ 11,000 รายจากที่มีอยู่ และกำลังจะอันตธานหายไป &amp;nbsp;วันนี้รัฐบาลต้องสนใจกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ คนงานรับจ้าง แท็กซี่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนเข็นของขาย รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจโควิดผิดพลาด ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาคประชาชนผิดพลาดด้วย ถือว่าสอบตก เราเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต หลังจากนี้จะเจอภาวะการว่างงาน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่อีก 4-5 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ โตมาแบบทหาร แต่ท่านต้องบริหารแบบพลเรือนถึงจะแก้ปัญหาได้ ที่ผ่านมาจึงผิดพลาดมาทั้งระบบ นักบริหารที่ดีจะต้องจับเข่าคุยทุกฝ่าย กลั่นกรองเพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อประชาชน แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ทำแบบนั้น จนมาเจอวิกฤติการคลังอย่างหนักในปัจจุบัน รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศขาดดุลย์อย่างหนัก จนประเทศไทยสิ้นมนต์ขลังทางการเงินแล้ว การสะสมสร้างหนี้มาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งสร้างหนี้ชดเชย ยิ่งเจอปัญหาหนี้สาธารณะ และถ้าเกิน 60% ของ GDP ถือว่าผิดกฎหมายและผิดวินัยการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณรายจ่ายปี 65 รัฐบาลเพิ่มงบการซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นมากมาย เท่ากับจัดเรียงความสำคัญไม่ถูกต้อง เรื่องสุขภาพของประชาชนคือเรื่องที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ เป็นเรื่องความมั่นคงของสังคม งบประมาณ 65 จึงดูแปลกประหลาดอย่างมาก การจัดสรรงบด้านสาธารณสุขและด้านสังคม ลดลงเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สรุปคือ วิกฤตการคลังของประเทศไทยรออยู่ข้างหน้า ข้อมูลของรัฐบาลเรื่องธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อย ค่อนข้างแย่ จึงทำนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ได้ และเวลาเกิดวิกฤตจึงแก้ไขปัญหาไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย จะไหวไหมนี่&amp;quot; นายวิวัฒน์ชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิวัฒน์ชัย &amp;nbsp;กล่าวด้วนว่า นอกจากนี้ ความสับสนเรื่องวัคซีนมาจากการกระทำของนายกรัฐมนตรีเอง ที่จงใจจัดซื้อเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีให้เลือกเยอะแยะ การลงทุนหลายตัวมันลดความเสี่ยง ไม่รู้ไปมัดตัวเองทำไมทำให้วุ่นวายถึงทุกวันนี้ มีความสับสนอลหม่านมากในการจัดการประเทศนี้ ทำไมในสหภาพยุโรปไม่มีความสับสนเหมือนประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. &amp;nbsp;กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง และความล้มเหลว 2 ปีที่สืบทอดอำนาจมา นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลหาเสียงไว้ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประชาคมสักอย่าง จนคณะประชาชนสามัคคีประเทศไทย และประชาชนมากมาย เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทนในสถานการณ์วิกฤต เพราะ 7 ปีที่ผ่านมาหมดเวลาที่จะแสดงวิสัยทัศน์และจิตสำนึกใหม่แล้ว ครป. ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกอย่างเป็นทางการ เพื่อเสียสละรับผิดชอบแก่ชาติบ้านเมือง เห็นแก่ประชาชนคนไทยทั้งชาติ เสียสละอำนาจเพื่อประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ไร้จิตสำนึก ไม่ลาออก คนที่จะกดดันเขาได้ ก็มีเพียง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นที่จะกดดันให้ลาออกโดยใช้รัฐสภาเป็นเดิมพัน ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยไปไม่รอด เพราะมีผู้นำบ้าน้ำลายหลงตนเองอยู่แบบนี้ ท่านใช้งบประมาณมากมายของแผ่นดินเพื่อค้ำบัลลังก์อำนาจให้ตนเอง ผ่านการกระจายงบแบบล้างผลาญแผ่นดิน ไม่สนใจว่าคนไทยจะต้องรับกรรมใช้หนี้ในอนาคตแทนท่านผู้ใช้เงินอีกนานเท่าไหร่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ส.ส.ฝ่ายค้านจะต้องแสดงศักยภาพมากกว่านี้ หากว่าสภาไม่สามารถหาทางออกให้แก่บ้านเมืองได้ ส.ส.พรรคฝ่ายค้ายก็ช่วยลาออกจากสมาชิกรัฐสภาไปเลย เพื่อร่วมกันกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีหนทางไปต่อ เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ได้ ทุกวันนี้ประเทศไทยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอุปสรรคปัญหาแค่คนๆ เดียว และเลวร้ายกว่าโควิด-19 เสียอีก ดังที่ คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จะเดินทางไปยื่นหนังสือพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันพุธนี้ ที่รัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาฯครป. กล่าวต่อไปว่า ทางออกของชาติบ้านเมืองวันนี้ เพื่อรักษาประเทศไทยไว้ไม่ให้แตกหักพังทลายไปมากกว่านี้ หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก ต้องให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ด้วยเสียงข้างมาก ตามเจตจำนงค์ที่ประชาชนเลือกมาในครั้งแรก ตามประเพณีและครรลองประชาธิปไตย โดยสมาชิกวุฒิสภาที่ได้อำนาจมาตามบทเฉพาะกาล ให้โหวตเลือกตามมติของสภาผู้แทนราษฎรที่แถลงออกมาก่อนการเสนอชื่อและโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา ไม่เช่นนั้น ประเทศจะไปต่อไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีที่รับช่วงต่อ 2 ปี หากไม่โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจจนต้องยุบสภาเสียก่อน จะต้องรับฉันทามติของประชาชน แก้ไขปัญหาสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดร้ายแรง ปัญหาเศรษฐกิจผูกชาดและความเหลื่อมล้ำ และจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและประชามติเพื่อกติกาใหม่ที่เป็นธรรมก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ที่บริสุทธ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง และปลดล็อกผู้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาด้วยอำนาจโดยมิชอบ มาสร้างประชาธิปไตยในระบบรัฐสภากันใหม่ ในยุคศิวิไลย์ที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ประเทศย้อนหลังไป 24 ปี ไปถึงจุดเริ่มต้นรัฐธรรมนูญ 40 ที่จะมีกระบวนการเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งไม่ต่างไปจากเดิม แถมยังพยายามปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและออกกฎหมายควบคุมประชาชนและองค์กรประชาสังคมอีกด้วย สวนทางการกระจายอำนาจอย่างสิ้นเชิง ซึ่งรัฐบาลธรรมาภิบาลต้องเปิดการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐอย่างเปิดเผย โปร่งใส ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ตรวจสอบได้ ดังนั้นจะต้องยกเลิกกฎหมายร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม และร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ฉบับใหม่โดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ และพวก จะขโมยเงินในกระเป๋าคนไทยไปมากกว่านี้ และให้คนไทยใช้หนี้ในอนาคตด้วย ดูแผนงบประมาณของคณะรัฐมนตรีแล้วได้แต่ส่ายหัว รัฐบาลควรทบทวนแผนการใช้งบประมาณใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับกับการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงเรื่องของการฟื้นฟูประเทศในด้านเศรษฐกิจสังคมที่เราเสียโอกาสไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณกระทรวงกลาโหมที่ได้รับการจัดสรรถึง 203,282 ล้านบาท ถูกนำไปใช้ในโครงการเสริมสร้างจัดหายุทโธปกรณ์ แทนที่จะจัดหาวัคซีนซึ่งเป็นอาวุธที่แท้จริงในยุคสมัยใหม่ และส่งเสริมงบประมาณให้กระบวนการด้านสาธารณสุข ซึ่งความมั่นคงมนุษย์คือยุทธศาสตร์ที่แท้จริง ซึ่งต้องเน้นงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมขอทวงถามแทนประชาชนว่า งบประมาณปี 65 ได้มีการจัดสรรงบประมาณโดยสอดคล้องกับนโยบายสวัสดิการสังคมที่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่หาเสียงและให้สัญญาประชาคมไว้หรือไม่ &amp;nbsp;2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยปรากฏการดำเนินนโยบาย โครงการสวัสดิการสังคมใดๆ ที่สอดคล้องกับสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดได้หาเสียงไว้กับประชาชนเลย &amp;nbsp;เช่น สวัสดิการประชาชนแบบถ้วนหน้า นโยบายโครงการมารดาประชารัฐ แม้กระทั่งค่าจ้างขั้นต่ำและอัตราเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีที่หาเสียงไว้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาโรคระบาดร้ายแรง โควิด-19 ดูเหมือนรัฐบาลตั้งใจล้มเหลวในการสื่อสารในภาวะวิกฤตเพื่อให้ประชาชนสับสน จนโดนตั้งข้อกล่าวหาว่าท่านหากินกับความตายของประชาชนหรือไม่ ถ้ารัฐบาลจริงจังกับปัญหาคอร์รัปชัน ทำไมไม่เปิดให้สรรหา ป.ป.ช.ชุดใหม่ องค์กรอิสระชุดใหม่ทั้งหมด ที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร ทำไมไม่ยกเลิกองค์คณะชุดเก่าที่แต่งตั้งกันตั้งแต่สมัย คสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขา กล่าวว่า หากมีความจริงใจหยุดคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ทำไมไม่แสดงความจริงใจให้สังคมเห็น โดยเฉพาะการยกเลิกการส่งทหารเข้าไปเป็นประธานและกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทั้ง 45 รัฐวิสาหกิจ ทั้งๆ ที่ไม่มีความสามารถเชี่ยวชาญเกี่ยวข้องเฉพาะ หรือการให้ข้าราชการระดับสูง นอกจากตามกฎหมาย ป.ป.ช. แล้วให้นายทหารในระดับผู้บังคับบัญชา ตำรวจในระดับผู้กำกับสถานีตำรวจทุกสถานี ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยดีหรือไม่ หรือท่านประกาศวาระแห่งชาติเพื่อตั้งใจหลอกลวงใครหรือไม่ ท่านบอกว่ารัฐบาลผมไม่เคยคอร์รัปชัน แค่ถูกตั้งข้อกล่าวหาและยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ท่านต้องรับผิดแล้ว ไม่ใช่ใช้ปัญญาแบบศรีธนญชัยบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบแบบนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105269</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, ครป., พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เมธา มาสขาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba025b41aa0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 08:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.ออกแถลงการณ์เสนอ12ข้อต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดชนวนวิกฤติทางการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14ส.ค.63- คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงการณ์ ข้อเสนอของ ครป. ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อปลดชนวนวิกฤติทางการเมือง มีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีอัตลักษณ์แบบอำนาจนิยม ซึ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน ขณะที่มอบสิทธิและอำนาจแก่กลุ่มชนชั้นสูงในสังคมอย่างมหาศาล ลักษณะเช่นนี้ทำให้รัฐธรรมนูญมีศักยภาพในการสร้างความขัดแย้งที่รุนแรงทางการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันความขัดแย้งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๑๒ ประเด็นหลักดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๑. ยกเลิกบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้งหมด เพื่อให้เกิดกระบวนการสรรหา ส.ว.ใหม่ตามบทบัญญัติหลักของรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๒. ยกเลิกบทเฉพาะกาลมาตรา ๒๗๒ เพื่อให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร ตามบทบัญญัติหลักในมาตรา ๑๕๙
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๓. แก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยให้ประชาชนสามารถสมัคร ส.ส. ได้อย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองและให้แยกการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบเขตเลือกตั้งให้ออกจากกัน โดยในการเลือกตั้งประชาชนจะใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ สำหรับเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และ ส.ส.แบบแบ่งเขต ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีอิสระภาพในการเลือกตั้งมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๔. แก้ไขมาตรา ๒๔๙ เพื่อขยายการกระจายอำนาจการปกครองแก่ประชาชนในทอ้งถิ่นให้มากขึ้น โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชน กำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารระดับจังหวัดโดยตรงจากประชาชน และถ่ายโอนราชการภูมิภาคให้กับจังหวัดที่มีการเลือกตั้งผู้บริหารจังหวัดทันที รวมทั้งจัดตั้ง &amp;ldquo;สภาพลเมือง&amp;rdquo; (ส.