<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2019 07:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2019 07:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอิสระเสนอขยาย&quot;สช&quot;ให้ใหญ่ขึ้นจะได้หนุนรร.เอกชนได้เต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2พ.ค.บอร์ด อิสระฯ เสนอ ปรับ บทบาท สช. ให้บทบาทกว้างและใหญ่ขึ้น เพื่อสนับสนุนส่งเสริม รร.เอกชน ที่มีส่วนช่วบจัดการศึกษา 20% &amp;nbsp;พร้อมจัดทำข้อเสนอ คัดร.ร.ขนาดเล็ก&amp;nbsp; 1พันแห่ง ให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นวัตกรรม เชื่อเป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำ

นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ได้พิจารณาสรุปบทบาทของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา พร้อมข้อเสนอเพื่อนำประกอบในรายงานของคณะกรรมการอิสระฯ เพื่อที่จะนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อที่จะให้แสดงความสำคัญและบทบาทของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา เพราะจากข้อมูลพบว่าเอกชนเข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสัดส่วน และมีรูปแบบในการจัดการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาทางเลือก การศึกษาที่ไม่มุ่งคุณวุฒิ ซึ่งภาคเอกชนมีความคล่องตัวในการจัดการศึกษา ลงทุนน้อยกว่าและบางส่วนมีคุณภาพดี ที่สำคัญสามารถพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าภาครัฐที่ปรับตัวได้ช้า คณะกรรมการอิสระฯ จึงจะมีข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการของภาคเอกชนต่อรัฐบาล เช่น การปรับเปลี่ยนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่มองว่ายังเล็กและแคบไปไม่สามารถดูแลได้ครอบคลุม จำเป็นต้องปรับเพื่อให้สามารถสนับสนุนส่งเสริม และกำกับดูแลได้ตามความหลากหลายและแตกต่างตามสภาพ

นพ.จรัส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 15,000 โรง จากโรงเรียนทั้งสิ้น 33,000 โรง และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเด็กเกิดน้อยลง การคมนาคมดีขึ้นเด็กสามารถไปเรียนโรงเรียนใหญ่ที่มีคุณภาพ ซึ่งปัญหาทั้งคุณภาพและความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นในโรงเรียนขนาดเล็กเป็นหลัก ซึ่งธนาคารโลกก็ระบุว่า ประเทศไทยลงทุนในโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นต่ำจำเป็นต้องแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการอิสระฯ ได้พิจารณาข้อดีของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีโอกาสจะพัฒนาให้มีคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีกฏเกณฑ์หลายอย่างที่เป็นอุปสรรค ดังนั้นที่ประชุมจึงมีข้อเสนอในการจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อให้มีคุณภาพกว่า 10 ข้อ เช่น การปรับเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้เพียงพอและเหมาะสมกับพื้นที่ ปรับแก้เกณฑ์จำนวนครูต่อนักเรียนให้เหมาะสม ทั้งยังต้องให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะชุมชนเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือ เป็นต้น

&amp;ldquo;รูปแบบที่จะนำเสนอคือ จะให้โรงเรียนขนาดเล็กประมาณ 1,000 โรง มาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นวัตกรรมเพื่อทำการพัฒนาทดลอง โดยคัดเลือกจำนวน 1 ใน 4 ของโรงเรียนในที่ห่างไกลและบนเกาะ และ 1 ใน 10 ของโรงเรียนที่เหลือ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมและคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมจังหวัด ที่จะคัดเลือกโรงเรียนให้ได้รับการพัฒนาสนับสนุนเป็นพิเศษ เพื่อเป็นตัวอย่างในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก&amp;rdquo;ประธาน คกก.อิสระฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34909</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คสช, #รร.เอกชน, คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, จรัส  สุวรรณเวลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190501/image_big_5cc93e8a0abe5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอจรัส&quot;ยันพ.ร.บ.การศึกษาชาติยกย่อง ความเป็น&quot;ครู&quot;ไม่ใช่การบริหาร และ&quot;ครูใหญ่&quot;ไม่ได้เล็กกว่าผอ. .</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
.
