<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ธรรมนัส’เฮ!ได้ไปต่อ คดีออสซี่ไมผู่กพันไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; รอด! ไม่สิ้นสมาชิกภาพ ส.ส.และรัฐมนตรี ศาล รธน.ยกอํานาจอธิปไตย การใช้อำนาจตุลาการย่อมต้องไม่ตกอยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจตุลาการของรัฐอื่น คำพิพากษาของศาลออสเตรเลียไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ก้าวไกลไม่ยอมรับ เตรียมส่ง ป.ป.ช.สอบผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดลงมติพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของประธานรัฐสภา ที่ส่งความเห็นของ ส.ส. 51 คน ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) และความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ จากกรณีเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายอันถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้าซึ่งยาเสพติด&amp;nbsp;ของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 101 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อ (6) ระบุว่ามีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ที่บัญญัติว่า บุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp;(10) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนัน ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือ หรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในความผิดฐานฟอกเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือเรียกสำเนาคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2537 และสำเนาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย ลงวันที่ 10 มี.ค.2538 และเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องจากประธานรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ประธานรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เอกสารไม่สามารถส่งสำเนาเอกสารคำพิพากษาดังกล่าวและเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องที่ทางราชการรับรองสําเนาถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ร.อ.ธรรมนัสเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยก่อน ร.อ.ธรรนัสลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร.อ.ธรรมนัสรับว่าตนเคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ตามคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย โดยประเด็นที่ 1 สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ ร.อ.ธรรมนัส สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นับเมื่อใด ซึ่งมีข้อที่ต้องพิจารณาก่อนว่าเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) อันเป็นลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายความถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้นหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ซึ่งเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และวรรคสอง บัญญัติว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลองค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน หมายถึงจากบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงอํานาจอธิปไตย อันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตยคือมีความเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น อํานาจอธิปไตย แยกตามลักษณะหน้าที่เป็น 3 ส่วน ได้แก่ อํานาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการพิจารณาพิพากษา เป็นการใช้อำนาจตุลาการ มันเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตย ย่อมต้องไม่ตกอยู่ในอาณัติ หรือภายใต้อำนาจตุลาการของรัฐอื่น หลักการปกครองของประเทศ ที่มีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ มีหลักการสำคัญคือ หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และไม่ถูกประเทศอื่น แทรกแซงกิจการภายในของตน โดยไม่มีการทำข้อตกลงยินยอม ดังนั้นการบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศก็ดี การตีความให้คำพิพากษาของต่างประเทศมีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาลไทยก็ดี จึงไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามหลักอธิปไตยของรัฐ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำพิพากษาของศาลรัฐใด ก็จะมีผลในดินแดนของรัฐนั้น ในบางกรณี รัฐใดรัฐหนึ่งอาจให้การรับรองคำพิพากษาของศาลอีกรัฐหนึ่ง และอาจบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษานั้นได้ แต่ต้องมีการทำสนธิสัญญารับรองและบังคับตามคำพิพากษาตามหลักการต่างตอบแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีทางคดีแพ่ง คดีครอบครัว และคดีมรดก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคดีอาญาต่างประเทศอาจได้รับยอมรับพิจารณาบ้างในกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือการโอนนักโทษโดยมีเงื่อนไขสำคัญตามหลักการต่างตอบแทนในสนธิสัญญาว่ารัฐภาคีต้องผูกพัน ที่จะเคารพและปฏิบัติตามผลของคำพิพากษาของรัฐอีกภาคีหนึ่ง ดังนั้นทั้งหลักการและการปฏิบัติของรัฐสำหรับการใช้อำนาจทางตุลาการ จะได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ละประเทศ เพื่อยืนยันหลักความเป็นอิสระของตุลาการ และความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา เมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีการกล่าวถึงคำพิพากษา จึงต้องหมายถึงคำพิพากษาของศาลแห่งรัฐหรือประเทศนั้นเท่านั้น ไม่รวมถึงคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่า ร.อ.ธรรมนัสเคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวส์เซาท์เวลส์&amp;nbsp;เครือรัฐออสเตรเลีย ก่อนลงสมัครเป็น ส.ส. แต่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลไทย ร.อ.ธรรมนัสจึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่ 2 ความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัสสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ เห็นว่าเมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นที่ 1 ไว้แล้วว่า ผู้ถูกร้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) จึงไม่มีเหตุทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของร.อ.ธรรมนัสสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) ความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ผิดหวังกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง ขัดกับแนวทางกฎหมายที่ปฏิบัติมา ในอดีตกระทรวงมหาดไทยเคยทำหนังสือขอความเห็นกฤษฎีกาเกี่ยวกับบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาจำคุก กฤษฎีกาได้มีความเห็นว่า บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปในวันเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า พรรคก้าวไกลจะตรวจสอบต่อไปด้วยการเข้าชื่อส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อส่งศาลฎีกาต่อไปได้ ในเรื่องผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้ง ร.อ.ธรรมนัสยอมรับต่อศาลรัฐธรรมนูญเคยต้องคำพิพากษาคดียาเสพติดที่ออสเตรเลียและถูกจำคุก ทั้งที่เคยปฏิเสธเสียงแข็ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101906</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ธรรมนัส พรหมเผ่า, ป.ป.ช., ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่ตกอยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจตุลาการของรัฐอื่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a82e1e44f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85921</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 07:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิพิฏฐ์&#039;ยินดี&#039;วรเจตน์&#039;ชนะคดีในศาลรธน.วอนสังคมอย่าสนับสนุนให้รัฐทำร้ายนักปราชญ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ธ.ค.63 - นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังคมที่ทำร้ายนักปราชญ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ผมต้องยินดีกับ ศจ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่ชนะคดีในศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; กรณีส่งความเห็นทางกฎหมายให้ศาลวินิจฉัยว่า ประกาศของคสช.ที่ให้มารายงานตัว ขัดหรือกับรัฐธรรมนูญหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ก่อนหน้านี้ ผมเคยแสดงความไม่สบายใจต่อการดำเนินคดีกับ ศจ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และ รศ.ดร.กิตติศักดิ์&amp;nbsp; ปรกติ ในข้อหากบฎมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่บางท่านคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ผมไม่ขอกล่าวถึงก็แล้วกัน ผมเพียงแต่แสดงความไม่สบายใจเท่านั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-อยากจะกล่าวรวมๆว่า บุคคลที่ผมเอ่ยชื่อ ถือเป็นปรมาจารย์ทางกฎหมาย และปรมาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ของประเทศไทย ที่นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์รู้จักดี ผมว่า อัยการ ผู้พิพากษา ครึ่งประเทศก็น่าจะเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เหล่านี้&amp;nbsp; อาจารย์เหล่านี้ถูกดำเนินคดีในการชุมนุมประท้วงด้วยเหตุผลที่ต่างกัน แต่ละท่าน &amp;quot;อาจจะ&amp;quot; มีความเห็นต่างกันบ้างในทฤษฎีของกฎหมายและทฤษฎีทางด้านรัฐศาสตร์&amp;nbsp; แต่ผมเห็นว่า ท่านมีความเห็นต่างทางหลักการเท่านั้น ซึ่งสังคมควรชื่นชม และมีความสุขในการเสพความเห็นต่างเหล่านั้นเพื่อความงอกงามของสติปัญญามากกว่าจะดูถูก ดูแคลน ความเห็นของท่านเหล่านั้น&amp;nbsp; ผมอิ่มเอิบใจทุกครั้งที่ได้ฟังความเห็นด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์ของท่านเหล่านั้น แม้บางประเด็นผมผู้มีปัญญาน้อยยังไม่เห็นด้วยอยู่บ้างก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-เมื่ออาจารย์เหล่านั้นพ้นมลทินจากการถูกดำเนินคดีผมก็ดีใจสุดๆ&amp;nbsp; ผมแสดงความโง่ด้วยการแสดงความดีใจ ทั้งที่ ผมยังไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลฉบับเต็มเสียด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ผมอยากจะอ้อนวอน ท่านสาธุชนทั้งหลาย โปรดตั้งสติ ใคร่ครวญ&amp;nbsp; อย่าสนับสนุนให้รัฐดำเนินคดีกับนักปราชญ์เลย โสกราตีส(Socrates) ถูกบังคับให้ดื่มยาพิษเสียชีวิต เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล ( 2,000 กว่าปีมาแล้ว)&amp;nbsp; ผมยังนึกเสียใจอยู่จนถึงทุกวันเลย นับประสาอะไรที่เห็นนักปราชญ์ของเมืองไทยถูกดำเนินคดีต่อหน้าต่อตาในยุคของเรามีหรือที่ผมจะไม่เสียใจและเศร้าใจ ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ ผมไม่รู้จักอ.วรเจตน์&amp;nbsp; ภาคีรัตน์&amp;nbsp; ไม่เคยพบ ไม่เคยคุยกันเลย เพียงแต่กับศจ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ผมเคยทำงานทางด้านวิชาการร่วมกันมาบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ท่านสาธุชน ทั้งหลาย อย่าเอาทัวร์มาลงผมเลย ผมนี่มีความเชื่อส่วนตัวว่า สังคมที่ทำร้ายเด็กและสตรี,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังคมที่เหยียดหยามนักบวชและนักปราชญ์ สังคมเหล่านั้นเป็นสังคมของทุรชน&amp;nbsp; ก็เท่านั้นเอง ขอให้ผมได้แสดงความยินดีกับ ศจ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เถิด อย่าเอาทัวร์มาลงผมเลย&amp;nbsp; สาธุ !!!&lt;/p&gt;


	&amp;#39;ประวิตร&amp;#39; แฉท่อน้ำเลี้ยงม็อบปิดบาร์กินเลี้ยงอู้ฟู่ กลับโดนทัวร์ลงหนัก
	พวกเด็กบ้า!&amp;#39;ดร.สุวินัย&amp;#39;เย้ยขบวนการปฏิวัติกำมะลอ2563
	เดือด! &amp;#39;ท่อนำเลี้ยง&amp;#39; โต้กลับ &amp;#39;ประวิตร&amp;#39; เล่าเหตุการณ์จริงคืนเหมาร้านเลี้ยงสตาฟ

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85921</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ, วรเจตน์ ภาคีรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201204/image_big_5fc986f84c5cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ได้ไปต่อไม่ขัดรธน. ศาลชี้อยู่บ้านหลวงตามระเบียบทบ.มิใช่แสวงหาประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เฮ! ได้ไปต่อ ศาล รธน.มติเอกฉันท์อยู่บ้านพักหลวงไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ชี้เป็นไปตามระเบียบกองทัพบกไม่ใช่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ย้ำรัฐพึงจัดที่พำนักให้ผู้นำประเทศและครอบครัวอยู่อย่างสมเกียรติ สร้างความพร้อมทั้งสุขภาพกายและจิตใจเพื่อปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ขณะที่นายกฯ ลงพื้นที่แม่กลอง ไหว้พระ-พายเรือชมสวน ลั่นมีความสุข ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจเชียร์ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; อยู่นานๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม เวลา 10.