<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 10:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; ผุดไอเดียเปิดพื้นที่จังหวัดชายแดน ให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเที่ยวฟื้นเศรษฐกิจการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.64 - นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า&amp;nbsp;พลเอกประยุทธ์ต้องหัดรับฟังเสียงของประชาชนและต้องฟังเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจ รวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอแนะ เมื่อฟังแล้วก็ต้องนำไปพิจารณาแก้ไข เพราะคนที่ลำบากที่สุดในขณะนี้คือ ประชาชน และภาคธุรกิจ ที่ต้องทนแบกภาระมากว่าปีแล้ว โครงการและนโยบายต่างๆ น่าจะต้องเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนให้ธุรกิจอยู่รอด ไม่ใช่ไปซ้ำเติมหรือไปเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น ในขณะนี้ในโครงการ คนละครึ่ง รัฐกลับใช้โครงการนี้เป็นฐานข้อมูลในการเรียกเก็บภาษีกับร้านค้า ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกที่ถูกเวลา หากเป็นสถานการณ์ปกติ ในช่วงที่ผู้ประกอบการมีกำไร การเรียกเก็บภาษีถือเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ แต่ในภาวะวิกฤตขณะนี้ การเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกับร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่ง กลับเป็นเหมือนการซ้ำเติมผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่แบกปัญหากันหนักมากอยู่แล้ว ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลใช้อะไรคิด ถึงได้ซ้ำเติมผู้ประกอบการแบบนี้ในภาวะเช่นนี้ นอกจากนี้ยังอยากขอให้พลเอกประยุทธ์ได้พิจารณาเปิดให้ประชาชนสั่งซื้อร้านอาหารในห้างได้โดยมีจุดรับส่ง เพื่อนำกลับบ้านเพื่อช่วยทั้งประชาชนให้มีทางเลือกในการซื้ออาหาร และร้านอาหารสามารถประคองตัวได้เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีการล็อกดาวน์นี้อีกนานขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ ภาคเอกชน โดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เตรียมยื่น 4 ข้อเสนอถึงพลเอกประยุทธ์ ในการช่วยเหลือ SMEs ให้อยู่รอดซึ่งหากเป็นผู้นำที่เข้าใจเศรษฐกิจและมีความรู้ในภาคธุรกิจจริงๆ ก็ควรจะรับพิจารณาเพื่อดำเนินการ และอาจจะช่วยเหลือเพิ่มมากกว่า 4 ข้อ ที่เสนอมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนให้อยู่รอดในภาวะวิกฤตนี้&amp;nbsp;ในภาวะเช่นนี้ ทุกธุรกิจประสบปัญหากันหมด พลเอกประยุทธ์ จะต้องศึกษา และจัดลำดับความสำคัญ และหาทางแก้ไขให้เข้ากับพื้นที่ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการขนส่งชายแดน ที่จำเป็นต้องส่งสินค้าข้ามแดน มีปัญหาเรื่องที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และต้องตรวจไวรัสโควิดทุกครั้ง ค่าใช้จ่ายในการตรวจแต่ละครั้งประมาณ 3,000 บาท ถ้าต้องขน 10 คัน ก็ต้องจ่าย 30,000 บาท และการตรวจแต่ละครั้งใช้ได้แค่ 7 วันเท่านั้น และการขนส่งสามารถทำได้แค่ 1 รอบเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้นอยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาเป็น 14 วันได้หรือไม่ เพื่อช่วยธุรกิจที่ยังพอทำมาค้าขายได้ และช่วยสนับสนุนให้ประชาชนในบริเวณจังหวัดชายแดนได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบ เพราะธุรกิจเหล่านี้ ยังสามารถสร้างรายได้ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปัจจุบัน เงินดอลล่าร์สหรัฐ และเงินบาทไทย ขาดแคลนอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากในการซื้อขายสินค้าเพื่อการส่งออก &amp;nbsp;ทั้งนี้เพราะการค้าขายชายแดนระหว่างไทยและลาวลดลงอย่างมากในช่วงวิกฤตไวรัสโควิดนี้ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้เริ่มทำ Sandbox ในแต่ล่ะจุดแล้วไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดภูเก็ตหรือที่เกาะสมุย ด้งนั้นจึงควรพิจารณาทำ Sandbox ในจังหวัดชายแดนต่างๆ ด้วย ตามความพร้อม ก็น่าจะเป็นไปได้ &amp;nbsp;โดยน่าจะอนุญาตให้ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว สามารถเดินทางข้ามประเทศเข้ามาได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาในแต่ละจังหวัดที่กับติดชายแดนและมีการค้าขายกันมาก ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์ อาจจะไม่ทราบว่าคนลาวเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดหนองคายกันอย่างมาก จนยอดขายในห้างสรรพสินค้าและในห้างโมเดิร์นเทรดที่หนองคายมียอดขายติดอันดับของประเทศไทย การเปิดแซนด์บอกซ์ที่หนองคายจะช่วยส่งเสริมธุรกิจและเพิ่มการค้าขายได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะวิกฤติโควิด พลเอกประยุทธ์ จะต้องศึกษาหาทางดูแลให้เศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้ด้วย ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำจะต้องออกจากทำเนียบและออกจากบ้าน แล้วมาทำความเข้าใจและเข้าถึงปัญหาของประชาชนและปัญหาของภาคธุรกิจในแต่ละพื้นที่และในแต่ละภาคส่วน