<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิฯ มีมติเห็นชอบ &#039;หมอพิทักษ์พล&#039; ผู้ตรวจราชการ สธ. นั่งเลขาฯกสม.คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - นายวสันต์ ภัยหลีกลี้&amp;nbsp;กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 3/2564&amp;nbsp;ว่าจากการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (เลขาธิการ กสม.) คนใหม่&amp;nbsp;แทนเลขาธิการคนเดิมที่เกษียณอายุ&amp;nbsp;โดยมีการเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.2564&amp;nbsp;ซึ่งคณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาจากการแสดงวิสัยทัศน์ผู้สมัคร จากการสัมภาษณ์&amp;nbsp;เอกสารและการหาข้อมูลต่างๆ&amp;nbsp;หลังจากคณะกรรมการสรรหาได้มีข้อสรุปก็นำผลการสรรหาเสนอต่อที่ประชุม กสม. เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;โดย กสม.มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบให้ นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก&amp;nbsp;ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;เป็นผู้สมควรให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสม.&amp;nbsp;ซึ่งยังจะมีขั้นตอนในการดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก&amp;nbsp;จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp;ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)&amp;nbsp;และด้านนโยบายและการวางแผนและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข จากมหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจบปริญญาเอกด้านสาธารณสุขศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประสบการณ์การทำงานที่สำคัญเคยดำรงตำแหน่งสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ตรวจราชการสาธารณสุข&amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านสุขภาพจิตและด้านสาธารณสุขจำนวนมาก&amp;nbsp;และเคยทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนในกลุ่มเปราะบาง และเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ให้ประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119038</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชน, กสม., คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก, เลขาธิการ กสม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615e8221e8ec8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กสม.เรียกตำรวจเข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการควบคุมฝูงชนฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.64 - &amp;nbsp;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยคณะทำงานเพื่อตรวจสอบกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ได้รับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรการและปฏิบัติการควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดยพลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยคณะทำงานฯ ได้รับคำชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการของทางเจ้าหน้าที่ อาทิ บทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบและแผนงานที่ใช้เป็นฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน แนวทางและมาตรการในการปฏิบัติงาน เหตุผลความจำเป็นในการใช้มาตรการต่าง ๆ ซึ่ง กสม.จะพิจารณาข้อมูลตามขั้นตอนระเบียบการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น กสม.ได้หารือกับ สตช. ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถึงแนวทางการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข้อง การเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ และการเยียวยาประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการแสวงหาแนวทางการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของเด็ก เยาวชน และกลุ่มผู้มีความเห็นแตกต่างอย่างสันติและสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ กสม.ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุม และรับฟังข้อเท็จจริงจากหลายภาคส่วน ทั้งจากกลุ่มผู้ชุมนุม สื่อมวลชน ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งในการชุมนุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านสันติวิธี นักวิชาการด้านสิทธิเด็ก และนักจิตวิทยาเด็ก รวมทั้งมีการลงพื้นที่สังเกตการณ์การควบคุมตัวเด็กและเยาวชน การเข้าเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส &amp;nbsp;ทั้งในส่วนเจ้าหน้าที่และเยาวชน เพื่อเป็นการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสม.ขอยืนยันการทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยความอิสระ เป็นกลาง ปราศจากอคติ และด้วยการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนของสังคมจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วยแนวทางสันติวิธีและคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117096</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61262854cb3d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2021 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2021 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิฯ ออกแถลงการณ์ม็อบ 7 สิงหา ตร.