ม.) ขึ้นมาเป็นสภาคู่ขนานกับสภาท้องถิ่น เพื่อร่วมตัดสินใจในโครงการที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในท้องถิ่นนั้น และมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๕. ยกเลิกมาตรา ๖๔ ของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และให้บรรจุเรื่องการจัดทำประชามติโครงการขนาดใหญ่ของรัฐเข้าไปแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๖. แก้ไขบทบัญญัติที่ว่าด้วยองค์กรอิสระทั้งหมด โดยให้คณะกรรมการสรรหาและการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเป็นกรรมการในองค์กรอิสระต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาที่เป็นประชาธิปไตย ยกเลิกการตั้งเงื่อนไขคุณสมบัติว่าต้องเป็นข้าราชการระดับสูงหรือเรียนจบปริญญาตรี และลดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระให้เหลือ ๕ ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๗. ในหมวดการปฏิรูปประเทศ ควรแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการปฏิรูประบบการศึกษา โดยให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการการศึกษาระดับชาติ (คศช.) เป็นองค์กรอิสระที่ปลอดจากการเมืองและมีวาระ ๗ ปี กำหนดให้มีการจัดการศึกษาฟรีแก่เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมปลายและอาชีวะศึกษาตอนต้น พร้อมทั้งส่งเสริมการศึกษาทางเลือกและการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๘. ควรเพิ่มเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและทรัพยากรในหมวดการปฏิรูปประเทศ โดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่า พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเป็นของประชาชนไทย ในการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานและทรัพยากรทั้งดิน น้ำ ป่า จะต้องมี &amp;ldquo;คณะกรรมการระดับชาติด้านพลังงานและทรัพยากรที่เป็นอิสระจากการเมือง&amp;rdquo; ซึ่งมาจากการสรรหาและกำหนดสัดส่วนให้ภาคประชาชนเข้าไปเป็นกรรมการไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๙. ควรเพิ่มเรื่อง &amp;ldquo;รัฐพึงป้องกันและปราบปรามการผูกขาดทางเศรษฐกิจและสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๑๐. ในหมวดสิทธิและเสรีภาพปวงชนชาวไทย ควรเพิ่มเรื่องสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการปกป้องและรักษาชุมชนจากการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ สิทธิแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประชาชนทั้งในแง่ชาติพันธุ์และความหลากหลายทางเพศ สิทธิในการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย สิทธิในการได้รับสวัสดิการสังคมอย่างเพียงพอและทั่วถึง และสิทธิในการดำรงชีวิตที่ปลอดจากความรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๑๑. แก้ไขมาตร ๒๕๖ ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้โดยการใช้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความยืดหยุ่น สามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้นและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๑๒. แก้ไขโดยเพิ่มหมวดที่ว่าด้วย &amp;ldquo;การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่&amp;rdquo; ขึ้นมา ซึ่งกำหนดโครงสร้างระบบและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำโดยใช้การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน ๑ ปี ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม ซึ่งจะช่วยป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74386</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสรรหาส.ว., การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, บทเฉพาะกาล, ปลดชนวนวิกฤติการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35e698db1fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรปชต.ชง 9 แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ลั่นคือทางออกเพื่อชาติบ้านเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.63 - &amp;nbsp;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ขอให้รัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเร่งรัดให้มีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อหาทางออกให้ประเทศ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่กำลังขยายตัวก่อนที่จะสายเกินแก้ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเป็น &amp;ldquo;สัญญาประชาคม&amp;rdquo; ในการร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรื่องคงค้างเก่าให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2563 เพื่อเดินหน้าประเทศไทยและปลดล็อคการสืบทอดอำนาจโดยให้พรรคร่วมรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้ความร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเปิดทางให้มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกลไก ส.ส.ร.ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 มีข้อบกพร่องมากมาย เพราะถูกออกแบบและเขียนขึ้นโดยกลุ่มคณาธิปไตย และใช้สืบทอดอำนาจคณะบุคคลในรัฐบาลชั่วคราวเพื่อจะเป็นรัฐบาลต่อไป ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เงื่อนไขรัฐธรรมนูญเหล่านี้จะนำไปสู่วิกฤตการเมืองไม่จบสิ้นหากไม่แก้ไขหรือร่างขึ้นใหม่จากการมีส่วนร่วมของพลเมือง โดยกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 256 ในหมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง (ส.ส.ร.) ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกัน กรรมาธิการที่มาจากหลายพรรคการเมืองและสะท้อนเสียงของประชาชน ควรจะเสนอแก้ไขรายมาตราที่เป็นปัญหาต่อรัฐสภาโดยตรงไปด้วยในฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การแก้ไขต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นพื้นฐานหรือต้องได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าฉบับ 2540 &amp;nbsp;โดยยกเลิกบทเฉพาะกาลที่สืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารทั้งหมด รวมถึงการบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตร่วมของรัฐสภาในบทเฉพาะกาล ทำให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งมีอำนาจเลือกผู้บริหารประเทศโดยไม่ยึดโยงเจตจำนงค์ของประชาชนผ่านการเลือกตั้งผู้แทน ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องมาจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น และต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายเสียงข้างมากต้องได้รับสิทธิในการบริหารประเทศ และถูกกำกับด้วยหลักธรรมาภิบาล กฎหมาย ฝ่ายเสียงข้างน้อย กระบวนการยุติธรรมและประชาชนพลเมืองโดยทั่วไป หากไม่แล้วก็ควรให้มีระบบการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ขอให้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมผสานควรกลับมาใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนเดิม เพื่อให้ประชาชนเลือกคนที่รักและพรรคที่นโยบาย แยก ส.ส.เขตเลือกตั้ง กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคออกไปให้เป็นระบบ นอกจากนี้ควรยกเลิกสัดส่วนระหว่างบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คนกับ ส.ส.เขต 350 คน เพราะหาตรรกะไม่ได้และไม่มีความสมดุลกัน ในหลายประเทศทั่วโลกมีตัวอย่างระบบผสมแบบครึ่งต่อครึ่ง หรือระบบบัญชีรายชื่อระบบเดียว หรือระบบ ส.