23เม.ย.62- นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวถึงกรณีกลุ่มครูออกมาคัดค้านการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ ออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การศึกษาแห่งชาติ เพราะยังมีข้อบกพร่องและมีผลกระทบโดยตรงต่อบุคลากรทางการศึกษา ว่ากฎหมายต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับเป็น พ.ร.ก.ได้มีการรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว และแม้จะออกมาคัดค้าน กอปศ.ก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะได้เสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา รวมถึงผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลไปแล้ว สำหรับความคิดเห็นที่แตกต่างก็ยินดีรับฟัง และคิดว่าอาจเกิดจากความไม่เข้าใจ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ให้ความสำคัญและยกย่องความเป็นครูไม่ใช่ยกย่องเรื่องการบริหาร ที่ผ่านมาสังคมมีความเปลี่ยนแปลงจากครู เป็นครูใหญ่มาเป็นผู้อำนวยการ เป็นการให้ความสำคัญกับการบริหารสมัยใหม่ เช่นเดียวกับสังคมภายนอก ที่เน้นการบริหารเงิน บริหารคน โดยไม่ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส กล่าวต่อว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง อีกทั้งคำว่า&amp;quot;ครูใหญ่ &amp;quot;ไม่ได้เล็กกว่าผู้อำนวยการสถานศึกษา แต่เป็นการกำหนดหน้าที่ของครูใหญ่ว่า &amp;nbsp;ต้องทำให้นักเรียนมีความรู้ มีความสามารถ เป็นคนดี ตรงนี้คือวิธีคิด เช่นเดียวกันกรณีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู &amp;nbsp;ซึ่งจุดสำคัญคือ จิตวิญญาณความเป็นครู &amp;nbsp;ไม่ใช่เห็นครูเป็นเพียงอาชีพหนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp;การรับรองความเป็นครูจึงมีระดับที่สูงกว่า เรื่องของใบอนุญาตฯ ส่วนที่มีคำถามว่ากลุ่มที่ออกมาคัดค้าน &amp;nbsp;มีวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือไม่นั้น ตนไม่แน่ใจแต่สิ่งที่ถามกันคือเงินวิทยฐานะหายไปหรือไม่ &amp;nbsp;ซึ่งยืนยันว่าแม้จะเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นครูใหญ่ทุกอย่างก็ยังอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ผู้ที่จะได้วิทยฐานะให &amp;nbsp;ม่ต้องได้ด้วยความดีและการทำงาน ไม่ใช่การทำเอกสาร อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวไม่ได้กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่จะต้องไปออกเป็นระเบียบหรือกฎหมายลูกให้สอดคล้องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34293</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ผอ.โรงเรียน, คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, ครูใหญ่, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be19563efe33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอิสระฯ ชง 8 ประเด็น เสนอรัฐบาล สะท้อนความห่วงใย&quot;การปฎิรูปการศึกษา&quot; ต้องได้รับการใส่ใจ สานต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23เม.ย.62-นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการอิสระฯ ได้ดำเนินงานด้านการปฏิรูปการศึกษามาเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้วนั้น ขณะนี้ที่ประชุมได้จัดทำรายงานข้อมูลการดำเนินงานต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งที่คิดว่าควรจะบันทึกไว้ สำหรับใช้ประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษาต่อไป และคณะกรรมการอิสระฯ จะจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเสนอไปยังรัฐบาล ประมาณ 8 ข้อ &amp;nbsp;คือ 1.การสร้างความตระหนักในสังคมทุกภาคส่วนให้เห็นถึงความจำเป็นของการปฏิรูปการศึกษา และให้นความสำคัญเรื่องการมีส่วนร่วม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล 2.ให้มีการดำเนินการผลักดันให้เกิดคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นกลไกหลักของการปฏิรูปการศึกษา รวมถึงให้มีสำนักคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ตลอดจนองค์ประกอบต่างๆ เช่น กรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา &amp;nbsp;3.