ไม่ยึดหลักสากล-ผู้ชุมนุมบางส่วนใช้ความรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค.64 -&amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp;เผยแพร่ออกแถลงการณ์ กสม.&amp;nbsp;เรื่อง การสังเกตการณ์การชุมนุม&amp;nbsp;7&amp;nbsp;สิงหาคม&amp;nbsp;2564 ระบุว่าตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์การชุมนุมทางการเมืองของเครือข่ายกลุ่มเยาวชนปลดแอก และกลุ่ม&amp;nbsp;REDEM&amp;nbsp;บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;สิงหาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นั้น กสม.ขอยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ในการสังเกตการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นอิสระ ให้ความเป็นธรรม และรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสังเกตการณ์การชุมนุมในวันดังกล่าว กสม.มีข้อห่วงใยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องการใช้ความรุนแรงเข้าปะทะกันของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนและผู้ชุมนุมบางส่วน โดยมีข้อสังเกตเบื้องต้นว่า การจัดตั้งสิ่งกีดขวางเพื่อสกัดกั้นการชุมนุม การใช้อาวุธ อุปกรณ์ ตลอดจนขั้นตอนในการควบคุมฝูงชน ยังไม่ได้เป็นไปในลักษณะจากเบาไปหาหนัก ไม่ได้สัดส่วนและไม่สอดคล้องกับหลักสากล จนส่งผลให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง สื่อมวลชน และประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านกลุ่มผู้ชุมนุม ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ตระเตรียมและใช้อาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธในการตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ อันไม่เป็นไปตามหลักการการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ จนทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมการชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต กสม.จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณาร่วมกันดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงโดยผู้ชุมนุมต้องใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธอย่างแท้จริง ขณะที่รัฐบาลต้องมีแนวทางในการจัดการและควบคุมฝูงชนให้สอดคล้องกับหลักการสากลของสหประชาชาติ (UN Basic Principle on the Use of Forces and Firearms by Law Enforcement Officials)โดยให้เป็นไปตามขั้นตอน และได้สัดส่วนที่เหมาะสม รวมทั้งใช้ความอดทนอดกลั้นในการรับฟังเสียงของประชาชนที่เห็นต่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมโดยสงบกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงแบบแยกแยะ ในกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงอันทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินของทางราชการ เจ้าหน้าที่จะต้องเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่สังคมและลดความคลางแคลงใจต่อกันของทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ขอให้มีกลไกหรือช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้จัดการชุมนุมและเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน เพื่อให้มีการเจรจาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อันจะช่วยให้ลดการเผชิญหน้าและความรุนแรงลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การแก้ไขปัญหาในระยะยาว กสม.ขอสนับสนุนให้มีพื้นที่ปลอดภัยในการหารือเพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกันด้วยแนวทางสันติวิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กสม.จะหยิบยกกรณีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;สิงหาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ขึ้นตรวจสอบในรายละเอียดต่อไป อย่างไรก็ดี ภายใต้วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในชาติ กสม.ขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายใช้สิทธิและเสรีภาพภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างสร้างสรรค์ โดยยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมถึงการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง พร้อมร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยการรับฟังเสียงของทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศชาติสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112743</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ม็อบ7สิงหา, เยาวชนปลดแอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e81f862469.