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเพื่อนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ ก่อนออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการอ่านคำวินิจฉัยครั้งนี้ ศาลมีคำสั่งกำหนดบุคคลให้เฉพาะผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้รับมอบฉันทะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นอยู่ในห้องพิจารณาคดีเพื่อรับฟังการอ่านคำวินิจฉัย ส่วนประชาชนทั่วไป สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการอ่านคำวินิจฉัยผ่านยูทูบชาแนลชื่อ &amp;quot;สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ&amp;quot; รวมทั้งบริเวณลานหน้าเสาธงติดกับถนนแจ้งวัฒนะ ได้ติดตั้งลำโพง 2 ตัวสำหรับถ่ายทอดเสียงจากห้องพิจารณาคดีมาให้สื่อมวลชนและประชาชนที่จะมารับฟังการอ่านคำวินิจฉัยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศที่บริเวณหน้าอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยรอบอาคารมีการตั้งแผงกั้นรั้วเหล็ก พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนประจำจุดหน้าทางเข้าทุกประตู โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ทุ่งสองห้อง และ บก.น. 2 จำนวน 3 กองร้อย ยืนกระจายกำลังตามจุดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการติดป้ายที่ระบุข้อความ &amp;quot;ห้ามชุมนุมใกล้พื้นที่ศาลในระยะ 50 เมตร ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 8&amp;quot; และติดประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องอาณาบริเวณหรือพื้นที่ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง จากเหตุยังพักอาศัยในบ้านพักรับรองของกองทัพบกหลังเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.57 จนถึงปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์ และนายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัย ซึ่งระบุเหตุผลว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้อง คำชี้แจงข้อกล่าวหา คำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง เอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอจึงยุติการไต่สวน และกำหนดประเด็นพิจารณาวินิจฉัย โดย พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.53 และเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.57 ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้พักอาศัยที่บ้านพักอาคารหมายเลข 253/54 กรมทหารราบที่ 1 ซึ่งบ้านพักหลังนี้ได้มีการปรับโอนสถานะให้มีสถานะเป็นบ้านพักรับรองของกองทัพบกในปี 2555 และปัจจุบันเป็นพื้นที่ครอบครองดูแลและใช้ประโยชน์ราชการของกองทัพบก มีประเด็นต้องวินิจฉัยก่อนว่า พล.อ.ประยุทธ์กระทำการอันมีลักษณะต้องห้ามตามที่กล่าวหาหรือไม่
&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;ได้ไปต่อไม่ขัด รธน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า เมื่อพิจารณาระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก 2548 ข้อ 5 กำหนดว่า ผู้มีสิทธิเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก ต้องมีคุณสมบัติ 5.1 เป็นข้าราชการประจำการสังกัดกองทัพบก ที่มีชั้นยศพลเอก 5.2 เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบกซึ่งทำคุณประโยชน์ให้กองทัพบกและประเทศชาติ และเคยดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.มาแล้ว ข้อ 7 กำหนดให้แบ่งประเภทของบ้านพักรับรองกองทัพบก สำหรับผู้มีสิทธิเข้าพักอาศัยตามข้อ 5 คือ 7.1 บ้านพักรับรองอาคารหมาย 70/25 เป็นบ้านพักของ ผบ.ทบ. 7.2 บ้านพักรับรองกองทัพบกซึ่งมีหลายหมายเลข และที่กองทัพบกกำหนดขึ้นในภายหลัง เป็นบ้านพักรับรองของผู้บัญชาการชั้นสูงของกองทัพบก และอดีตผู้บังคับบัญชาในข้อ 5.2 ข้อ 8 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้มีสิทธิเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบกหมดสิทธิเข้าพักอาศัยในกรณีดังนี้ 8.1 ย้ายออกนอกกองทัพบก 8.2 ออกจากราชการไม่ว่ากรณีใด 8.3 ถึงแก่กรรม 8.4 เมื่อกองทัพบกพิจารณาให้หมดสิทธิ์เข้าพักอาศัย ข้อ 8 วรรคสอง กำหนดว่าสำหรับผู้มีสิทธิ์เข้าพักอาศัยตามข้อ 5.2 ถ้าหมดสิทธิ์เข้าพักอาศัยตามข้อ 8.1 หรือ 8.2 แล้ว กองทัพบกมีสิทธิ์พิจารณาให้เข้าพักอาศัยเป็นกรณีเฉพาะรายก็ได้ และข้อ 11 กำหนดว่า บ้านพักรับรองที่กองทัพบกกำหนดให้พิจารณาตามความเหมาะสมในการสนับสนุนงบประมาณค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำประปา ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นในการพักอาศัย และเหมาะสมในการใช้งาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบคำชี้แจงของผู้บัญชาการทหารบกได้ชี้แจงว่า ขณะพล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ส.ค.57 พล.อ.ประยุทธ์ยังคงดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. จึงเป็นผู้มีสิทธิ์เข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองของกองทัพบก โดยอาศัยระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรอง 2548 ข้อ 5 และเมื่อเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ผบ.ทบ.ขณะนั้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 57 แต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ ก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิ์พักอาศัยในบ้านพักรับรองดังกล่าว เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์เคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก ซึ่งทำคุณประโยชน์ให้กองทัพและประเทศชาติ และเคยดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.มาแล้วตามข้อ 5.2 หาใช่หาอาศัยในบ้านพักรับรองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงสถานะเดียว ซึ่งหาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพ แม้เป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือน ย่อมไม่มีสิทธิ์ได้พักอาศัยในบ้านพักรับรองตามระเบียบของกองทัพบกมิได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ข้อ 8 กำหนดให้อำนาจกองทัพบกพิจารณาให้ผู้มีสิทธิเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองของกองทัพบกที่หมดสิทธิ์เข้าพักอาศัยด้วยเหตุย้ายออกนอกกองทัพบก หรือออกจากราชการไม่ว่ากรณีใด ให้มีสิทธิ์เข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองเป็นกรณีเฉพาะรายก็ได้ การที่กองทัพบกกำหนดให้อาคารหมายเลข 253/54 เป็นบ้านพักรับรอง แม้จะเป็นการกำหนดขึ้นภายหลังปรากฏตามหนังสือ กบ.ทบ.ด่วนมากที่ ต่อ กห.0404/1560 ลงวันที่ 19 มิ.ย.55 โดยอนุมัติให้ปรับโอนอาคารรับรองดังกล่าวเป็นบ้านพักรับรองกองทัพบกซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพบกก็ตาม แต่เป็นการกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามข้อ 7.2 ให้กระทำได้ ส่วนการที่กองทัพบกสนับสนุนงบประมาณค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำประปาในการใช้งานบ้านพักรับรองกองทัพบกพิจารณาตามความเหมาะสมในการพิจารณาค่ากระแสไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการพักอาศัย ตามความเหมาะสมในการใช้งานตามข้อ 11 แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การให้สิทธิ์ดังกล่าวข้างต้น กองทัพบกได้พิจารณาให้สิทธิ์แก่บุคคลที่เข้าเงื่อนไขมีคุณสมบัติในการเข้าพักอาศัยบ้านพักอาศัยของกองทัพบก มิใช่ให้สิทธิ์เฉพาะกรณี พล.อ.ประยุทธ์ เห็นได้ว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์อาศัยในบ้านพักรับรองที่กองทัพบกจัดให้ และได้รับการสนับสนุนค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำประปา เป็นไปตามดุลยพินิจของกองทัพบก ที่มีอำนาจพิจารณาตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก พ.ศ.2548 โดยระเบียบดังกล่าวใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.2548 ก่อนที่ผู้ถูกร้องจะดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ.และนายกรัฐมนตรี