ส.เขตระบบเดียวที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงให้มีการยกเลิกการบังคับ ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการลอนสิทธิทางการเมืองตามหลักอารยะประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.ยกเลิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ยกเลิกการบังคับ ส.ส.สังกัดพรรคและกฎหมายพรรคการเมืองที่เป็นระบบธนาธิปไตยและต้องใช้เงินจำนวนมาก นอกจากนี้ควรปรับลดจำนวน ส.ส.ลงมาเพื่อประหยัดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องมีมากเหมือนเก่า เนื่องจากประชาชนเข้าถึงผู้แทนของตนเองง่ายกว่าในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;4.กำหนดเงื่อนไขการปฏิรูปประเทศและกรอบเวลาการออกเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ขจัดการผูกขาด ระบบรัฐสวัสดิการ การปฏิรูปกองทัพ การปฎิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบการศึกษาให้มีคุณภาพและการพัฒนาพลเมือง (Civic Education) ตลอดจนการปฏิรูปพลังงานและทรัพยากรด้านต่างๆ ทางสังคม เพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและรัฐสวัสดิการ เพื่อความมั่นคงของประเทศท่ามกลางระบบระหว่างประเทศที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ต้องมีการกระจายอำนาจที่ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญตามแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองภายใต้หลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ยกเลิกระบบรัฐราชการรวมศูนย์ และออกกฎหมายการกระจายอำนาจการปกครอง โดยให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ถ่ายโอนราชการส่วนภูมิภาคขึ้นกับจังหวัด กระจายอำนาจและความรับผิดชอบจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เพื่อเปิดปริมณฑลการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงระบบภาษีที่ประชาชนเสียภาษีที่ไหนให้ใช้พัฒนาที่นั่น เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ประเทศไทยต้องกระจายอำนาจการปกครองจากรัฐราชการรวมศูนย์ไปสู่การพัฒนาเมืองต่างๆ ให้เติบโตยั่งยืนด้วยตนเองและส่งเสริมให้ท้องถิ่นจัดการตนเองด้วยระบบราชการสมัยใหม่ที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกเมืองได้พัฒนาทรัพยากรในท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของคนในท้องถิ่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ยกเลิกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นเสมือนคณะโปลิตบูโรและรัฐบาลเงาอยู่เหนือรัฐบาลพลเรือน จะต้องไม่มีองค์กรใดอยู่เหนือองค์กรที่มาจากประชาชนและยึดโยงกับพลเมือง ยุทธศาสตร์ชาติทำให้รัฐบาลขาดอิสรภาพที่จะพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามบริบทการพัฒนาที่รุดหน้าไปตามเทคโนโลยี สำหรับการพัฒนาที่ขาดธรรมาภิบาล แก้ปัญหาได้โดยให้มีการประชามติทุกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ในรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องเขียนหน้าที่และนโยบายรัฐทั้งหมด เพราะทำให้อุดมการณ์พรรคการเมืองและข้อเสนอทางนโยบายไร้ความหมาย อีกทั้งบริบทโลกและบริบทประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การกำหนดหน้าที่และนโยบายแบบแข็งตัว (Rigid) จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ปฏิรูปองค์กรอิสระและยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ทั้งคณะกรรมการสรรหา คุณสมบัติของผู้สมัคร และการให้ความเห็นชอบ ซึ่งทั้งหมดต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาที่เป็นประชาธิปไตย อีกทั้งผู้สมัครต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต้องผ่านการฝึกอบรมในเรื่องพลเมืองประชาธิปไตย (Civic Education) และยกเลิกการตั้งเงื่อนไขคุณสมบัติว่า ต้องเป็นข้าราชการหรือเรียนจบปริญญาตรี เป็นต้น รวมถึงการลดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการองค์อิสระ ให้เหลือแค่ 5 ปี เนื่องจากยาวนานเกินไป องค์กรอิสระ องค์กรศาลฯ หรืออื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน ต้องยุติหลักสูตรพิเศษที่จัดขึ้นในองค์กรซึ่งระบอบอุปถัมภ์จะทำให้ความเป็นธรรมถูกเลือกปฏิบัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;8.ให้มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า เพื่อนำไปสู่การออกกฎหมายการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าเหมือนนานาอารยประเทศ ยกเลิกนโยบายส่งเสริมการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลดหย่อนภาษีเงินได้และการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มทุนรายใหญ่ รวมถึงการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบอย่างจริงจัง โดยไม่ปล่อยให้ที่ดินถูกครอบครองโดยไม่จำกัดจากผู้มีทุนทรัพย์มากกว่า โดยให้มีการจำกัดการถือครองที่ดินและไม่อนุญาตให้ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน (BOI.) และการเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปีตามกฎหมายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.ขยายสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ตามกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีอยู่ทั้ง 2 ฉบับ โดยแก้ไขการเข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสาร ระเบียบข้อบังคับราชการ การรวมตัดสินใจในโครงการขนาดใหญ่ผ่านการประชามติและประชาธิปไตยทางตรงในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ ควรให้มีการตรวจสอบปัญหาการคอร์รัปชันโดยภาคการเมืองและภาคประชาชนควบคู่กันไป โดยเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเลคทรอนิกส์อย่างเปิดเผย โปร่งใส และมีธรรมาภิบาลในการบริหารหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการทั้งระบบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73111</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, ครป., แก้ไขรัฐธรรมนูญ, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200801/image_big_5f251877b4584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครป.&#039;เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ60หาทางออกประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.63-นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์ข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 &amp;nbsp;และทางออกประเทศไทยระบุว่า ครบรอบ 29 ปีการรัฐประหาร รสช. เมื่อปี 2534 รัฐธรรมนูญไทยถูกฉีกและร่างใหม่ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารและไม่รู้ว่าจะมีการฉีกและร่างใหม่อีกกี่หน ดังนั้น รัฐธรรมนูญไม่มีความจำเป็นต้องเขียนไว้ยาวและมีหลายมาตราเกินความจำเป็น แต่ควรออกแบบแค่เพียงความเป็นรัฐและความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐบาลและประชาชน ส่วนสถาบันและกลไกต่างๆ ก็ไปออกแบบอำนาจหน้าที่ไว้ในกฎหมายทั่วไป สหรัฐอเมริกามีรัฐธรรมนูญแค่เพียง 7 มาตรา ที่กำหนดหลักการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และกรอบสหพันธรัฐ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่าง ๆ &amp;nbsp;ส่วนอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร (Unwritten Constitution) รัฐธรรมนูญของอังกฤษเกิดจากหลักการและเอกสารหลายๆ ฉบับที่จัดทำขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการปฏิวัติ เขาก็ยังสร้างชาติเจริญรุ่งเรืองจนถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยมีข้อบกพร่องมากมาย เพราะถูกออกแบบและเขียนขึ้นโดยกลุ่มคณาธิปไตย และใช้สืบทอดอำนาจคณะบุคคลในรัฐบาลชั่วคราวเพื่อจะเป็นรัฐบาลถาวร ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เงื่อนไขรัฐธรรมนูญเหล่านี้จะนำไปสู่วิกฤตการเมืองไม่จบสิ้นหากไม่แก้ไขหรือร่างขึ้นใหม่จากการมีส่วนร่วมของพลเมือง โดยกมธ.วิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 256 หมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง (ส.ส.ร.) ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะเสนอแก้ไขรายมาตราเพื่อเสนอต่อรัฐสภาโดยตรงก็ได้ ดังข้อเสนอต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.รัฐธรรมนูญต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง (ส.ส.ร.) เพื่อมาออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย หรือกรรมาธิการที่มาจากหลายพรรคและสะท้อนเสียงของประชาชนสามารถเสนอแก้ไขรายมาตราที่เป็นปัญหาได้เลยเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการพัฒนาในระยะยาว โดยกำหนดเงื่อนไขการปฏิรูปประเทศและกรอบเวลาการออกเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การปฎิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบการศึกษาให้มีคุณภาพและการพัฒนาพลเมือง (Civic Education) ตลอดจนการปฏิรูปพลังงานและทรัพยากรด้านต่างๆ ทางสังคม เพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและรัฐสวัสดิการ เพื่อความมั่นคงของประเทศท่ามกลางระบบระหว่างประเทศที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 2.ยกเลิกบทเฉพาะกาลที่สืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารทั้งหมด รวมถึงการบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตร่วมของรัฐสภา ทำให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งมีอำนาจเลือกผู้บริหารประเทศโดยไม่ยึดโยงเจตจำนงค์ของประชาชนผ่านการเลือกตั้งผู้แทน ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องมาจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น และต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ก็ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรงไปเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 3.ควรพิจารณายกเลิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ยกเลิกการบังคับ ส.ส.สังกัดพรรคและกฎหมายพรรคการเมืองที่เป็นระบบธนาธิปไตยและต้องใช้เงินจำนวนมาก นอกจากนี้ควรปรับลดจำนวน ส.ส.ลงมาเพื่อประหยัดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องมีมากเหมือนเก่า เนื่องจากประชาชนเข้าถึงผู้แทนของตนเองง่ายกว่าในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ระบบการเลือกตั้งแบบผสมผสานควรกลับมาใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนเดิม เพื่อให้ประชาชนเลือกคนที่รักและพรรคที่นโยบาย แยก ส.ส.เขตเลือกตั้ง กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคออกไปให้เป็นระบบ นอกจากนี้ควรยกเลิกสัดส่วนระหว่างบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คนกับ ส.ส.เขต 350 คน เพราะหาตรรกะไม่ได้และไม่มีความสมดุลกัน ในหลายประเทศทั่วโลกมีตัวอย่างระบบผสมแบบครึ่งต่อครึ่ง หรือระบบบัญชีรายชื่อระบบเดียว หรือระบบ ส.ส.เขตระบบเดียวที่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ยกเลิกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นเสมือนคณะโปลิตบูโรและรัฐบาลเงาอยู่เหนือรัฐบาลพลเรือน จะต้องไม่มีองค์กรใดอยู่เหนือองค์กรที่มาจากประชาชนและยึดโยงกับพลเมือง ยุทธศาสตร์ชาติทำให้รัฐบาลขาดอิสรภาพที่จะพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามบริบทการพัฒนาที่รุดหน้าไปตามเทคโนโลยี สำหรับการพัฒนาที่ขาดธรรมาภิบาล แก้ปัญหาได้โดยให้มีการประชามติทุกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ในรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องเขียนหน้าที่และนโยบายรัฐทั้งหมด เพราะทำให้อุดมการณ์พรรคการเมืองและข้อเสนอทางนโยบายไร้ความหมาย อีกทั้งบริบทโลกและบริบทประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การกำหนดหน้าที่และนโยบายแบบแข็งตัว (Rigid) จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ต้องมีกฎหมายการกระจายอำนาจการปกครอง โดยให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ถ่ายโอนราชการส่วนภูมิภาคขึ้นกับจังหวัด กระจายอำนาจและความรับผิดชอบจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เพื่อเปิดปริมณฑลการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงระบบภาษีที่ประชาชนเสียภาษีที่ไหนให้ใช้พัฒนาที่นั่น เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ประเทศไทยต้องกระจายอำนาจการปกครองจากรัฐราชการรวมศูนย์ไปสู่การพัฒนาเมืองต่างๆ ให้เติบโตยั่งยืนด้วยตนเองและส่งเสริมให้ท้องถิ่นจัดการตนเองด้วยระบบราชการสมัยใหม่ที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกเมืองได้พัฒนาทรัพยากรในท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของคนในท้องถิ่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.