<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 18:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 18:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ถกบอร์ดบีโอไอ เร่งเดินหน้าส่งเสริมลงทุน จะหยุดรอโควิดไม่ได้ ชี้เร็วกว่าได้เปรียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ผ่านระบบ VDO Conference ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายต่อที่ประชุมว่า ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุน การผลิต ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทยจะต้องศึกษาทั้งภายในประเทศ ในอาเซียน และบริบทต่าง ๆ ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยช่วงที่ผ่านมาแนวทางการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการลงทุนเริ่มมีข้อจำกัดมากยิ่งขึ้น เพราะกฎระเบียบของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จากกลุ่มประเทศ G7 ที่ได้จัดทำข้อตกลงการปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีโลก ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการลดการใช้มาตรการภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และบริษัทข้ามชาติมาชำระภาษีในประเทศที่เข้าไปประกอบธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจะลดความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศที่กำลังพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น บีโอไอจำเป็นต้องปฏิรูปแนวทางดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับการกำหนดมาตรการการส่งเสริมการลงทุนของไทย ให้ทันสมัยกับสภาพแวดล้อมในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งระดับอุตสาหกรรมและกลุ่มบริษัทเป้าหมาย ที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายสำคัญของรัฐบาล เช่น อุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 อุตสาหกรรม อุตสาหกรรม BCG และ EEC รวมทั้งต้องมีการกำหนดมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีเข้ามาเพิ่มเติม โดยนายกรัฐมนตรีเห็นควรให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าว ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อทำหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กำหนดกรอบทิศทางการพัฒนา และปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไป เน้นลงเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม
2. ประเมินความคุ้มค่าของผลประโยชน์ที่ได้รับ กับภาษีที่รัฐต้องสูญเสีย เหมือนกับการปรับอัตราภาษีอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังฯ
3. กำหนดเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย และ KPI ที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถคงประสิทธิภาพของมาตรการส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. จัดทำข้อเสนอมาตรการคู่ขนาน มาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดการผลักดันอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปรึกษาหารือกันให้ได้ข้อสรุป ว่าจะเดินหน้าอย่างไร เพราะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นช่วงเวลาของการได้เปรียบเสียเปรียบกันทั้งสิ้น ใครที่ทำได้เร็วกว่า ทำได้ดีกว่า ก็จะเป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งคาดหวังให้ประเทศไทย ต้องเดินหน้าในเรื่องนี้ จะหยุดหรือรอโควิดไม่ได้ โดยจะต้องเตรียมการสร้างการรับรู้ เพราะจะเกี่ยวข้องกับการทำประชาพิจารณ์ต่าง ๆ ด้วย ซึ่งนักลงทุนในประเทศ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ จะต้องร่วมกันหาวิธีการให้ได้ จะต้องวางผังประเทศไทยใหม่ว่าจะให้เป็นไปในทิศทางใด หาแนวทางให้หลุดพ้นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ให้ไปสู่การพัฒนาที่สูง และสูงสุดในอนาคต ซึ่งจะต้องทำเพื่อวันนี้และเพื่ออนาคต ต้องหาวิธีการที่จะปลดล็อกต่าง ๆ หากจำเป็นต้องแก้ไขข้อกฎหมายต่าง ๆ ก็ต้องปรับเท่าที่จำเป็น โดยหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องและได้ผลสรุปในสิ่งที่จะต้องเดินต่อไปในวันข้างหน้า เพื่อยกระดับประเทศด้วยมาตรการการแข่งขัน ด้วยมาตรการสร้างอาชีพสร้างรายได้ เพิ่ม GDP ประเทศ ทั้งหมดคือหลักการ จะอยู่อย่างเดิมไม่ได้ ที่สำคัญคืออย่าติดกับดักของประเทศตัวเอง และต้องทำความเข้าใจกับประชาชนและสังคมด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการมีหลักคิด มีแนวคิดที่ไม่ใช่ความขัดแย้ง เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ เห็นชอบการปรับปรุงมาตรการและประเภทกิจการการส่งเสริมการลงทุนในหลายมาตรการเพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้ ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives) เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในหลายประเด็น ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) กรณีที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของยอดขายรวม 3 ปีแรก หรือไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท นอกจากจะได้จำนวนปียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 5 ปี ตามขนาดการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังไม่กำหนดเพดานการยกเว้นภาษีเงินได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ยังเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่า สำหรับกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มในการฝึกอบรม หรือฝึกการทำงานเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) กรณีที่เงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เข้าข่าย เช่น วิจัยพัฒนา ฝึกอบรม ออกแบบ และพัฒนา Supplier ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็ยังจะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำของอิเล็กทรอนิกส์ บีโอไอได้ปรับปรุงการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตเวเฟอร์ที่ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี นอกจากนี้ เพื่อเร่งดึงการลงทุนจากต่างประเทศรายใหม่และสนับสนุนการขยายฐานการผลิตของรายเดิมในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หรืออุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มไปสู่รุ่นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตและเงินลงทุนสูง และเป็นสายการผลิตแบบอัตโนมัติ จึงได้ปรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็น 8 ปี ทั้งนี้ จะต้องมีการลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 1,500 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนอุตสาหกรรม PCBA ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็ได้ปรับสิทธิประโยชน์สำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรับปรุงประเภทกิจการ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อุตสาหกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการให้การส่งเสริมฯ มุ่งให้เกิดการสร้างบุคลากรไทยด้านไอที และสร้างให้เกิดกระบวนการพัฒนาในประเทศ บีโอไอจึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของประเภทกิจการซอฟต์แวร์ กิจการให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลและกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ โดยยุบรวมประเภทกิจการให้เหลือเพียง 1 ประเภท ได้แก่ กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล หรือดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการให้การส่งเสริมฯ และตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่มีความหลากหลาย อีกทั้งยังเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องจ้างงานและพัฒนาบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) หรือได้รับใบรับรองมาตรฐานด้านไอที (CMMI ระดับ 2) ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้ประกอบการสามารถพัฒนาและให้บริการในระดับนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอยังได้ยกระดับการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยเพิ่มประเภทกิจการกลุ่มบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Packaging) ซึ่งเป็นการนำบรรจุภัณฑ์ทั่วไปมาพัฒนาต่อยอดกับเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เช่น ช่วยรักษาคุณภาพอาหาร ยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ การบ่งชี้คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ภายในบรรจุภัณฑ์ หรือมีระบบที่สามารถตรวจติดตาม บันทึก สืบค้น สภาวะของผลิตภัณฑ์ในภาชนะบรรจุ เป็นต้น โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในอนาคตตามแนวคิด BCG และรองรับเทคโนโลยีใหม่ บีโอไอได้ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ในกลุ่มวัตถุดิบสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลเกรดพิเศษ คอมพาวด์พลาสติกชนิดพิเศษ รวมถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่อง โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล 5-8 ปี อีกทั้งยังขยายให้ครอบคลุมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ และบรรจุภัณฑ์กระดาษ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บีโอไอได้ปรับเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) โดยเพิ่มขอบข่ายให้ครอบคลุมการให้กู้ยืมเงินแก่วิสาหกิจในเครือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ให้เกิดความคล่องตัวในการให้บริการแก่วิสาหกิจในเครือทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศในการให้บริการแก่วิสาหกิจในเครือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บอร์ดบีโอไอยังได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่รวมเกือบ 50,000 ล้านบาท หนุนกิจการสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานในการผลิตไฟฟ้า การขนส่งก๊าซทางท่อ สร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108200</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, บีโอไอ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc588037e42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92575</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บอร์ดบีโอไอ’เคาะส่งเสริมลงทุนโครงการศูนย์ขนส่งชายแดนนครพนม846 ล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.2564 - &amp;nbsp;ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยมีวาระการพิจารณาการขออนุมัติในหลักการส่งเสริมการลงทุนแก่เอกชนผู้ร่วมลงทุน โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม ของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติในหลักการให้การส่งเสริมแก่เอกชนที่จะร่วมลงทุนโครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนมของกรมการขนส่งทางบก ใน 3 ประเภทกิจการ ได้แก่ 1.กิจการสถานที่ตรวจปล่อยและบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการส่งออก หรือโรงพักสินค้าเพื่อตรวจปล่อยของขาเข้าและบรรจุของขาออกที่ขนส่งโดยระบบคอนเทนเนอร์นอกเขตท่าเทียบเรือ (รพท.) (Inland Container Depot : ICD) 2.กิจการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย (Distribution Center : DC) และ 3.กิจการพัฒนาอาคารสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและ/หรือคลังสินค้า ซึ่งเอกชนที่จะเข้าร่วมทุนกับกรมการขนส่งทางบกในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 มีสิทธิ์ที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามเงื่อนไขของแต่ละกิจการตามที่ BOI กำหนด อาทิ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และการได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยพื้นที่โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เอกชนมีสิทธิที่จะขอรับการยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมสูงสุดถึง 13 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เอกชนมีความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนภายในโครงการมากยิ่งขึ้น โดยกรมการขนส่งทางบกจะได้กำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ไว้ในประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม จัดเป็นหนึ่งในโครงการตามแผนการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) ของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตั้งอยู่ที่ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม บนเนื้อที่กว่า 121 ไร่ ซึ่งจะทำหน้าที่รองรับการขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างประเทศบนเส้นทางสาย R12 เชื่อมต่อการขนส่งระหว่างไทย - สปป.ลาว - เวียดนาม - จีนตอนใต้ ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) รวมถึงรองรับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) ระหว่างทางถนนกับทางราง ผ่านแนวการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่-นครพนม ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในอนาคตอีกด้วย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดนครพนมและจังหวัดใกล้เคียง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้เน้นย้ำให้กรมการขนส่งทางบก เร่งรัดดำเนินโครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนมให้เป็นไปตามแผนและดำเนินการตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน โดยปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างกระบวนการเวนคืนที่ดิน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ในส่วนของกระบวนการ PPP คาดการณ์ว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมลงทุนได้ในเดือนเมษายน 2564 และลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนได้ในช่วงปลายปี 2564 ก่อนเริ่มกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งมีวงเงินลงทุนกว่า 846 ล้านบาทต่อไป ซึ่งจะใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี และมีแผนเปิดให้บริการในปี 2568 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อีกทั้งช่วยอำนวยประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เชิงบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92575</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, บีโอไอ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201123/image_big_5fbb9f8cf0469.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65186</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประยุทธ์&#039;ซุ่มเงียบออกประกาศบีโอไอให้พื้นที่ทุกจังหวัด!เป็นเขตส่งเสริมการลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.2563 &amp;ndash; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 3/2563 เรื่อง มาตรการกระตุ้นการลงทุน ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนพิเศษ 107 ง และมีผลบังคับใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาของประกาศดังกล่าวระบุว่า อนุสนธิประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2557 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2557 เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน เพื่อกระตุ้นให้โครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายมีการลงทุนในประเทศโดยเร็ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 มาตรา 18 มาตรา 31 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงออกประกาศ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 4/2562 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2562 เรื่อง มาตรการเร่งรัดการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 2 กำหนดให้พื้นที่ทุกจังหวัดเป็นเขตส่งเสริมการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 3 เงื่อนไข 3.1 ต้องเป็นกิจการในกลุ่ม A1 A2 และ A3 ยกเว้นกิจการที่ไม่มีที่ตั้งสถานประกอบการ เช่น กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการขนส่งทางเรือ เป็นต้น และประเภทกิจการ 2.17,6.15, 6.16, 6.17 และ 7.24 ที่ตั้งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.2 ต้องเป็นโครงการที่ได้รับสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนต่าง ๆ รวมกันแล้วไม่เกิน 8 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.3 ต้องมีเงินลงทุน โดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ดังนี้ (1) ต้องมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 หรือ (2) ต้องมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.4 จะไม่อนุญาตให้ขยายเวลาการนาเข้าเครื่องจักร ทั้งนี้ จะพิจารณาขยายเวลาเปิดดำเนินการตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 4 กำหนดให้โครงการที่ดำเนินการตามเงื่อนไขในข้อ 3 ได้รับสิทธิและประโยชน์การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่กำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 5 ประกาศฉบับนี้ใช้กับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 ถึงวันทำการสุดท้ายของปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 6 การขอรับสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามมาตรการกระตุ้นการลงทุนฉบับนี้ จะต้องยื่นหลักฐานการลงทุนจริงตามแบบที่สำนักงานกำหนดภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65186</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, จังหวัด, นายกรัฐมนตรี, บีโอไอ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระดมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขเสริมความเชื่อมั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลจะต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ อันเนื่องมาจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ยังยืดเยื้อและไม่มีท่าทีว่าจะยุติ กดดันรัฐบาลเร่งหลายมาตรการกระตุ้นความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุน หวังทุกฝ่ายเล่นในเกม นำพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจในปีนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่งสัญญาณว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2562 ที่ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะไม่เติบโตอย่างที่คาด เพราะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยังมีความกังวลว่า กำลังซื้อในประเทศจะหดตัวทั่วทั้งประเทศ เห็นได้จากยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย และยอดการผลิตที่ปรับลดลงไปในทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรียังเชื่อว่าแม้เศรษฐกิจในปีนี้ของไทยจะมีปัญหา แต่ก็จะเติบโตได้ในระดับ 3.5% โดยในเดือนกันยายน กระทรวงต่างๆ มีการระดมหลายมาตรการออกมาทั้งในระดับที่เป็นการสร้างบรรยากาศให้นักลงทุน ทั้งกลุ่มที่ลงทุนในประเทศอยู่แล้ว และนักลงทุนที่กำลังจะย้ายฐานการผลิตเข้ามาใหม่ให้มีความมั่นใจ และมาตรการที่เป็นการกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นได้จาก ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล วงเงินลงทุนรวม 1,947 ล้านล้านบาท ให้มีความคืบหน้าและเกิดการลงทุนให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยฉวยโอกาสช่วงที่เงินบาทแข็งค่า นำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักรเข้ามาลงทุนในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่การกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ กระทรวงการคลังก็ออกมาตรการ &amp;ldquo;ชิมช้อปใช้&amp;rdquo; เชิญชวนให้ประชาชนลงทะเบียนในระบบเพื่อรับเงิน 1,000 บาท ออกไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดนอกพื้นที่ที่ระบุตามบัตรประชาชน ตั้งเป้าผู้ร่วมโครงการ 10 ล้านราย หวังให้เกิดการกระจายเงินทุนหมุนเวียนในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เริ่มให้มีการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. จนถึงขณะนี้ก็พบว่าได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก และยังเปิดให้มีการลงทะเบียนต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 พ.ย.2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีการสั่งการให้สำนักบีโอไอจัดทำโปรแกรมดึงดูดให้ภาคเอกชนนำเงินกองทุนวงเงิน 10,000 ล้านบาทออกไปใช้ประโยชน์ ตามเป้าหมายของ พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในส่วนของกระทรวงพลังงาน ก็มีความพยายามที่จะผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยส่งเสริมให้มีการใช้ศักยภาพเชื้อเพลิงในพื้นที่ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้และขายให้กับรัฐ ที่ประเมินกันเบื้องต้นว่าจะมีเม็ดเงินลงไปลงทุนในชุมชนกว่าแสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมไปถึงโจทย์ใหญ่ที่คนในวงการให้ความสนใจ และเกี่ยวข้องกับการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ คือ&amp;nbsp; เรื่องของการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าผู้รับสัมปทานจะยื่นฟ้องต่ออนุญาโตตุลาการ ก็ถูกปลดล็อก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ซึ่งตั้งคณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเจรจาเพื่อหาข้อยุติ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี รวมทั้งการเดินหน้าเจรจายุติปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประเมินว่าจะมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมจำนวนมากใช้ต่อไปได้อีกหลายสิบปี ที่หากสำเร็จจะช่วยพลิกฟื้นระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ระงับยื่นอนุญาโตตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางผู้รับสัมปทานต่างชาติได้ระงับกระบวนการยื่นฟ้องอนุญาโตตุลาการแล้ว และเมื่อปลายเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา และได้จัดทำแผนงานการรื้อถอนประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนมาให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพิจารณาใหม่ เท่ากับว่าเป็นการยกเลิกการวางหลักประกันค่ารื้อถอนแท่นปิโตรเลียมเต็มจำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่ายและหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม พ.ศ.2559 ข้อ 11 ได้เปิดช่องให้ผู้รับสัมปทานเสนอการประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่คลาดเคลื่อน หรืออธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีอำนาจสั่งให้ผู้รับสัมปทานแก้ไข เปลี่ยน แปลง หรือส่งให้อธิบดี พิจารณาการแก้ไขให้แล้วเสร็จ และแจ้งผู้รับสัมปทานทราบภายใน 180 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการพิจารณาหรือเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น&amp;nbsp; ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องหารือกับผู้รับสัมปทานทั้ง 3 ราย ให้ได้ข้อยุติภายในเดือนมีนาคม 2563 และหลังจากนั้นจะแจ้งผลการพิจารณา รวมทั้งมูลค่าหลักประกันที่ต้องวางให้ผู้รับสัมปทานทราบภายใน 120 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นัดสรุป มี.