รัฐพึงจัดบ้านพักสมเกียรติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยที่นายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญของประเทศ นอกจากเป็นหัวหน้าของคณะรัฐมนตรีซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ยังมีฐานะเป็นผู้นำของประเทศ ความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งครอบครัวจึงมีส่วนสำคัญ รัฐมีหน้าที่จัดการดูแลให้ปลอดภัยแก่นายกรัฐมนตรีและครอบครัว ตามความเหมาะสมแก่สภาพการณ์ การจัดบ้านพักรับรองที่ปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว สร้างความพร้อมทั้งสุขภาพกายและจิตใจ การปฏิบัติภารกิจในการบริหารประเทศ ล้วนเป็นประโยชน์ส่วนรวม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐพึงจัดให้มีที่พำนักของผู้นำของประเทศในขณะที่ดำรงตำแหน่ง&amp;quot; นายวรวิทย์ ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีประเทศไทย แม้รัฐเคยกำหนดให้สถานที่บางแห่งเป็นที่พำนักของนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง เช่นบ้านพิษณุโลกก็ตาม แต่ปัจจุบันการบำรุงรักษาไม่พร้อมใช้หรือจัดให้มีขึ้นใหม่ ดังนั้นเพื่อให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำของประเทศได้อย่างสมเกียรติ รัฐพึงจัดให้มีที่พำนักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การที่กองทัพบกอนุมัติให้ใช้บ้านพักรับรองของกองทัพบก และสนับสนุนค่ากระแสไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์เคยได้รับสิทธิ์ตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นกฎที่ยังคงใช้บังคับอยู่โดยไม่ได้ถูกยกเลิกหรือเพิกถอน ประกอบกับกองทัพบกให้สิทธิ์ดังกล่าวกับผู้มีคุณสมบัติตามระเบียบนั้น โดยถือเป็นสิทธิ์ของบุคคลเนื่องมาจากการดำรงตำแหน่ง อดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก จึงไม่ได้เป็นการกระทำที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์รับเงินหรือประโยชน์ใดๆ จากกองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยราชการเป็นพิเศษ นอกเหนือจากปฏิบัติกับบุคคลอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) จนทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) หรือไม่ เห็นว่าเมื่อวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์พักอาศัยบ้านพักรับรองของกองทัพบก ซึ่งกองทัพบกพิจารณาจัดบ้านพักรับรองกองทัพบก สนับสนุนค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำประปาใช้งานในบ้านพักรับรอง เป็นไปตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก 2548 จึงไม่เป็นกรณีการถือประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของประเทศ ไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเอง ไม่เป็นการขอ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ในประการที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่และไม่เป็นการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นการรับที่มีบทบัญญัติกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ให้รับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานจริยธรรม ข้อ 27 ประกอบข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 11 อันเป็นกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา&amp;nbsp; 170 วรรคหนึ่ง (4) อาศัยเหตุผลดังกล่าวจึงวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (3)
คนแม่กลองเชียร์อยู่นานๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีบ้านพักหลวงนั้น เมื่อเวลา 07.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ ต.แม่กลอง อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม โดยจุดแรกไปสักการะหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของ จ.สมุทรสงคราม ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และนมัสการพระสมุทรวริโสภณ รักษาการแทนเจ้าอาวาส ทั้งนี้ พระสมุทรวริโสภณได้มอบพระพุทธจำลองหลวงพ่อบ้านแหลม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรและหนังสือพุทธธรรมฉบับขยายความให้กับนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าวัดได้มีชาวบ้านกว่า 50 คนมารอต้อนรับและให้กำลังใจ ชูป้ายข้อความ &amp;ldquo;รักลุงตู่ อยู่นานๆ ประเทศไทยจะเจริญ ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะคะ&amp;rdquo; โดยได้นำกุหลาบสีแดงมามอบให้นายกฯ และพร้อมกับตะโกน &amp;ldquo;ลุงตู่ สู้ๆ ขอให้อยู่นานๆ ไป 20 ปี รักสถาบัน รักลุงตู่&amp;rdquo; ทั้งนี้ นายกฯ ได้ให้รถหยุดพร้อมกับรับดอกไม้ ทักทายชาวบ้านที่มาให้กำลังใจ และส่งสัญลักษณ์ไอเลิฟยู ก่อนที่นายกฯ จะเดินทางไปยังจุดต่อไป ทั้งนี้ ชาวบ้านที่มาให้กำลังใจระบุว่า &amp;ldquo;ลุงตู่ไม่โกงกิน เป็นของจริง ทำจริง อยากให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ไม่มีนายกฯ คนไหนพัฒนาได้เท่านี้ เรามากันด้วยใจ ไม่ได้มีการเกณฑ์มา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศรักษาความปลอดภัยนั้นเป็นไปอย่างเข้มงวด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองสรรพาวุธเข้าตรวจพื้นที่ โดยมีการกำชับเจ้าหน้าที่ให้ระวังการแสดงสัญลักษณ์และให้ประชาชนอยู่ในจุดที่กำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 08.20 น.&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และคณะ เยี่ยมชมการท่องเที่ยวชุมชน ที่วิสาหกิจชุมชนริมคลองโฮมสเตย์ หมู่ที่ 6 ต.