องค์กรอิสระควรมีการปฏิรูปยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ทั้งคณะกรรมการสรรหา คุณสมบัติของผู้สมัคร และการให้ความเห็นชอบ ซึ่งทั้งหมดต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาที่เป็นประชาธิปไตย อีกทั้งผู้สมัครต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต้องผ่านการฝึกอบรมในเรื่องพลเมืองประชาธิปไตย (Civic Education) และยกเลิกการตั้งเงื่อนไขคุณสมบัติว่า ต้องเป็นข้าราชการหรือเรียนจบปริญญาตรี เป็นต้น รวมถึงการลดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการองค์อิสระ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จาก 7 ปี เหลือแค่ 5 ปี เนื่องจากยาวนานเกินไป องค์กรอิสระ องค์กรศาลฯ หรืออื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน ต้องยุติหลักสูตรพิเศษที่จัดขึ้นในองค์กรซึ่งระบอบอุปถัมภ์จะทำให้ความเป็นธรรมถูกเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ควรจัดตั้งให้มีองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลขององค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน ให้ทำหน้าที่เหมือน กพ. เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อไม่ให้ออกกฎระเบียบกันเองตามอำเภอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.รัฐธรรมนูญควรสร้างกลไกการป้องกันเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด และสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลทำหน้าที่อย่างแท้จริงในการตรวจสอบการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มนายทุนผูกขาดทั้งหลาย เนื่องจากปัจจุบันมีกลุ่มทุนธุรกิจผูกขาดมีอำนาจเหนือตลาด ขัดกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าและผูกขาดตลาดเกินกึ่งหนึ่งตามกฎหมายจำนวน รวมทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีโดยให้มีกฎหมายการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าเหมือนนานาอารยประเทศ ยกเลิกนโยบายส่งเสริมการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลดหย่อนภาษีเงินได้และการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มทุนรายใหญ่ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57940</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, นายเมธา มาสขาว, แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e52316e8ec22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2019 19:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2019 18:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.ชู 10 ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.62 -&amp;nbsp;ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้จัดประชุมคณะกรรมการและที่ปรึกษา โดยมี รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, นายกษิต ภิรมย์, นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์, รศ.สุรัสวดี หุ่นพยนต์, นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์, นายศิริชัย ไม้งาม, นายศักดิ์ณรงค์ มงคล และนายเมธา มาสขาว ฯลฯ เพื่อหาแนวทางการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ประชุม ครป. สรุปปัญหาและที่มาของรัฐธรรมนูญ 60 ที่อาจนำไปสู่วิกฤติในอนาคตไม่จบสิ้น เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมิได้เป็นผลผลิตมาจากฉันทมติร่วมกันของประชาชนในสังคม แต่เป็นการเอาชนะคะคานกันทางการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอย่างชัดแจ้ง โดย ครป. มีข้อเสนอให้มีการทบทวนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ 10 ประเด็น เพื่อขยายสิทธิเสรีภาพและอำนาจของประชาชนให้มากขึ้นเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์สังคม ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กระจายอำนาจการปกครองให้ประชาชนให้จังหวัดจัดการตนเอง เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และจัดตั้งสภาพลเมือง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ทบทวนระบบการเลือกตั้งและอำนาจหน้าที่ ส.ส. ส.ว. ปฏิรูประบบการเลือกตั้งให้เป็นธรรม และยกเลิกการบังคับ ส.ส.สังกัดพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ปฎิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ปฏิรูประบบการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เสริมการศึกษาทางเลือก และ Civic Education&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ทบทวนยุทธศาสตร์ชาติ และการประชามติทุกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและทรัพยากร ส่งเสริมพลังงานทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.สร้างกลไกการป้องกันเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด และสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.ทบทวนอำนาจหน้าที่และกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.ขยายสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (IESCR) คุ้มครองความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เพศสภาพ &amp;nbsp;ส่งเสริมสังคมสวัสดิการและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ผู้สูงวัย เด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.สนับสนุนเกษตรกรรมอินทรีย์ และอาหารปลอดสารพิษ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ครป.จะร่วมรณรงค์ให้มีการทบทวนแก้ไขรัฐธรรมนูญกับสังคมเพื่อเปิดประเด็นต่างๆ ให้กว้างขวางและมีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด ทุกกลุ่มทุกภาคส่วนให้หลากหลายมากที่สุด โดยจะจัดเวทีทั่วประเทศตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะมีหลายรูปแบบ ทั้งการเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 256 เปิดทางให้มี ส.ส.ร. เหมือนในปี 2540 หรือเสนอแก้ไขทั้งฉบับหรือบางมาตรา ก็แล้วแต่สังคมที่ต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาให้มากที่สุด &amp;nbsp;แต่ ครป.ไม่ได้ยึดติดว่ากระบวนการแก้ไขทบทวนจะเป็นรูปแบบใดบ้าง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43644</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, ครป., สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190817/image_big_5d57e7783e44c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2019 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2019 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.