ให้ปรับปรุงงานของการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้เป็นไปตามแนวทางและเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะปรับอย่างไร แต่โครงสร้าง ศธ. จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อจะได้รองรับการทำงานในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 4.ให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ เกิดผลลดและแก้ไขความเหลื่อมล้ำได้ โดยมีการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ 5.ให้เน้นการปรับเปลี่ยนโรงเรียนในระบบการศึกษาให้เกิดประสิทธิผล ให้ผู้เรียนที่มีคุณภาพระดับสากล สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตัวเอง เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ 6.เร่งรัดพัฒนาเด็กปฐมวัยตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย &amp;nbsp;ซึ่งจะต้องดูแลเรื่องมาตรฐาน บุคคลที่จะมาดูแลเด็ก ดูแลผู้ที่เข้ามารับผิดชอบโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีอยู่หลายล้านคนกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยที่ประชุมได้เสนอเพิ่มเติม คือ เรื่องการดูแลผู้พิการทางสมอง และพิการทางร่างกาย ต้องมีการเน้นให้เพิ่มเป็นพิเศษ เพราะปัจจุบันเราดูแลคนกลุ่มนี้ด้วยระบบและงบประมาณที่ใช้ตามปกติ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ 7.ข้อเสนอแนะต่อสังคม ที่ทุกภาคส่วนต้องมีการตระหนักกับปัญหาการศึกษาและมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครอง ชุมชุน และต้องส่งเสริมเจตคติ ค่านิยมที่ดีในสังคม เพราะค่านิยมที่ดีถือเป็นคุณภาพที่แท้จริงของการศึกษา ไม่ใช่ใบปริญญาหรือใบรับรอง และการจัดการศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของรัฐทั้งหมด แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะมีส่วนร่วม เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน และสุดท้าย 8.ข้อเสนอต่อสื่อมวลชนให้สร้างความตระหนัก ความรับผิดชอบ และบทบาทในการศึกษา รวมถึงใช้การเสนอของสื่อให้มีการเพิ่มความรู้ความเข้า เจตคติ และสติปัญญหาให้แก่สังคม พร้อมกับดูแลไม่ให้เกิดผลลบของสื่อกับสังคม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34289</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, จรัส  สุวรรณเวลา, ชง8ข้อการปฎิรูปการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbee1dda4685.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 23:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คกก.อิสระฯแจงเหตุใดเปลี่ยนนิยาม&quot;ผอ.รร.&quot;เป็น&quot;ครูใหญ่ &quot;เพราะรร.ไม่ควรได้แค่ซีอีโอบริษัท แต่ควรได้&quot;หัวหน้าครู&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
12มี.ค.62-&amp;quot;หมอจรัส&amp;quot;ระบุพ.ร.บ.การศึกษาชาติ กำหนดนิยาม&amp;quot;ครูใหญ่&amp;quot; เพื่อให้&amp;quot;ผอ.รร.&amp;quot;ไม่เป็นเหมือนผู้บริหารบริษัท แต่ต้องมีความเป็นครูในตัวเองด้วย ตลอดจนใส่ใจในเนื้อหาวิชาการด้วย &amp;quot;หมอจิรุตม์ &amp;quot;เผยความในใจคณะกรรมการอิสระฯ มองผู้บริหารโรงเรียนต้องมีส่วนผลักดันปฎิรูปการศึกษา จึงต้องมีจิตวิญญาณ ความเป็น&amp;quot;หัวหน้าครู&amp;quot; ไม่ใช่แค่บทบาทบริหารองค์กรอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีพิจารณาข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ในประเด็นนิยามคำว่า ครูใหญ่ แทนคำว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษา &amp;nbsp;ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การกำหนดนิยามดังกล่าวนั้น เป็นความตั้งใจทำให้ครูดีขึ้น โดยเน้นเรื่องความเป็นครู &amp;nbsp;และให้ผู้บริหารสถานศึกษามีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ดูแลในเรื่องวิชาการและเรื่องอื่นๆ ร่วมด้วย &amp;nbsp;เพราะขณะนี้ผู้บริหารสถานศึกษาเหมือนกับผู้บริหารอื่น ๆ ที่เป็นแบบธุรกิจ และไม่ได้ดูรายละเอียดในเรื่องเนื้อหาวิชาการ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษาต้องดูแลในเรื่องนี้ เพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น เป็นการขยายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา &amp;nbsp;ดังนั้น การกำหนดนิยามดังกล่าวไม่ได้ทำให้ครู ผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารสถานศึกษามีฐานะลดลง แต่จะทำให้ครู และผู้บริหารดีขึ้น ส่วนที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาออกมาทักท้วงนั้น