บ้านปรก โดยมีชาวบ้านมอบดอกกุหลาบแดง ให้กำลังใจให้สู้ๆ และพันผ้าขาวม้าให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า สมัยเด็กๆ ครอบครัวอยู่ริมแม่น้ำริมคลอง รู้สึกบรรยากาศเก่าๆ และตั้งแต่เช้าก็มีความสุข เพราะเห็นพี่น้องประชาชน พ่อแม่พี่น้องชาวสมุทรสงคราม และหลวงพ่อวัดบ้านแหลมบอกว่าทุกคนรักสามัคคีกันดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องรักษาสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด ให้นานที่สุด เพราะควบคู่กับสังคมเรามา เรารักบ้านของเราเอง รักชุมชนของเราเอง นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเยี่ยมชมการดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งนายกฯได้พายเรือด้วยตัวเอง โดยขอนั่งคัดท้ายพายแทนนายสวน พร้อมระบุว่าอยู่ริมคลองพายเรือมาตั้งแต่เด็ก ทั้งนี้ เมื่อนายกฯ ขึ้นจากท่าเรือ ผู้สื่อข่าวถามว่าการพายเรือครั้งนี้เหมือนคัดท้ายรัฐนาวารัฐบาลให้เดินหน้าต่อไปใช่หรือไม่ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบ จากนั้นแวะชมกิจกรรมโคกหนองนาโมเดล กิจกรรมทำเกลือสปา ดูการบริหารจัดการน้ำสะอาดคลองผีหลอก บ้านพักริมคลองโฮมสเตย์ และผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนริมคลองโฮมสเตย์ ก่อนจะเดินทางกลับทำเนียบรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) หรือ ศบศ. ในเวลา 15.20 น. นายกฯ ได้เดินกลับขึ้นห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่มารอสัมภาษณ์ จากนั้นเวลา 17.00 น.ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลเพื่อกลับบ้านพัก ร.1 พัน 1 รอ. ถนนวิภาวดีรังสิต โดย พล.อ.ประยุทธ์มีสีหน้าเรียบเฉย และไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85797</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อยู่บ้านหลวง, เป็นไปตามระเบียบกองทัพบก, ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ, ไม่ใช่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc7b4d06ed7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตุลาการศาล รธน. เริ่มประชุมแล้วคุมเข้มรักษาความปลอดภัยโดยรอบอาคารทุกทางเข้า-ออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.2563 - &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 10.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมเพื่อนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184วรรคหนึ่ง (3)หรือไม่แล้ว ก่อนออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณที่ทำการศาลและเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ การอ่านคำวินิจฉัยครั้งนี้ ศาลมีคำสั่งกำหนดบุคคลให้เฉพาะผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้รับมอบฉันทะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นอยู่ในห้องพิจารณาคดีเพื่อรับฟังการอ่านคำวินิจฉัย ส่วนประชาชนทั่วไป สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการอ่านคำวินิจฉัยผ่านยูทูปชาแนลชื่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบรรยากาศที่บริเวณหน้าอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยรอบอาคารมีการตั้งแผงกั้นรั้วเหล็ก พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนประจำจุดหน้าทางเข้าทุกประตู โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ทุ่งสองห้อง และ บก.น. 2 จำนวน 3 กองร้อย ยืนกระจายกำลังตามจุดต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการติดป้ายที่ระบุข้อความ &amp;ldquo;ห้ามชุมนุมใกล้พื้นที่ศาลในระยะ 50 เมตร ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตาม พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 8&amp;rdquo; &amp;nbsp;และติดประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง เรื่องอาณาบริเวณหรือพื้นที่ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบริเวณนอกอาคาร ขณะนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีเพียงสื่อมวลชนทยอยมาปักหลักทำข่าวเท่านั้น ยังไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมมาร่วมชุมนุมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม บริเวณลานหน้าเสาธง ติดกับถนนแจ้งวัฒนะ ได้ติดตั้งลำโพง 2 ตัวสำหรับถ่ายทอดเสียงจากห้องพิจารณาคดีมาให้สื่อมวลชนและประชาชนที่จะมารับฟังการออกอ่านคำวินิจฉัยด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85716</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วินิจฉัย, ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc72a0f844d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนค.รอดดาบแรก ศาลวินิจฉัยเคลียร์ไม่ล้มปกครอง/อนาคตใหม่ลุ้นต่อคดีกู้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ ระบุไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอว่าใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ชี้ข้อบังคับพรรคได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ให้จัดตั้งพรรคได้ แนะ กกต.สั่งเพิกถอนคำว่า &amp;quot;หลักประชาธิปไตยตาม รธน.&amp;quot; เพื่อป้องกันความสับสนขัดแย้งให้สอดคล้อง รธน. &amp;quot;ปิยบุตร&amp;quot; เผยรอดคดีนี้ยังมีคดียุบ อนค.รออยู่ ยังพลิ้วแก้ไขบังคับพรรครอนายทะเบียนก่อน &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ลั่นทำงานกับ ปชช.นอกสภาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการฯ อาคาร A ถนนแจ้งวัฒนะ ช่วงเช้าวันที่ 21 มกราคม องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมเพื่อพิจารณาสำนวนคดีที่นายณฐพร โตประยูร ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.), นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 1-4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ บริเวณชั้น 8 อาคารไทยซัมมิท &amp;nbsp;แกนนำพรรคอนาคตใหม่และ ส.ส. ได้นั่งรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยบรรยากาศภายในห้องเหล่าสมาชิกยังพูดคุยกันด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย ไม่ต่างจากการนัดประชุมพรรคตามปกติ โดยเฉพาะนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ไม่มีท่าทางเครียด ยังคงยิ้มและหัวเราะตามปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00 น. ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) น.ส.ประทับจิต นีละไพจิตร เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนและล่าม รวมถึงผู้แทนจากสถานทูตต่างๆ อาทิ สหภาพยุโรป หรืออียู ประจำประเทศไทย ตัวแทนสถานทูตอังกฤษ รวมกว่า 10 คน เดินทางเข้าร่วมรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่มีแกนนำพรรค อนค.รวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนเดินทางมาฟังแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายณฐพร โตประยูร ในฐานะผู้ร้อง ได้เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยพร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งพรรคอนาคตใหม่ แต่ทำด้วยจิตสำนึกของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผลการตัดสินในวันนี้ออกมาเป็นอย่างไรตนพร้อมยอมรับ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่ต้องการให้มีการยุบพรรค เพียงแต่ต้องการให้สังคมได้รับรู้ว่าวันนี้ตนทำสำเร็จแล้ว สิ่งที่ตนต้องการให้เกิดกระแสว่าเราเป็นคนไทย ต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอย้ำว่าจุดยืนของตนคือรักสถาบันฯ ตนไม่มีอำนาจหน้าที่ทางการเมือง ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง และไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพรรคอนาคตใหม่