เรียกร้องหยุดใช้ความรุนแรงจัดการปัญหา  แนะรัฐจริงจังแก้ปัญหาความขัดแย้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.62 - คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์เรื่อง &amp;quot;ขอเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องคุ้มครองนักกิจกรรมเพื่อสังคม &amp;nbsp;ยุติการใช้ความรุนแรง การข่มขู่คุกคาม และสร้างความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแถลงการณ์ระบุว่า &amp;nbsp; ตามที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 4 คนรุมทำร้ายนายนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักกิจกรรมเพื่อสังคม ที่หน้าปากซอยทางเข้าบ้านพักในกรุงเทพมหานครจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แกนสมองได้รับผลกระทบกระเทือน ปัจจุบันพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนวมินทร์ฯ นั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ทางการเมืองมาโดยตลอด เห็นว่าในช่วงที่ผ่านมามีการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามเข้าโต้ตอบกันทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและนักกิจกรรมทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้นั้นมีเจ้าหน้าที่ทหารบุกอุ้มจับตัวแกนนำนักศึกษาที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารและตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลรวมถึงกองทัพในยามวิกาลอย่างอุกอาจ โดยการใช้รถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ไม่แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และบุกอุ้มตัวขึ้นรถหน้ามหาวิทยาลัยกลางถนนที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากมาย จนสื่อมวลชนนำไปขยายผลต่อจนรัฐบาลต้องออกมาแถลงข้อเท็จจริง ต่อเนื่องมาจนถึงการคุกคามทำร้ายร่างกายนายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกหลายครั้ง ซึ่งยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดตามกฎหมายได้เลยในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์การใช้ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าว ที่ปราศจากการเข้มงวดจริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการปกป้องคุ้มครองพลเมืองให้ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักกิจกรรมทางสังคมในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า รัฐมีหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ต้องบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่ากับประชาชนกลุ่มใด นอกจากนี้ประเทศไทยเป็นภาคีบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลใหม่ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครป. ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดทางอาญามาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก และออกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักกิจกรรมทางสังคมไม่ว่าฝ่ายใด หรือเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลหรือไม่ จะต้องไม่มีใครถูกข่มขู่คุกคามและทำร้ายร่างกายอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2) &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครป. ขอเรียกร้องให้สังคมจับตาสถานการณ์ความรุนแรงร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยสร้างบรรยากาศสันติประชาธรรมในการพูดคุยหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองโดยไม่ใช้ความรุนแรงทั้งกายภาพและทางวาจาที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) ถ้อยคำใส่ร้ายป้ายสี ผรุสวาท หยาบคาย การจงใจยั่วยุหรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดสถานการณ์ หรือสนับสนุนในการสร้างความรุนแรงทางสังคมหรือต่อผู้อื่น ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดอคติและความเกลียดชังทางสังคมจนเกิดการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดทางอาญาจนเกิดความรุนแรงทางสังคมที่ขยายบานปลายออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครป. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงอย่างเป็นระบบ เพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สร้างระบบนิติรัฐและนิติธรรมที่เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การปรองดองที่แท้จริง ตามหลักการความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) และกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อนำไปสู่ความปรองดองตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เคยทำรายงานการศึกษาและข้อเสนอไว้ค่อนข้างครบถ้วน เพื่อแก้ปัญหานักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิดในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39699</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, ครป., ความรุนแรง, จ่านิว, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d15d224230a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 16:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.สมัชชาใหญ่ดึงคนเด่นคนดังร่วมทัพเพียบ!วาง5ภารกิจสร้างความเข้มแข็งภาคปชช.-ฟื้นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.62 - &amp;nbsp;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์ 1/2562 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) ได้จัดประชุมสมัชชา ครป. ประจำปี 2562 ขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายน 2562 ณ จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีคณะกรรมการ ครป. และเครือข่ายภาคประชาชนเข้าร่วมประชุมสมัชชาวิเคราะห์สถานการณ์และความเป็นไปทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์ ประเมินและทบทวนเป้าหมายและผลการดำเนินภารกิจของครป.ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อกำหนดทิศทาง เป้าหมายและภารกิจระยะต่อไปของครป. ผลการประชุมระดมความคิดร่วมกันปรากฏข้อสรุปสำคัญหลายประการซึ่ง ครป.เห็นว่าควรสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ร่วมกัน ครป.เห็นว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาใหญ่ 5 ประการดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เราเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีเหตุปัจจัยระดับรากฐานสำคัญมาจาก &amp;ldquo;ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ&amp;rdquo; ระหว่าง (1) ประชาชนกับประชาชนด้วยกันเองแต่สังกัดชนชั้นแตกต่างกัน และ (2) ระหว่างชนชั้นนำที่กุมอำนาจรัฐ และกลุ่มทุนใหญ่ที่สามารถเข้าถึงช่วงใช้หรืออาศัยประโยชน์จากอำนาจรัฐในศูนย์กลางรัฐได้ กับประชาชนทั่วไป ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงนี้ส่งผลให้ทรัพยากรของสังคมถูกจัดสรรโดยรัฐไปเป็นประโยชน์แก่เจ้าของทุนขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่และหลายประเด็น ก่อให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจโดยทุนใหญ่เพียงบางกลุ่มและตัดโอกาสการแข่งขันของทุนเล็กในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ เกิดการละเลยการรักษากติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ ชุมชนและประชาชนซึ่งยากจนเป็นจำนวนมาก และไร้อำนาจในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ถูกเบียด-บ่อนเซาะให้สูญเสียวิถีชีวิตและความมั่นคงในชีวิต