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิฯ ขานรับม็อบ 3 นิ้วขอให้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ชุมนุม 7 สิงหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 -&amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp;ออกแถลงการณ์เรื่อง &amp;quot;กสม.ลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุม 7 สิงหาคม 64 หวังทุกฝ่ายยึดหลักสิทธิมนุษยชน&amp;quot; ระบุว่า ตามที่กลุ่มต่าง ๆ ได้นัดหมายชุมนุมเพื่อแสดงข้อเรียกร้องทางการเมืองต่อรัฐบาลในวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2564 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประกอบกับเครือข่ายกลุ่มราษฎรและกลุ่มเยาวชนปลดแอกได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ขอให้ กสม.ลงพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การชุมนุมในวันดังกล่าวด้วยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม รวมทั้งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อย่างไรก็ตาม การชุมนุมในระยะหลัง มีข้อน่าห่วงกังวลทั้งในด้านความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความเสี่ยงในด้านสุขภาพอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสม.จึงมีมติมอบหมาย นางปรีดา คงแป้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันดังกล่าว เพื่อติดตามเฝ้าระวังว่า เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกของประชาชนได้รับการคุ้มครองหรือไม่ ผู้ชุมนุมได้ดำเนินการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่ และปฏิบัติการของรัฐในการควบคุมฝูงชนเป็นไปตามหลักสากล หลักความจำเป็นและได้สัดส่วนกับสถานการณ์หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ กสม.ขอยืนยันในบทบาทหน้าที่การสังเกตการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นกลาง เป็นธรรม และรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564&amp;nbsp;คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) พร้อมด้วยกลุ่มแนวร่วมที่เรียกตัวเองว่า &amp;quot;ราษฎร&amp;quot; หรือม็อบ 3 นิ้ว ได้แก่&amp;nbsp;We Volunteer, ศาลายาเพื่อประชาธิปไตย - Coalition of Salaya for Democracy และ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG พร้อมเครือข่าย ได้เข้ายืนหนังสือร้องเรียนถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ทำการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ด้วยการลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้เรียกร้องที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2564 เหมือนดังที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุม ในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรายชื่อเครือข่ายแนบท้ายดังนี้
1. จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์
2. ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล
3. กฤษพล ศิริกิตติกุล
4. ภวัต หิรัณย์ภณ
5. เอกชัย หงส์กังวาน
6. กลุ่ม Supporter Thailand
7. กลุ่มศาลายาเพื่อประชาธิปไตย
8. กลุ่ม We Volunteer
9. กลุ่มมอกะเสด
10. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group &amp;ndash; DRG
11. คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112443</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.), พระบรมมหาราชวัง, ม็อบ7สิงหา, ม็อบบุกวัง, เยาวชนปลดแอก, เสรีภาพชุมนุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d29b2b7492.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม. เสนอเลื่อนขึ้นทะเบียน &#039;ป่าแก่งกระจาน&#039; เป็นมรดกโลก เผยยังไม่แก้ปัญหาชาวบางกลอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.64 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้เผยแพร่เอกสารข่าวซึ่งระบุว่า กสม. ขอให้รัฐบาลชะลอการเสนอขึ้นทะเบียนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก เนื่องจากห่วงปัญหาสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งนี้ตามที่รัฐบาลจะนำเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเพื่อรับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 16 &amp;ndash; 31 กรกฎาคม 2564 นั้น กสม.โดยนางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เสนอให้รัฐบาลชะลอการเสนอขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติออกไปก่อน จนกว่าปัญหาสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยจะคลี่คลาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือดังกล่าว ระบุว่า กสม. เห็นถึงคุณค่าของการขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ อย่างไรก็ตามจากการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชนกรณีกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน รวมทั้งที่ได้เคยตรวจสอบกรณีดังกล่าว กสม. มีข้อเสนอเพื่อพิจารณาในประเด็นดังนี้ 1. คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ได้มีข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน ซึ่งในปัจจุบัน ยังปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหากรณีดังกล่าว อาทิ การโต้แย้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในพื้นที่ดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แม้ภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการจัดสรรพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยที่ถูกย้ายออกจากพื้นที่ดั้งเดิมแล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยยังประสบปัญหาในการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ได้รับการจัดสรรอย่างจำกัด ไม่ครบถ้วน และสภาพดินไม่สามารถทำกินได้อย่างเพียงพอ ต่อมาเมื่อประมาณต้นปี 2564 กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยบางส่วนได้กลับเข้าไปทำกินและอยู่อาศัยในพื้นที่ดั้งเดิม ทำให้ถูกจับกุมและเกิดข้อขัดแย้ง กระทั่งได้มีการแก้ไขปัญหาตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 67/2564 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2564 และมีการตั้งคณะอนุกรรมการ 5 ด้านขึ้นมา เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผลการดำเนินการและข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงซึ่งถูกจับกุมกำลังถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. กสม. ขอเสนอให้รัฐบาลชะลอการเสนอขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติออกไปก่อน จนกว่าปัญหาดังกล่าวจะคลี่คลายและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เมื่อปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว กสม. พร้อมที่จะสนับสนุนการขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยมีลักษณะเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองสิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของตน รวมทั้งมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และหนังสือสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามได้ให้การรับรองไว้&amp;rdquo; ประธาน กสม. กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ดร.จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์ ที่ปรึกษาอาวุโส องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น-IUCN) กล่าวถึงกรณีที่ กสม.ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ชะลอการขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกว่า ดีแล้วที่กสม.ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเรี่องของทุกคนและทุกฝ่ายที่ต้องแสดงความคิดเห็นได้เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพวกเราที่ต้องช่วยกันรักษา เวลาเดียวกันวิถีชีวิตของชุมชนเราก็ต้องเคารพและให้ความสำคัญด้วย เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีหรือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ซึ่งไอยูซีเอ็นให้ความสำคัญเรื่องนี้ การเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งวัฒนธรรมและธรรมชาติ เราให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมากต้องไปด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.จำเนียร กล่าวว่าคณะกรรมการมรดกโลกมี 2 คณะ คือระดับชาติที่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหน่วยประสาน และคณะกรรมการระดับสากลของยูเนสโก โดยในปีนี้ประเทศไทยมีนายสีหศักดิ์ &amp;nbsp;พวงเกตุแก้ว &amp;nbsp;เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ทั้งนี้คณะกรรมการมรดกโลกของประเทศไทยพยายามดำเนินการตามกฎระเบียบที่วางไว้ แต่คณะกรรมการมรดกโลกสากลได้ตั้งคำถามหลายเรื่องที่สำคัญคือคุณภาพชีวิตและดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของชุมชนและการมีส่วนร่วมของภาคี ซึ่งหน่วยงานราชการไทยบอกว่าทำเต็มที่แล้ว แต่ชุมชนบอกว่ายังไม่พอและไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเลย ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเห็นว่า หน่วยงานราชการยังทำไม่พอและต้องทำมากกว่านี้ และปัญหาค้างคาต้องได้รับการแก้ไขด้วย เช่น เรื่องสิทธิในที่ดินทำกินซึ่งรัฐบาลบอกว่าจัดสรรให้ชาวบ้านเพียงพอแล้ว แต่ชาวบ้านบอกยังขาดแคลนอยู่ เช่นเดียวกับเรื่องของสิทธิของชุมชนดั้งเดิมที่เคยอยู่บางกลอยบนก่อนย้ายลงมาด้านล่าง ชาวบ้านบอกว่าถูกบังคับให้ลงมาและกลับไปไม่ได้อีก ยิ่งช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ยิ่งทำให้ชีวิตพวกเขายิ่งลำบากจึงอยากกลับไปอยู่พื้นที่ดั้งเดิมหรืออย่างน้อยก็ได้กลับไปปลูกข้าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปกติไอยูซีเอ็นได้ให้ความคิดเห็นล่วงหน้าไปยังคณะกรรมการมรดกโลกอย่างน้อย 1 เดือน ครั้งนี้เราส่งไปโดยให้ความเห็นให้เลื่อนการพิจารณาออกไป เพราะอยกขอให้เวลากับชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งกรณีที่ชาวบ้านต้องขึ้นศาล เราอยากให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้คลี่คลายกว่านี้ อยากให้เห็นสัญญาณชัดของการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เร่งที่จะเสนอ เราเห็นใจรัฐบาลด้วยเช่นกัน เพราะเขาพยายามเต็มที่แต่มีข้อจำกัด&amp;rdquo; ดร.