กกต.เห็นชอบจัดตั้งพรรคได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาเวลา 12.00 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยโดยมอบหมายให้นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้อ่าน ระบุว่า ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยประเด็นเดียวว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างของผู้ร้องว่าข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งหมายความรวมถึงนโยบายและภาพเครื่องหมาย ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกอบ (พ.ร.ป.) รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 และมาตรา 15 จากบทบัญญัติตามกฎหมาย จะเห็นได้ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น ผู้ยื่นคำขอจะต้องยื่นข้อบังคับพรรคการเมืองไปพร้อมกับคำขอด้วย จากนั้นนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงจะทำการตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารที่ยื่น หากคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารหลักฐานมีความถูกต้องครบถ้วน นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็จะต้องรับดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของ กกต.ได้รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 17 และมีประกาศจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมแสดงว่าข้อบังคับพรรคของพรรคอนาคตใหม่ไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (1) เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจากกกต.ให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่าข้อบังคับพรรคของพรรคอนาคตใหม่ที่ได้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 14 มาตรา 15 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 จึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่จะรายงานไปยัง กกต.เพื่อพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับดังกล่าวได้ ตามมาตรา 17 วรรคสาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงในคดีนี้หาได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นใหม่ และผู้ถูกร้องทั้ง 4 ไม่ได้มีการกระทำอื่นใดที่นอกเหนือไปจากการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่เพิ่มเติมขึ้นในภายหลัง กรณีจึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การยื่นคำร้องของผู้ร้องคงเป็นเพียงข้อห่วงใยในฐานะพลเมืองที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และระบอบการปกครองของประเทศ ดังนั้นข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่ใช้ถ้อยคำว่าหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนรายการคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองข้อ 6 วรรคสอง ที่กำหนดว่า พรรคอนาคตใหม่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ การใช้ข้อความในข้อบังคับของพรรคการเมือง ควรที่จะมีความชัดเจน ไม่มีความคลุมเครือ แตกต่างจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันอาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (3) ได้ ซึ่ง กกต.มีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับนั้นได้ตามมาตรา 17 วรรคสาม เพื่อป้องกันความสับสน ขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นสมควรที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้ช่วยกันแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญต่อไป
ไม่พบพฤติการณ์ล้มล้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 2-4 มีพฤติการณ์แนวคิด ทัศนคติ คลั่งไคล้ปรัชญาตะวันตก เป็นกระบวนการปฏิปักษ์ ปฏิกษัตริย์นิยม มีแนวความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย โดยการแสดงความคิดเห็นในช่วงต่างๆ ทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ เช่น การให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน การแสดงความคิดเห็นต่อหน้าสาธารณชน การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการแสดงความคิดเห็นในช่องทางต่างๆนั้น เห็นว่าการพิจารณาว่าบุคคลใด จะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้เห็นถึงความมุ่งหมายและความประสงค์นั้น ถึงระดับที่วิญญูชนควรจะอาจคาดเห็นได้ว่าน่าจะทำให้เกิดผลเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการกระทำนั้นจะต้องกำลังดำเนินอยู่ และไม่ห่างไกลเกินกว่าเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคดีเป็นเพียงข้อมูล ข่าวสารจากเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเทอร์เน็ต และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 มีพฤติการณ์หรือการกระทำตามความคิดเห็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้ง 4 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาศัยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ไม่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาล รธน.อ่านคำนิจฉัยนายปิยบุตร จากคำวินิจฉัยในวันนี้ เราเห็นว่าคดีนี้ไม่ควรจะเป็นคดีตั้งแต่แรก ตนยืนยันว่านายธนาธร ตน และพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้มีความคิดล้มล้างระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิ่งที่พวกเราทำคือการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืน เพราะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้กับการรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ การรัฐประหารต่างหากคือการล้มล้างการปกครอง การฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้วตั้งตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ต่างหากคือการล้มล้างการปกครอง เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ประชาชนหรือพรรคการเมือง แต่เป็นทหารที่ยึดอำนาจต่างหากที่ล้มล้างการปกครอง