คาดว่าน่าจะกังวลเพราะขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียด และอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต่างๆ นั้น จะมีการกำหนดในกฎหมายลำดับรองต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะประกาศใช้ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า การกำหนดนิยาม ครูใหญ่ ใช้แทนคำว่า ผู้บริหารสถานศึกษา นั้น ทางคณะกรรมการอิสระฯ ได้นำวิเคราะห์ข้อกังวลของผู้บริหารสถานศึกษา ได้ข้อสรุป ว่า สิ่งที่สำคัญของการเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาต้องมีการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษามากขึ้น คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีบทบาทในส่วนของการดูแลครู ให้เป็นครูที่มีคุณภาพ มีจิตวิญญาณของความเป็นครู และมีความเป็นหัวหน้าครู &amp;nbsp;กำหนดนิยามครูใหญ่ เพื่อเป็นหัวหน้าของสถานศึกษา อีกทั้งการใช้คำว่าครูใหญ่ เมื่อวิเคราะห์เจตนารมณ์ เชื่อว่า การใช้คำดังกล่าว เป็นคำศัพท์ทั่วไป และในมาตรา 39 วรรค 3 ได้ระบุไว้ว่า คำว่าครูใหญ่ หรือผู้ช่วยครูใหญ่ ถ้าจะใช้คำอื่น สามารถกระทำได้ ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้บริหารสถานศึกษาจะกำหนด &amp;nbsp;อีกทั้ง ในบทเฉพาะกาลของกฎหมาย ได้มีการกำหนดความคุ้มครองสิทธิของบุคลากรที่เป็นผู้บริหารของสถานศึกษาที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว รวมทั้งไม่ได้มีการบังคับว่าต้องเปลี่ยนชื่อจากผู้บริหารสถานศึกษามาเป็นครูใหญ่ &amp;nbsp;และไม่ได้แปลว่าเมื่อร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....กฎหมายนี้ผ่านแล้ว คนที่ใช้ป้ายชื่อผู้บริหารสถานศึกษาต้องมาเปลี่ยนเป็นครูใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น &amp;nbsp;เพราะชื่อตำแหน่งดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยกาลนั้นเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ถือเป็นรัฐธรรมนูญทางการศึกษา เป็นตัวให้หลักการและแนวทางในการจัดการศึกษา &amp;nbsp;ไม่ได้เป็นเรื่องชื่อตำแหน่ง ส่วนชื่อเรียกหรือกลไกจริงๆ ที่จะเกิดขึ้น ถ้าในเรื่องที่กฎหมายระบุไว้ว่าเป็นไปตามกฎหมายลำดับรอง ก็ต้องไปปรับปรุงสาระต่อไป หรือต้องดำรงไว้ชื่อแบบเดิมก็สามารถไปหารือกันในขณะนั้นได้ &amp;nbsp;โดยหลังจากนี้คงต้องเป็นไปตามคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าจะพิจารณาเช่นใด &amp;nbsp;ดังนั้น อยากให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าใจเรื่องนี้ เจตนารมณ์ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการพัฒนาครู&amp;rdquo;นพ.จิรุตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จิรุตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกประเด็นที่มีข้อวิตกกังวล คือ เรื่องใบรับรองความเป็นครูนั้น ตามข้อบัญญัติที่อยู่ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... &amp;nbsp;จะเป็นการให้ความสำคัญกับความเป็นครูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไว้ และให้ความสำคัญกับครูมากเป็นพิเศษ &amp;nbsp;เป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่เป็นการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพทั่วไป ตามที่กฎหมายกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เป็นการยกระดับเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นครูมากขึ้น ส่วนความแตกต่างระหว่างการใช้คำว่าครูใหญ่ แทนผู้บริหารสถานศึกษา &amp;nbsp;และการใช้ใบรับรองความเป็นครู แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น ต้องไปดูในรายละเอียดของกฎหมายลำดับรอง ทั้งนี้ประเด็นเรื่องใบรับรองความเป็นครู แทนใบประกอบวิชาชีพครู นั้น โดยหลักแล้วเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคลากรมากๆ จะทำให้เกิดความกังวล &amp;nbsp;ซึ่งตนต้องการอยากให้เข้าใจธรรมชาติของกฎหมาย รวมถึงสิ่งที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้บรรจุไว้เป็นสาระ ซึ่งมีบทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิ์ ของบุคลากรที่มีใบประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้ว ไม่ได้ทำให้สถานะด้อยลง ส่วนการปรับเปลี่ยนในเชิงรายละเอียดหรือกลไกต่างๆ &amp;nbsp;เป็นสิ่งที่ทางวิชาชีพครู ครุสภา หน่วยงานเกี่ยวข้อง อย่าง กระทรวงศึกษาธิการ ต้องไปทำในรายละเอียดในลำดับต่อไป สำหรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งเรื่องของเงินเดือน &amp;nbsp; เงินวิทยฐานะต่างๆ ทางกฎหมายได้มีบทบัญญัติคุ้มครองไว้อยู่แล้ว อยากให้ครูสบายใจ ไม่ต้องกังวล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31171</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลลังล์, พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่, เปลี่ยนผอ.