เกิดการกระจายรัฐสวัสดิการที่ขาดความสมดุล&amp;ndash;กลายเป็นการกระจายสวัสดิการตามใจชอบ ขาดความยั่งยืนและเป็นธรรม หรือถูกเบี่ยงเบนเพื่อประโยชน์ทางคะแนนเสียง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เราเห็นปัญหาความแตกแยกที่รุนแรงทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ทำให้เกิดการแยกขั้ว-แบ่งฝ่ายระหว่างประชาชน แต่สังคมไทยยังขาดทั้งหลักคิด แนวทาง กลไกและผู้นำทางความคิดที่จะชี้นำให้เกิดการเชื่อมประสานเพื่อหาทางออกจากปัญหา เราเห็นว่า แม้ธรรมชาติของการเมืองจะหลีกพ้นไปจากความขัดแย้งไม่ได้ แต่ความขัดแย้งนั้นควรอยู่ในระดับที่พอประสานไปด้วยกันได้หรืออย่างน้อยมีกลไก หรือแนวทางที่จะสมานฉันท์ระหว่างประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ปัญหาการขาดเสถียรภาพของรัฐบาลยังเป็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมการเมืองทั้งระบบ ปัญหาการผูกขาดอำนาจของชนชั้นนำ การสร้างประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและพรรคการเมือง รวมทั้งปัญหาเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เราเห็นว่า แม้ปัญหานี้จะมีที่มาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมาตลอดทศวรรษ จึงมีความจำเป็นที่ต้องนำกติกาทางการเมืองที่เหมาะสมและเป็นธรรม นำกลับมาใช้และต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;4.เราเห็นว่า ในภาวะความขัดแย้งของการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศระหว่างชาติมหาอำนาจซึ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นโดยลำดับนั้น ได้ส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจรักษาดุลอำนาจไปในทางที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยอย่างไม่อาจเหลีกเลี่ยงได้ ประเทศไทยได้กลายเป็นพื้นที่แสวงประโยชน์ของชาติมหาอำนาจทั้งในแง่การใช้เป็นตลาดที่เกินส่วน การฉวยใช้ทรัพยากรของประเทศในระดับที่น่าเป็นห่วงต่อความมั่นคงของชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;5. เราเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้เป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่จะช่วยบรรเทาหรือป้องกันปัญหาที่กล่าวมา ในขณะที่ไม่ได้ทำหน้าที่พื้นฐานในการเป็นกติกาทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยสำหรับจัดสรรอำนาจ ผลประโยชน์และสิทธิหน้าที่ที่เป็นธรรมระหว่างสมาชิกฝ่ายต่างๆ ของสังคมอย่างเพียงพอ ปัญหาการเปิดพื้นที่ให้ทหารเข้าสู่การเมือง รวมถึงการเข้าสู่อำนาจที่เหมาะสมและเป็นธรรมยังคงเป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ครป. จึงมีความเห็นพ้องกันว่า การลงมือปฎิบัติร่วมกันในแนวทางที่ให้ผลเป็นการออกจากปัญหาดังกล่าวจะเป็นกระบวนการประสานความเข้าใจและสมานความแตกต่างทางความคิดและอุดมการณ์ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน จะเป็นการวางรากฐานที่ถูกต้องสำหรับการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ก่อให้เกิดความสุข และความสงบอย่างยั่งยืนแก่ประเทศและประชาชน ด้วยเหตุนี้ ครป. จึงได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่เราเชื่อว่าจะเป็นจุดคานงัดที่จะทำให้เกิดผลดังกล่าว 5 ประการสำหรับระยะเวลา 2 ปีข้างหน้าคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจในเชิงโครงสร้างตามแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประชาธิปไตยทั้งในระดับประเทศและในระดับพื้นที่ชุมชน รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมและมรรคผลจากนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวมอย่างเสมอภาค เท่าเทียมและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560&amp;nbsp;ในประเด็นที่ตอบสนองเป้าหมายการแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงการแก้ปัญหาประชาธิปไตยทางการเมืองในระบบรัฐสภาและพรรคการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) การรณรงค์ผลักดันประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและรัฐสวัสดิการ เพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำและทุนผูกขาดในประเทศไทย และทุนเสริมธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ นโยบายและการดำเนินการของรัฐในทุกมิติ รวมถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่ตอบสนองต่อภารกิจที่มีอยู่ ตามเป้าหมายการปฏิรูปการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) การเชื่อมประสานภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายและโครงการพัฒนาของรัฐ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายและกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาชนที่หลากหลายที่ถูกทำลายและแบ่งแยกในปัจจุบัน เพื่อเป็นการเมืองของพลเมืองที่มีคุณภาพในการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายชื่อคณะกรรมการครป.ประกอบด้วย คณะที่ปรึกษา &amp;nbsp;ศ.ธีรยุทธ บุญมี, รศ.ดร.สุธี ประศาสน์เศรษฐ, รศ.สุรัสวดี หุ่นพยนต์, คุณสมบูรณ์ สุพรรณฝ่าย, คุณชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์, คุณเดช พุ่มคชา, คุณสกุล สื่อทรงธรรม, คุณกษิต ภิรมย์, คุณปรีดา เตียสุวรรณ์, คุณสมชาย หอมลออ, คุณพิภพ&amp;nbsp;ธงไชย, คุณสันติ คุณพิสิฐวงศ์, คุณอดุลย์ เขียวบริบูรณ์, คุณสมภพ บุนนาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธาน รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต &amp;nbsp;รองประธาน คุณบรรจง นะแส, คุณบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์, ดร.สุริยะใส กตะศิลา, ดร.ศักดิ์ณรงค์ มงคล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คุณเมธา มาสขาว รองเลขาธิการ คุณกิตติชัย ใสสะอาด, คุณธัชพงศ์ แกดำ, คุณพิชิต ไชยมงคล &amp;nbsp;เหรัญญิก คุณธนิกา เนาวรัชต์, คุณลัดดา รักษ์ประชาไท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการ คุณประสาท มีแต้ม, คุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ, คุณสุริยันต์ ทองหนูเอียด, คุณศิริชัย ไม้งาม ,คุณต่อพงษ์ เสลานนท์, คุณชัยวัฒน์ ตรีวิทยา, คุณประกิต จันทร์สมวงษ์, คุณสุริยา บุญโชติ ,คุณสมควร พรมทอง, คุณประยงค์ ดอกลำใย, คุณโกศล รักษ์ประชาไท, คุณสาวิทย์ แก้วหวาน,คุณวรภัทร วีรพัฒนคุปต์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39344</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย, ครป., พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, สมัชชาครป., องค์กรประชาชาธิปไตย, เมธา มาสขาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d109be28fa5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