รอ กกต.แจ้งแก้ไขข้อบังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตรกล่าวต่อว่า การประชุมสภาในสัปดาห์นี้ ตนและเพื่อนสมาชิกได้ยื่นญัตติเข้าไปขอให้สภาภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการป้องกันการรัฐประหาร นอกจากนั้นยังมีวาระสำคัญในสภาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราและ ส.ส.ยังคงยืนยันเดินหน้าทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้วันนี้คำร้องยุบพรรคของนายณฐพรจะถูกยกออกไป แต่ยังมีกระบวนการร้องยุบพรรคที่ต้องการทำลายพรรคอนาคตใหม่อยู่ เราเชื่อว่าการยุบพรรคก็ดี กระบวนการนิติสงครามก็ดี ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนได้ มีแต่การเปิดพื้นที่ให้ความคิดที่ต่างกันเข้ามาต่อสู้ในรัฐสภาท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่อนาคตได้&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านธนาธรกล่าวว่า ขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ให้ก้าวมาถึงจุดนี้ พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไป ดังนั้น เราขอสัญญากับประชาชนว่า ขาหนึ่งการทำงานในสภา ตนและ ส.ส.ของพรรค จะมุ่งมั่นทำงานในสภาอย่างมีคุณภาพ ตรวจสอบรัฐบาลอย่างแข็งขัน ในระยะกลาง 2-3 เดือน จะรณรงค์ในร่างกฎหมายหลายฉบับที่เราเสนอต่อสภาไป เช่นการยกเลิกการเกณฑ์ทหารเป็นต้น เราจะจริงจังและมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีกด้านหนึ่ง เราจะทำงานต่อเนื่องกับประชาชนนอกสภา แม้ผมไม่ได้เข้าสภาแล้ว แต่ผมจะเดินทางไปรับฟังปัญหาของประชาชน และเอาปัญหาของประชาชนมาฝากให้ ส.ส.ไปผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป จะทำให้ประชาชนเข้าใจถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำมาซึ่งสังคมแห่งการแลกเปลี่ยน ที่จะพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้ง ขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาสนับสนุนเรา การเดินทางนี้เพิ่งเริ่มต้น จากวันที่เราตั้งพรรคถึงวันนี้ยังไม่ถึงสองปี ยังมีหลายเรื่องที่เราอยากผลักดัน สัญญาจะว่าผลักดันนโยบายให้เป็นจริง และเป็นตัวแทนความฝันของประชาชนที่ต้องการเห็นประเทศไทยไปข้างหน้า ขอขอบคุณทุกกำลังใจ&amp;quot; นายธนาธรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องกลับหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าการร้องเรียนไปมาไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อประชาธิปไตย ขอให้ยุติกระบวนการนิติสงครามเพื่อมาทำงานน่าจะดีกว่า ส่วนคดีเงินกู้เราพร้อมต่อสู้คดี เพราะการพิจารณาของกกต.ไม่ถูกต้อง ภายหลังคณะอนุกรรมการของ กกต.ได้ยกคำร้องไปแล้ว แต่ กกต.ก็ยังดำเนินการต่อไป ซึ่งเราได้ฟ้องร้องเป็นคดีอาญาต่อ กกต.แล้ว ขณะเดียวกัน จะร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดการไต่สวนเพื่อเรียกเอกสารและพยานบุคคลเข้ามาพิจารณา ทั้งนี้มั่นใจว่าเราไม่มีความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ทางพรรคอนาคตใหม่จะมีดำเนินการแก้ไขข้อบังคับพรรคหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า ทางพรรคยังไม่ได้มีการหารือกัน เพราะจากที่ได้รับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นศาลระบุว่าเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมือง คือ เลขาธิการ กกต. ที่จะต้องดำเนินการแจ้งมายังพรรค อนค.หากเห็นว่าข้อบังคับพรรคมีความคลุมเครือหรือไม่ชัดเจน ดังนั้นทางพรรคจะรอการพิจารณาของนายทะเบียนพรรคการเมืองก่อน.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55178</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, พรรคอนาคตใหม่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอว่าใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง, ไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e270068520a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุบพรรคไทยรักษาชาติ จับตาผลกระทบตระกูลเพื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ทางการเมือง 7 มีนาคม องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ประกอบด้วย นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายชัช ชลวร นายปัญญา อุดชาชน นายวรวิทย์ กังศศิเทียม นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และนายบุญส่ง กุลบุปผา ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 ฐานกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากกรณีเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากการลงมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ยุบพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมกับตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้ง 13 คน เป็นเวลา 10 ปี และผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ถือว่าได้บรรยาย เขียนได้ครอบคลุมทุกมิติ แม้จะมีความละเอียดอ่อน ทั้งในแง่หลักกฎหมาย จารีต ประเพณี อธิบายบริบททางการเมืองไทยตอนนี้ได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คำวินิจฉัยบางช่วงบางตอนจากนครินทร์ หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...รัฐธรรมนูญหมวด 1 ได้บัญญัติว่าพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าโดยกำเนิด ทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองตามพระประสงค์ของรัชกาลที่ 7 พระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 7 ที่ระบุว่า พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์เป็นที่เคารพ ไม่ควรแก่ตำแหน่งทางการเมือง และควรอยู่เหนือการถูกติเตียน และไม่ควรแก่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นการงานที่จะนำมาซึ่งพระเดชและพระคุณย่อมอยู่ในวงที่จะถูกติเตียน อีกเหตุหนึ่งจะนำมาซึ่งความขมขื่น โดยในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอันเป็นเวลาที่ต่างฝ่ายต่างโจมตีให้ร้ายซึ่งกันและกัน เพื่อความสงบเรียบร้อยสมัครสมานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างเจ้านายกับราษฎร ควรถือเสียว่าพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปย่อมดำรงอยู่เหนือการเมืองทั้งหลาย ส่วนเจ้านายจะทำนุบำรุงประเทศ ก็ย่อมมีโอกาสบริบูรณ์ในทางตำแหน่งประจำและตำแหน่งในวิชาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักการพื้นฐานดังกล่าวเป็นเจตนารมณ์ร่วมของการสถาปนาระบอบการปกครองของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญแต่เริ่มแรก และเป็นฉันทานุมัติที่ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรให้การยอมรับปฏิบัติสืบต่อมาว่า พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงควรอยู่เหนือการเมือง โดยเฉพาะการไม่เข้าไปมีบทบาทเป็นฝักเป็นฝ่ายต่อสู้แข่งขันรณรงค์ทางการเมือง อันอาจจะนำมาซึ่งการโจมตี ติเตียน และจะกระทบต่อความสมัครสมานระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับราษฎร ที่เป็นหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมา กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติ จึงยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บุคคลใดอยู่ในข่ายหรือได้รับการยกเว้นไม่ต้องแจ้งเหตุขัดข้องในการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับมีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ผู้ใดจะละเมิดฟ้องร้องในทางใดๆ ไม่ได้ ทรงอยู่เหนือการเมืองและดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง ประกอบกับ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา ไม่เคยไปใช้สิทธิ์ทางการเมือง หากกำหนดให้พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา ซึ่งมีความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ มีหน้าที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งและขัดต่อหลักความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา ตามพื้นฐานว่าด้วยการดำรงความเป็นกลางทางการเมือง สอดคล้องกับหลักการที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงราชย์ แต่ไม่ได้ทรงปกครอง อันเป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่นานาอารยประเทศ ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขของรัฐ กล่าวคือ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นบ่อเกิดแห่งความชอบธรรม เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ และธำรงความเป็นปึกแผ่นของชาติ พระมหากษัตริย์ในฐานะพระประมุขของรัฐทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนการปกครองของไทย มีความแตกต่างจากการปกครองของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐอื่น ที่กษัตริย์ใช้อำนาจราชาธิปไตยสมบูรณ์ ควบคุมการใช้อำนาจการเมืองผ่านการแต่งตั้งบรมวงศานุวงศ์ให้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติในการเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เพื่อแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และในกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลในนามพรรคการเมืองเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นผลว่าจะทำให้การปกครองของไทยจะแปรเปลี่ยนไปสู่สภาพที่สถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองประเทศ สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมมีผลให้หลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องถูกเซาะกร่อนบ่อนทำลายให้เสื่อมทรามไปโดยปริยาย....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สิ้นสุดและมีผลผูกพันไปทุกองค์กร พลันที่มีคำวินิจฉัยออกมา คณะพรรคไทยรักษาชาติต่างน้อมรับ ด้วยอายุทางการเมืองของ กรรมการบริหารพรรคยังไม่มากนัก อาทิ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีตหัวหน้าพรรค ในวัยเพียง 38 ปี มิตติ ติยะไพรัช อดีตเลขาธิการพรรค คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ต่างอยู่ในวัย 30 ต้นๆ เช่นเดียวกับ ฤภพ ชินวัตร ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานทักษิณ ชินวัตร ยังไม่แตะหลัก 4 หากยังหวังกลับมาโลดแล่นในวงการการเมืองในอีก 10 ปีข้างหน้า ถือว่ายังกลับมาในเวทีการเมืองได้ หากไม่ถอยห่าง เบื่อไปเสียก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากคำวินิจฉัยอาจถูกหยิบยกนำไปเสวนาในแวดวงนักกฎหมาย นักวิเคราะห์การเมืองในวงแคบ บางคนหยิบยกหลักทฤษฎีตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว อ้างอิงจากตำราตะวันตก มองต่างมุม บ้างพิเคราะห์ถึงบริบททั้งตัวบทกฎหมาย จารีต ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องสถาบัน เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ ไม่สมควรอย่างยิ่งหากจะมีผู้หนึ่งผู้ใด พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด นำสถาบันลงมาให้เกี่ยวข้องกับการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ไม่เท่านั้น ก่อนหน้านี้เคยได้เห็นบทความ บทสัมภาษณ์ แกนนำคนเสื้อแดงบางคนที่หนีคดี 112 ได้พูดถึงเป้าประสงค์ ความต้องการ เป็นบันได ที่หนึ่งในนั้นคือ การกัดเซาะเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดในเวลาต่อไป ดังนั้นผลจากคำวินิจฉัยอาจถือเสมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมเอาไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ยังมีอีกมิติที่น่าติดตามกันต่อไป ผลกระทบจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ได้ส่งผลบวกหรือผลลบต่อพรรคซีกประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่เริ่มมีการมองกันว่า ได้รับทั้งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ ในแง่ทางบวก ปฏิเสธไม่ได้คะแนนความสงสาร จะถูกเทไปยังฝั่งเพื่อไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด หลายพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งจากฐานเสียงเดิม แต่ในส่วนของพื้นที่ที่เพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส. ก็อาจส่งผลดีต่อพรรคซีกฝ่ายประชาธิปไตยซีกอื่นเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในทฤษฎีดังที่กล่าวมาใช้ไม่ได้ในพื้นที่อ่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน กทม. จากคะแนนสำรวจภายใน บางเขตที่ผู้สมัครเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์แข่งขันกัน เมื่อเกิดปรากฏการณ์ยุบพรรค ยิ่งทำให้คะแนนของผู้สมัคร ส.ส.กทม.เพื่อไทย ในเขตที่มีผลต่างการนำไม่มากนัก กลับกลายเป็นคู่แข่งขันการเมืองพลิกกลับมานำ นอกจากนี้ ในเขตที่คะแนนสำรวจภายในเพื่อไทยตามกันไม่มากนัก ยิ่งเพิ่มช่องว่างระยะห่างให้ห่างออกไป และอีกประเด็นที่ได้รับผลกระทบ อันเนื่องจากเพื่อไทยเน้นการแก้ปัญหาภาพกว้าง นโยบายที่เปิดออกมาเป็นการเอาใจฐานเสียง มวลชนในต่างจังหวัดเป็นหลัก จนถึงวันนี้เพื่อไทยยังไม่มีการประกาศนโยบายสำหรับชาว กทม.ออกมาเลย ขณะที่การเลือกตั้งเหลือเวลาเพียง 2 อาทิตย์เท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ไม่เพียงพื้นที่ กทม.ได้รับผลกระทบ แต่ยังมีการประเมินไปถึงพื้นที่ภาคกลางหลายจังหวัด หรือแม้แต่อีสานตัวเมือง จากที่มีพรรคการเมืองเข้ามาเป็นตัวเลือกมากขึ้น ทำให้คะแนนถูกแบ่งออกไป แล้วยิ่งมาเจออาฟเตอร์ช็อกจาก การกระทำมิบังควรของพรรคไทยรักษาชาติ สูตรคณิตศาสตร์ สมการการเมืองว่าด้วยจำนวนที่นั่ง ส.ส. อาจต้องกลับมาดีดลูกคิดกันใหม่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30919</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ยุบพรรคไทยรักษาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190309/image_big_5c83d2a938fe5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