รร.เป็นครูใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c879c56d1a47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 23:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอิสระปฎิรูปคุณธรรมจริยธรรมเด็ก&quot;หมอจรัส&quot;ชี้ต้องทำจริงจังเพื่อเป็นรากฐานสร้างความเปลี่ยนแปลง       </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.พ.62-บอร์ด อิสระฯ หยิบการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมมาพิจารณา &amp;nbsp;&amp;ldquo;หมอจรัส&amp;rdquo;ชี้เป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง &amp;nbsp;โดยคิดไปถึงการบังคับใช้ทางกฎหมาย เพื่อให้มีผลปฎิบัติจริง &amp;nbsp; พร้อมกับเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากสาธารณะ &amp;ldquo;กอบกุล&amp;rdquo; เผย 18 ก.พ.นี้ รับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ชี้สมาร์ทโฟนทำให้เด็กขาดคุณธรรม จริยธรรมเร็วขึ้นกว่าที่คาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้กำหนดเรื่องการศึกษาเพื่อการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมนั้น ที่ประชุมจึงได้หารือในเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องนำไปสู่การปฏิรูป โดยคณะกรรมการอิสระฯ เห็นว่าการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมต้องดำเนินการใน 3 ระดับ คือ การมีกฏเกณฑ์และกฎหมายที่ใช้บังคับรวมไปถึงการมีศีล การมีมาตรการทางสังคม และการส่งเสริมให้คุณธรรม จริยธรรมเกิดขึ้นในใจของคนไทย นอกจากนี้ต้องเพิ่มการสอนวิชาคุณธรรม จริยธรรมในโรงเรียน ครู ผู้ปกครองและคนในสังคมต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก สำหรับแนวทางที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมได้มีการรวบรวมข้อมูลไว้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่เราอยากได้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยส่งมาได้ที่ pr.icer.pr.gmail.com&amp;nbsp;
&amp;quot;ส่วนความคืบหน้า &amp;nbsp;ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกา โดยมีการปรับแก้รอบแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังจะปรับแก้รอบที่ 2 โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็น ส่วนจะเสร็จทันในรัฐบาลนี้หรือไม่นั้นผมยังตอบไม่ได้&amp;quot; นพ.จรัส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา กรรมการคณะกรรมการอิสระฯ กล่าวว่า การจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมเป็นเรื่องที่ทำมาหลายยุคหลายสมัย แม้จะมีการเรียนการสอนและบ่มเพาะมาแต่เยาวชนไทยก็ยังขาดคุณธรรม และไม่มีจริยธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กขาดคุณธรรม จริยธรรมเร็วกว่าที่กำหนดคือสมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ต คณะกรรมการอิสระฯ จึงได้ตั้งคณะทำงานเพื่อหากลไกและวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้คนในประเทศมีคุณธรรม จริยธรรมเพื่อความสงบสุขของประเทศ โดยเห็นว่าต้องเริ่มที่เด็ก โรงเรียนและบ้าน ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการอิสระฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อเสนอในการปฏิรูปการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมเสนอต่อที่ประชุม คณะกรรมการอิสระฯ ซึ่งต้องทำสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น จัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะถ้าคนในชาติ โครงสร้างในสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมคงเป็นเรื่องยาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28965</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การปฎิรูปการศึกษา, การศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม, คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190212/image_big_5c62c743c4fe2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2019 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2019 06:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บอร์ดอิสระเสนอผ่า&quot;สกศ.