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม กล่าวว่า ขณะนี้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังเร่งเจรจาด้านกฎหมายและแผนดำเนินการรื้อถอน กับบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด, บริษัท โททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด และบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซพลอเรชั่น จำกัด (โมเอโกะ) ซึ่งร่วมถือหุ้นในแหล่งเอราวัณ โดยทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่า การดำเนินการจะไม่กระทบต่อการส่งมอบพื้นที่ซึ่งรายใหม่จะเข้ามาดำเนินกิจการหลังหมดอายุสัมปทานของกลุ่มเชฟรอนในปี 2565-2566&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับข้อพิพาทเรื่องค่าใช้จ่ายรื้อถอนแท่นปิโตเลียมแหล่งเอราวัณในอ่าวไทยที่ให้เชฟรอนรับผิดชอบนั้น ก่อนหน้านี้เชฟรอนระงับการฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการชั่วคราวแล้ว คาดว่าการเจรจาจะใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน หรือไม่เกินกลางเดือนมีนาคม 2563 นับจากเชฟรอนส่งหนังสือไม่เห็นด้วยกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรณีส่งหนังสือถึงผู้ถือหุ้น แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช วางหลักประกันการรื้อถอน ซึ่งประมาณการใช้จ่ายรื้อถอน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมูลค่าหลักแสนล้านบาท โดยเชฟรอนส่งหนังสือมาช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงเริ่มเวลาเจรจาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีเวลาหารือรายละเอียดที่เหมาะสม ยอมรับทั้งสองฝ่าย แนวทางพิจารณามีหลายทางเลือก อาทิ จ่ายทั้งหมด จ่ายบางส่วน โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงการใช้ประโยชน์แท่น และตามกฎหมาย และหลังครบกำหนดกรมฯ จะส่งหนังสือถึงเชฟรอน โททาล และโมเอโกะ ให้มาวางหลักประกันการรื้อถอนภายใน 120 วัน หรือภายในกรกฎาคม 2563 สุดท้ายหากตกลงกันไม่ได้จนมีการฟ้องร้องอาจจะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ แต่เชื่อมั่นว่าในการพิจารณาข้อมูลรอบใหม่จะตกลงเป็นที่ยอมรับกันได้ โดยภาครัฐพร้อมรับฟังข้อมูล บนพื้นฐานหลักการของกฎหมาย&amp;rdquo;นายกุลิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม คงต้องมาลุ้นกันว่า ผลการเจรจาจะออกมาทางไหน ก็ได้แต่หวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะยอมปลดล็อกเงื่อนไขของตัวเอง ถอนกันคนละก้าว เพื่อให้การผลิตปิโตรเลียมเดินหน้าอย่างราบรื่น ไม่หยุดชะงัก&amp;nbsp; เพราะปิโตรเลียมก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน ถ้าโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เชื่อว่าการลงทุนจากต่างชาติก็คงต้องหลั่งไหลเข้ามาแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47834</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da06fa4d546e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอปลื้มยอดขอส่งเสริมQ1/62โต12%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บีโอไอเผยยอดขอส่งเสริมการลงทุน Q1/62 รวม 387 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12% มูลค่ารวมทะลุ 1.28 แสนล้านบาท ปลื้มการลงทุนจากของต่างชาติมีมูลค่าเพิ่มกว่า 253% ชี้ญี่ปุ่นคงอันดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.2562- นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงสถิติขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 (ม.ค. &amp;ndash; มีนาคม 2562) ว่า มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 387 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12% มูลค่าเงินลงทุนรวม 128,903 ล้านบาท โดยอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวน 199 โครงการ คิดเป็น 51% ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด โดยมีมูลค่า 58,803 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเภทกิจกรรมที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่ กิจการบริการและสาธารณูปโภคจำนวน 129 โครงการ คิดเป็น 33% ของจำนวนโครงการทั้งหมด เงินลงทุนรวม 46,888 ล้านบาท กิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 81 โครงการ เงินลงทุนรวม 22,259 &amp;nbsp;ล้านบาท กิจการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง จำนวน 65 โครงการ เงินลงทุนรวม 15,258 ล้านบาท และกิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 52 โครงการ เงินลงทุนรวม 7,365 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ กล่าวว่าการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ มีจำนวน 245 โครงการ เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนอยู่ที่ 84,104 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 253% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ญี่ปุ่น จำนวน 55 โครงการ เงินลงทุน 26,845 ล้านบาท อันดับ 2 &amp;nbsp;จีน จำนวน 38 โครงการ เงินลงทุน 9,072 ล้านบาท และอันดับ 3 สิงคโปร์ จำนวน 29 โครงการ มูลค่า 5,447 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากพิจารณาในด้านโครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็น 29% ของโครงการจากต่างชาติทั้งหมด แต่หากพิจารณาในด้านมูลค่าการลงทุน ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดแร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน คิดเป็น 30% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ขณะที่นักลงทุนรายใหม่ยังคงให้ความสนใจยื่นขอรับการส่งเสริม โดยมีโครงการลงทุนใหม่จำนวน 208 โครงการ คิดเป็น 54% ของจำนวนคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวม 39,170 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 30% ของเงินลงทุนทั้งหมด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35737</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ส่งเสริมลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1f1c285083.