จำเนียร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอกลุ่มป่าแก่งกระจานขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้มีความสำคัญกับประเทศไทยแค่ไหน ดร.จำเนียรกล่าวว่า เห็นด้วยว่าแก่งกระจานมีความหลากหลายชีพภาพมากจริงๆ เมื่อเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นควรขึ้นทะเบียนมรดกโลกและควรได้รับการอนุรักษ์อย่างจริงจริงเพื่อเป็นเครื่องมือรักษาไว้ซึ่งความหลากหลาย โดยชุมชนมีส่วนร่วมรักษาความหลากหลายและการออกแบบการมีส่วนร่วมโดยต้องเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย แต่ครั้งนี้ตัวแปรของการมีส่วนร่วมไม่ได้มีการหารือกันอย่างจริงจริง รัฐบาลบอกว่าชาวบ้านได้เซ็นชื่อและได้หารือแล้ว แต่ชาวบ้านบอกว่ายังไม่รู้เรื่องเลยว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร หรือเขาจะได้รับผลจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างไร ถ้าเราได้ฟังกันหน่อยก็จะดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าหากรัฐบาลถอนตัวจากการขอขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกและลาออกจากสมาชิกไอยูซีเอ็น จะมีผลอย่างไรหรือไม่ ดร.จำเนียรกล่าวว่า ไม่ดีกับทุกฝ่ายเพราะสังคมโลกกำลังมองอยู่ โดยไอยูซีเอ็นเป็นองค์กรกลางที่จะได้มาซึ่งมรดกโลกอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ตนพูดเสมอว่าไอยูซีเอ็นไม่ใช่เซลล์แมน ดังนั้นการได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกต้องมีศักดิ์ศรีซึ่งหมายถึงความภูมิใจของทุกฝ่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พวกเราพยายามเป็นกลางบนข้อเท็จจริงมากสุด พวกเราไม่เข้าข้างใคร พิจารณาตามไปตามข้อเท็จจริง บางเรื่องที่ไอยูซีเอ็นใหญ่ถามมาก็ตอบไป แต่บางครั้งเขาก็มีคณะทำงานต่างหาก เขาไปสืบข้อเท็จจริงหรือฟังหน่วยงานต่างๆ เอง ไอยูซีเอ็นทำงานมา 74 ปีและเป็นองค์กรใหญ่ที่ฟังเสียงจากทุกฝ่าย เรามี 80 ประเทศ เราให้ความสำคัญมากเรื่องฟังเสียงของสมาชิก&amp;rdquo; ดร.จำเนียร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกัน คณะรัฐมนตรีองค์ได้พิจารณาเห็นชอบตามข้อเสนอของ ทส.ในเรื่ององค์ประกอบและท่าทีของราชอาณาจักรไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 44 โดยมีเนื้อหาว่า การขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน หากคณะผู้แทนไทยเห็นว่า(ร่าง) ข้อมติไม่มีผลดีต่อไทยในการนำเสนอพื้นที่ฯ เป็นแหล่งมรดกโลก เห็นชอบให้คณะผู้แทนไทย ชี้แจงทำความเข้าใจและโน้มน้าว คณะกรรมการมรดกโลก องค์กรที่ปรึกษา และศูนย์มรดกโลก เกี่ยวกับสถานการณ์ และวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน และสนับสนุนราชอาณาจักรไทยในการผลักดันการขึ้นทะเบียนพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก รวมทั้ง ขอปรับแก้ (ร่าง) ข้อมติที่จะส่งผลต่อผลการดำเนินงานในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 44 ประกอบด้วย 1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นที่ปรึกษา 2. นายสีหศักดิ์ พวงเหตุแก้ว ทำหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการมรดกโลกและหัวหน้าคณะผู้แทนไทย 3. ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในการดำรงตำแหน่งกรรมการมรดกโลก วาระปี พ.ศ. 2562 &amp;ndash; 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109597</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, จังหวัดเพชรบุรี, บางกลอย, มรดกโลก, แก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed93e81eab4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 20:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 20:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.ร่อนแถลงการณ์ ข้อห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค. 64&amp;nbsp;- คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่อง &amp;quot;ข้อห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;(Covid-19) ระลอกใหม่&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้&amp;nbsp;ตามที่ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ ทำให้มีผู้ติดเชื้อ ผู้เจ็บป่วย และผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนที่จะได้รับบริการสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 47 และมาตรา 55 อันเป็นสิทธิที่สอดคล้องตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights: ICESCR) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสม. ได้ติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19ระลอกใหม่อย่างต่อเนื่อง และเห็นว่ารัฐบาลได้มีความพยายามในการแก้ไขทั้งการดูแลรักษาและการป้องกันโรคมาโดยตลอด ประกอบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) &amp;nbsp;และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้ประกาศหลักการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในการเข้าถึง