&quot;พ้นระบบราชการ เพื่อขึ้นสู่สนง.คกก.นโยบายการศึกษาแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6ก.พ.62- บอร์ดอิสระฯ หารือบทบาทใหม่ สกศ. ก่อนขึ้นสู่การเป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษา ไม่ควรจะบริหารแบบระบบราชการ ต้องมีความเข้มแข็ง สามารถระดมความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ &amp;nbsp;โดยตั้งคณะทำงานออกแบบโครงสร้าง นำทีม โดย ประสาร-หมอจิรุตม์-ไกรยศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา &amp;nbsp;กล่าวว่า ตามที่แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแล้วนั้น ทางคณะกรรมการอิสระฯ จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ที่ประชุมยังได้พิจารณาระยะเปลี่ยนผ่านของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่จะไปทำหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่ง สกศ.ได้นำเสนอบทบาทหน้าที่ของ สกศ.ในปัจจุบันและแนวทางการปรับบทบาทไปสู่การเป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ โดยได้ตั้งคณะทำงานมาช่วย สกศ.พิจารณาโครงสร้าง โดยมี นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และนายไกรยศ ภัทราวาทร่วมให้คำแนะนำ เพราะคณะกรรมการอิสระฯ เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นฐานของการปฏิรูปการศึกษาและการจัดการศึกษาในอนาคต แต่เห็นว่าหน่วยงานนี้ไม่ควรจะบริหารแบบระบบราชการแต่ต้องเป็นระบบที่มีความเข้มแข็ง สามารถที่จะระดมความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งระดมการทำวิจัยเพื่อให้การพัฒนาการศึกษาในระยะต่อไปเกิดประโยชน์สูงสุด และทำหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษาให้เกิดขึ้น รวมทั้งยังมีภารกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมคือการรับผิดชอบดูแลงานปฐมวัย ตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....ออกไม่ทันในรัฐบาลนี้การปฏิรูปการศึกษาที่ดำเนินการมาจะสูญเปล่า และส่งผลต่อการปรับโครงสร้าง สกศ.หรือไม่ นพ.จรัส กล่าวว่า คณะกรรมการอิสระฯ จะจัดทำข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งขณะนี้เราก็มีคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือ ซูเปอร์บอร์ดด้านการศึกษาอยู่แล้ว โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเลขานุการ ดังนั้นจะต้องปรับเปลี่ยนให้ สกศ.เข้าไปเป็นเลขานุการ ทั้งยังมีแผนปฏิรูประเทศด้านการศึกษาที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่สูญเปล่าแน่นอน และที่สำคัญประชาชนมีการตื่นตัวและตระหนักในเรื่องของการศึกษามากขึ้น แต่ตนยังมีความหวังว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะออกได้ทัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายสุภัทร จำปาทอง เลขาฯ สกศ. กล่าวว่า สกศ.ยังไม่ได้นำเสนอโครงสร้างที่ชัดเจน แต่เป็นการเปลี่ยนถ่ายภารกิจงานตามกฎหมายใหม่ที่ถูกกำหนดไว้ คือ ภารกิจนโยบายยุทธศาสตร์การศึกษา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา มาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู้ การติดตามประเมินผล ศูนย์สารสนเทศการศึกษา การปรับ สกศ.ไปเป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ และกฏหมายการศึกษาที่จะต้องดำเนินการ ส่วนการปรับโครงสร้าง สกศ.จะมีการหารือร่วมกับคณะทำงานก่อนที่จะนำไปการจัดกลุ่มงานรวมถึงกรอบอัตรากำลัง อย่างไรก็ตาม หากร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาออกไม่ทันในรัฐบาลนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่สอบถามมา สกศ.จะยืนยันเสนอกลับไปแต่ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28409</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การปฎิรูปการศึกษา, คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, สกศ., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b28fcfc1a0ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 22:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กไทยแพ้ลุ่ยเวียดนามใช้ตัวเลข ตัวอักษรให้เป็นประโยชน์&quot; หมอจรัส&quot;ลั่น พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ความหวัง&quot;รีเซ็ท&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27ธ.