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2019 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอโว&#039;ซับคอน&#039;หนุนจับคู่8พันธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอเผยมหกรรมอินเตอร์แมค-ซับคอนไทยแลนด์ 2019 คาดจับคู่ธุรกิจ 8,000 คู่ ปั๊มเงินสะพัดภายในงาน 1.4 หมื่นล้านบาท ดันไทยศูนย์กลางการจัดซื้อชิ้นส่วนอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 พ.ค. 62- นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานอินเตอร์แมค-ซับคอนไทยแลนด์ 2019 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 พ.ค.2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ว่าปีนี้การจัดงานซับคอนไทยแลนด์คู่ขนานกับงานอินเตอร์แมคที่รวบรวมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำมาไว้ในงานเดียวกันครั้งยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาค เป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรม และเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ ได้มีโอกาสจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายใหญ่หรือผู้ซื้อ สร้างโอกาสการต่อยอดธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทผู้ซื้อจากทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คาดการจัดงานครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 25,000 คน มีมูลค่าการซื้อขายชิ้นส่วนไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท และเกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 8,000 คู่ จากบริษัทผู้ซื้อ 30 ประเทศทั่วโลกจำนวน 400 บริษัท ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบีโอไอ ต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน และอเมริกา โดยเฉพาะสำนักงาน บีโอไอ ณ กรุงปารีส ได้นำบริษัทผู้ซื้อรายใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานจากทั่วโลกจำนวน 34 บริษัทมาเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย&amp;quot;นางสาวดวงใจ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35421</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, อินเตอร์แมค-ซับคอนไทยแลนด์, อุตสาหกรรม, ไบเทค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3e86c22f16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2019 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2019 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BOIชี้ซับคอนหนุนจับคู่ธุรกิจเงินสะพัด1.4หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอ ชูงานแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยิ่งใหญ่ คาดจับคู่ธุรกิจ 8,000 คู่ คาดเงินสะพัดกว่า 14,000 ล้านบาท ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการจัดซื้อชิ้นส่วนอุตสาหกรรมของภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวบงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าบีโอไอร่วมกับสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานซับคอนไทยแลนด์ 2019 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 13 เพื่อสนับสนุนการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 พ.ค.2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา คาดจะมีคนเข้าร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 45,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยงานซับคอนไทยแลนด์ปีนี้ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจกว่า 8,000 คู่ และคาดว่าจะเกิดธุรกรรมทางธุรกิจมูลค่า ไม่น้อยกว่า 14,000 ล้านบาท จากงานซับคอนไทยแลนด์ปีที่ผ่านมาจับคู่ธุรกิจได้ถึง 7,211 คู่ ก่อให้เกิดธุรกรรมกว่า 12,706 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะมียอดผู้ซื้อจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าร่วมเพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมการบินชั้นนำกว่า 40 ราย ยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติจากผลของการเชิญชวนนักลงทุนของบีโอไอทั้งในและต่างประเทศทั้ง 14 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปีนี้ประเทศไทยตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการจัดซื้อชิ้นส่วนอุตสาหกรรมของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเบื้องต้นมีผู้ซื้อจากกว่า 400 บริษัท 30 ประเทศเข้าร่วมงาน ทั้งยังมีการจัดแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ 15 ราย ทั้งจาก​สหรัฐ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี ออสเตรีย สวีเดน เกาหลี เนเธอร์แลนด์ จีน อินเดีย&amp;rdquo; นางสาวบงกช กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34201</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ซับคอนไทยแลนด์ 2019, บงกช อนุโรจน์, บีโอไอ, ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย), สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190422/image_big_5cbd8a26b1d74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