จัดสรรและจัดลำดับความสำคัญของการฉีดวัคซีนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศไว้ ดังนั้น กสม. จึงขอเสนอแนะรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ควรพิจารณาดำเนินการในช่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รัฐบาล หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการและประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 เช่น ความจำเป็นและประโยชน์ในการฉีดวัคซีน ชนิดของวัคซีน ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งมีมาตรการป้องกันข้อมูลที่สร้างความสับสน และตื่นตระหนก ตลอดจนเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนไปสู่ประชาชนทุกกลุ่มทุกพื้นที่โดยเร็ว อย่างเท่าเทียม และไม่ละเลยกลุ่มคนเปราะบางที่อาจเข้าถึงวัคซีนได้ไม่สะดวก อาทิ ผู้ต้องขัง ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งพำนักในไทย และผู้ยากไร้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ประชาชนควรให้ความร่วมมือเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) อันเป็นการช่วยเหลือสังคมส่วนรวมให้ปลอดภัยและเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สังคมสามารถฝ่าวิกฤติการระบาดของโรค และขอให้เชื่อมั่นในระบบการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. รัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนที่เข้าไม่ถึงมาตรการที่ผ่านมาสามารถดำรงชีพตามมาตรฐานขั้นต่ำ เช่น กลุ่มบุคคลที่ถูกเลิกจ้าง กลุ่มคนว่างงาน กลุ่มที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ รวมถึงกลุ่มผู้ยากไร้ที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเข้าถึงมาตรการเยียวยาของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กสม. ขอชื่นชมทุกภาคส่วนโดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ได้เสียสละอุทิศตนร่วมกันป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคอย่างเต็มกำลัง และขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็ง สามารถก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102717</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, วัคซีนโควิด, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e785eff9d502.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิ เพิ่งตื่น!ออกแถลงการณ์ประณามคนร้ายไล่ยิงรถขนสินค้าระหว่างทางในพื้นที่อำเภอสายบุรี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.64 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอประณามเหตุคนร้ายไล่ยิงรถขนสินค้าระหว่างทางในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และเผาทำลายรถยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ได้เกิดเหตุคนร้าย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์และใช้อาวุธสงครามประกบยิงใส่รถยนต์กระบะขนส่งสินค้าที่เดินทางมาจากจังหวัดสงขลามุ่งหน้าสู่จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ก่อนจุดไฟเผาทำลายรถยนต์จนเกิดเพลิงไหม้ทั้งคัน โดยเหตุเกิดบริเวณถนนหมายเลข 42 ตำบลละหาร อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 24 เมษายน 2564 ซึ่งต่อมาโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มแนวร่วมขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต และขอประณามการกระทำของผู้ก่อเหตุความรุนแรง อันเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม ละเมิดต่อกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นหลักสากลที่ต้องยึดถือ จึงขอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ขอให้หน่วยงานความมั่นคงได้เร่งติดตามสืบสวนสอบสวนนำผู้กระทำความผิด ผู้สนับสนุนหรือผู้บงการมาลงโทษตามขั้นตอนของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว รวมทั้งเพิ่มมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินทางสัญจรและใช้ชีวิตประจำวันให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พิจารณาให้ความช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายแก่ครอบครัวหรือญาติของผู้เสียชีวิตเป็นการเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ประชาชน องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาสังคม ควรให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้กระทำความผิดเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสม. มีความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ จึงขอให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น และเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนในการดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปรกติสุขกลับคืนมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100926</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ไฟใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087e41d4b2d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