ค.61-&amp;ldquo;หมอจรัส&amp;rdquo;ลั่นการปฏิรูปการศึกษาสำเร็จในง 10 ปี ข้างหน้า คุณภาพการศึกษาต้องดีได้ระดับสากล &amp;nbsp;มีพ.ร.บ.การศึกษาชาติ เป็นตัว&amp;quot;รีเซ็ท&amp;quot; ความคิดใหม่ทั้งหมด &amp;nbsp;ชี้ทุกวันนี้อยู่ในขั้นวิกฤต เด็กไทยยังใช้ตัวเลขหรือตัวอักษรให้เป็นประโยชน์ไม่ได้ กว่า 40 %เทียบเวียดนามมีแค่ &amp;nbsp;10% เท่านั้น &amp;nbsp; ส่วนแนวคิดไม่ให้เด็กสอบเข้าป.1 เพราะต้องการให้เด็กเก่งกับเด็กไม่เก่ง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน แต่โรงเรียนกลับมองให้เด็กสร้างชื่อเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ - มูลนิธิไทยรัฐได้จัดงาน &amp;ldquo;วันกำพล วัชรพล&amp;rdquo; ประจำปี 2561 โดยมีนพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง&amp;quot; ปฏิรูปการศึกษาของไทยจะดีขึ้นอย่างไร &amp;quot;ตอนหนึ่งว่า ในสังคมมองเห็นว่าการศึกษามีปัญหาแน่นอน อีกทั้งในรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 ยังได้กำหนดในคำปรารภ ว่า ประเทศไทยมีปัญหาต่างๆ มากมายหลายด้าน จำเป็นต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้น เมื่อมาพิจารณาเรื่องการปฏิรูปการศึกษาจึงพบว่า ปัญหาการศึกษาของไทยอยู่ในสภาพวิกฤตอย่างมาก ทั้งเรื่องคุณภาพการศึกษาต่ำไม่ได้มาตรฐานทั้งของไทยและสากล มีความเหลื่อมล้ำอย่างสูงมาก เป็นความเหลื่อมล้ำที่ข้ามช่วงอายุคน เช่น พ่อแม่ยากจน ส่งลูกเรียนในโรงเรียนหวังที่จะให้ลูกมีความรู้หลุดจากความยากจน ปรากฎว่าโรงเรียนไม่มีคุณภาพ ทำให้เด็กที่เรียนไม่ได้ความรู้และไม่สามารถหลุดพ้นออกจากความยากจนได้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ร้ายแรงและจะต้องได้รับการแก้ไขให้ได้ และปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันของชาติ ประเทศไทยแข่งขันไม่ได้ เพราะการศึกษาเรายังไม่ดีพอ เพราะเราคุณภาพการศึกษาเมื่อวัดจากผลสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต พบว่า ค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศผลการสอบตกหมดทุกวิชา เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันยังเน้นเรื่องเนื้อหาสาระ การท่องจำ ทำให้คุณภาพการศึกษาต่ำ แต่ก็ยังคงมีบางกลุ่มที่ทำคะแนนได้ดี แต่น้อยกว่ากลุ่มที่คะแนนน้อยจำนวนเยอะมาก&amp;nbsp;
นอกจากนี้ เมื่อดูข้อมูลการทดสอบโครงการประเมินนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ พิซ่า พบว่า คะแนนของประเทศไทยอยู่ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของโลกอีกทั้งยังเด็กไทยจำนวนกว่าครึ่ง ทำคะแนนการทดสอบในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้ต่ำกว่าจุดต่ำสุดที่ควรจะเป็น และเด็กไทยยังอยู่ในกลุ่มการใช้ตัวเลขหรือตัวอักษรให้เป็นประโยชน์ไม่ได้ กว่าร้อยละ 40 ขณะที่เวียดนามมีเพียงแค่ ร้อยละ 10 เท่านั้น ซึ่งจากข้อมูลในส่วนนี้สรุปได้เลยว่าผู้จบการศึกษาภาคบังคับของไทย ยังเป็นแรงงานไร้ฝีมือและไม่มีหัวคิด และหากแยกค่าเฉลี่ยการทดสอบพิซ่า จะพบว่ามีเด็กไทยที่อยู่ในกลุ่มคะแนนสูงสุดด้วย แต่มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าวอีกว่า เมื่อดูผลการศึกษาตามขนาดโรงเรียนจะพบว่าโรงเรียนขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ จะอยู่ในเกณฑ์ดี และลดลงเรื่อยๆ ตามขนาดของโรงเรียน ปัญหาจึงอยู่ที่โรงเรียนขนาดเล็ก และในส่วนของข้อมูลการแข่งขันของชาติ ปี 2017-2018 ที่ประเมินโดย World Economic Forum จัดอันดับให้ไทยอยู่ที่ 32 ของโลก ซึ่งเราถูกมาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน แซงเราไป ซึ่งมีวัดการสภาพแวดล้อมของไทย เราเป็นศูนย์กลางอาหารของโลก มีความอุดมสมบูรณ์ มีความอิสระ มีสถาบันดีๆ มากมาย แต่ทำไมจึงแพ้คนอื่น ดังนั้นเมื่อเจาะในรายละเอียดด้านปัจจัยในการใช้ประเมิน พบว่า หลายด้านเราเป็นอยู่ในลำดับที่ดี แต่การศึกษาของไทยอยู่ลำดับที่ 56 ของโลก ซึ่งคงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า การศึกษาเป็นตัวถ่วงในการแข่งขันของชาติ&amp;nbsp;
&amp;quot;เมื่อผมเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปการศึกษา และเห็นปัญหาก็รู้สึกว่ามันหนัก ผมได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบว่า สิ่งที่ให้ทำถือเป็น Mission impossible ดังนั้นปัญหาตอนนี้ คือ เราจะต้องทำอย่างไร และเมื่อปี 2542 ประเทศมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่เวลาผ่านมาเราบอกว่าต้องมีการปฏิรูปอีกครั้ง การปฏิรูปครั้งที่แล้วไม่สำเร็จ ปัญหาก็คือ ในอีก 5 ปีข้างหน้าหากเราหันกลับมาดูวันนี้ และพบว่าการปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร คำตอบจึงออกมาว่าการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ไม่สำเร็จไม่ได้ &amp;quot;ประธานคกก.อิสระฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส กล่าวต่อว่า คณะกรรมการอิสระฯ มองว่า มีเป็นไปได้ที่จะปฏิรูปการศึกษาสำเร็จได้ &amp;nbsp;คือ ใน 10 ปี ข้างหน้า คุณภาพการศึกษาต้องดีได้ระดับสากล ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและเข้าถึงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ต้องแข่งขันในโลกให้ได้ และระบบการศึกษาต้องมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้ ซึ่งต้องเกิดขึ้นจริง โดยการดำเนินการปฏิรูปในเรื่องต่างๆ นั้น ได้มีการกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ซึ่งคณะกรรมการอิสระฯ เห็นว่าว่า สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดของคน เมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาจะสามารถ รีเซ็ทความคิดเรื่องการศึกษาของชาติ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้การศึกษามุ่งไปสู่ความสำเร็จให้ได้ ทั้งยังมีแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยทั้งหมดนี้น่าจะเป็นคำตอบว่าการปฏิรูปการศึกษาน่าจะเดินไปได้ และสิ่งที่เข้ามาช่วย มีหลายด้าน อย่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่จะช่วยให้เด็กที่เข้าไม่ถึงหรือหลุดจากระบบการศึกษา ได้รับการศึกษา และยังมีร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.... ดูแลเด็กตั้งแต่อยู่ในท้อง และการสอบสอบเข้าป.1 ถือเป็นปัญหาสำคัญ แต่ยังคงมีหลายฝ่ายที่ยังมองไม่เห็นปัญหาในเรื่องนี้ &amp;nbsp;เพราะต้องที่การที่จะได้เด็กเก่งเข้ามาสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน แต่ตนมองว่า เด็กที่เก่งและเด็กที่ไม่เก่งควรที่จะอยู่ด้วยกัน ต้องเรียนรู้การอยู่ด้วยกัน เรียนรู้ที่จะอภัย ช่วยเหลือกัน สังคมไทยจึงจะเจริญและเป็นสังคมที่สันติสุขได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในเรื่องของการผลิต พัฒนา การทำงาน คุณภาพชีวิต และวิชาชีพของครูก็ถือว่าเป็นปัญหาที่รุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การศึกษาของไทยไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเรื่องนี้มีการกำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แต่จุดที่สำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการปฏิรูป ไม่ใช่ระบบการศึกษาเป็นศูนย์กลางของการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าดูเรื่องของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ซึ่งมีการดำเนินการมาตั้ง 50 ปีที่แล้ว ซึ่งคุณกำพล ได้มองเห็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดให้การช่วยเหลือโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลและเด็กได้รับการศึกษาอย่างยากลำบาก ให้เป็นโรงเรียนไทยรัฐวิทยา นับเป็นตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดอันก้าวไกล เวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบว่า มีพัฒนาการต่างๆ มากมาย มีความดีเด่นทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ วํฒนธรรม การกีฬา และมีความร่วมกับประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งทำให้ผมนึกถึง นายกำพล ว่าเป็นผู้ที่สร้างสิ่งที่ทำประโยชน์มากมาย และกว้างขวาง&amp;rdquo;ประธาน คกก.อิสระฯ กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25246</URL_LINK>
                <HASHTAG>10ปีไทยปฎิรูปการศึกษาสำเร็จ, การศึกษาไทยวิกฤต, คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่, เด็กไทยแพ้เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be19563efe33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