ก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะยิ่งบานปลายไปมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา กล่าวว่า จังหวัดหนองคาย เป็นจังหวัดชายแดนที่มีการค้าขายมากกับประเทศเพื่อนบ้าน เศรษฐกิจของหนองคาย จึงขึ้นกับกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตัวเลขผู้ได้รับวัคซีนอ้างอิงตาม หมอพร้อม จังหวัดหนองคายมีประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนในวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 จำนวน 750 ราย รวมแล้วมีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนสะสมทั้งหมด 96,392 ราย คิดเป็น 15.37% เท่านั้น ในขณะที่ในกรุงเวียงจันทร์มีประชากรลาวที่ได้รับการฉีดวัคซีนในสัดส่วนที่มาก อีกทั้งยังได้รับการฉีดวัคซีน mRNA เช่น ไฟเซอร์ ที่มีคุณภาพดีกว่าวัคซีนที่ไทยใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นแล้วไทยจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร&amp;nbsp;การฟื้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติการณ์ไวรัสโควิด ผู้นำจะต้องมีความรู้ความสามารถและจะต้องมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรทำก่อนและหลัง อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศ หากผู้นำขาดทักษะในเรื่องนี้เศรษฐกิจไทยคงจะฟื้นได้ยาก และ พลเอกประยุทธ์น่าจะรู้ดีถึงข้อจำกัดของตัวเองในเรื่องนี้ และไม่ควรจะดื้อรั้นอีกต่อไป ซึ่งจะสร้างปัญหาให้ประเทศมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110678</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, การเมือง, คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย, พรรคเพื่อไทย, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8e61cea98e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2021 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2021 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;ย้ำเงินเยียวยา3,500บาท2เดือนไม่เพียงพอชี้แนะงบไม่พอให้ไปหั่นค่าซื้ออาวุธ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ม.ค. 2564 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส. หนองคาย และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลโดย พลเอกประยุทธ์ จะออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนในการระบาดของไวรัสโควิดรอบใหม่ตามที่ได้ประกาศออกมาแล้วแต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดครบถ้วน โดยจะประกาศอย่างเป็นทางการหลังประชุม ครม. ในวันที่ 19 มกราคมนี้ อยากให้พลเอกประยุทธ์ได้คิดให้ครบกรอบ อย่าได้คิดครึ่งๆกลางๆแล้วต้องมาตามแก้ หรือ ที่ถูกล้อเลียนว่าเป็นนโยบาย ทราบแล้วเปลี่ยน คือประกาศแล้วต้องมาเปลี่ยนตลอด ทำความสับสนและเพิ่มความลำบากให้กับประชาชนมากขึ้น และยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวในการบริหารประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้พิจารณาว่าการเยียวยา 3,500 บาท 2 เดือน ไม่น่าจะเพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ เพราะเฉลี่ยแล้วเหลือเพียงวันละ 117 บาทเท่านั้น คราวที่แล้วเบากว่านี้ยังได้ เดือนละ 5,000 บาท 3 เดือน ซึ่งประชาชนก็ยังไม่พอเลี้ยงชีพอีกทั้งหนี้ได้เพิ่มขึ้นอีกมาก อีกทั้ง สถานการณ์การระบาดของไวรัสอาจจะยืดเยื้อกว่าคราวที่แล้ว ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้เยียวยาตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอแล้วคือ 5,000 บาท 3 เดือน โดยต้องแจกประชาชนที่ลำบากให้ทั่วถึง และ 6,000 บาท 3 เดือน สำหรับ 5 จังหวัดที่ควบคุมเข้มข้น โดยเชื่อว่ารัฐบาลมีเงินเพียงพอจะจ่ายอยู่แล้ว จากเงินช่วยเหลือคราวที่แล้ว 1 ล้านล้านบาท ยังคงเหลืออีกเกือบ 5 แสนล้านบาท และ งบประมาณปีนี้ตั้งเงินช่วยเหลือไว้อีก 1.3 แสนล้านบาท รวมแล้ว กว่า 6 แสนล้านบาท และถ้าจำเป็นต้องใช้เพิ่ม ก็ควรจะไปตัดจากงบทางทหารที่ไม่จำเป็นออกไปเลย โดยเฉพาะ งบประมาณการซื้ออาวุธที่ยังมีอยู่มากมาย รวมถึง งบซื้อเรือดำน้ำ ด้วย แล้วนำเงินมาช่วยประชาชนจะดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎากล่าวว่า การช่วยเหลือ ธุรกิจ SMEs อยากขอให้มีแผนงานชัดเจน และต้องมีปริมาณเงินที่เพียงพอด้วย เพราะธุรกิจ SMEs เดือดร้อนกันอย่างหนัก หากไม่ช่วยเหลือหรือช่วยเหลือไม่เพียงพอ ช่วยแบบเสียไม่ได้ จะไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจ SMEs จำเป็นต้องเลิกกิจการเป็นจำนวนมากตามข่าวที่ปรากฏเกือบทุกวัน และจะทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น ประชาชนจำนวนมากจะเดือดร้อนหนัก และอาจจะมีอาชญากรรมตามมาอีกมาก จึงอยากให้รัฐบาลได้คิดให้ครบกรอบ และ อยากให้คิดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเยียวยา และการป้องกันไวรัสโควิดด้วย เพราะจากการระบาดของไวรัสครั้งใหม่นี้ เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะฟื้นก็อาจจะไม่ฟื้นเลยก็เป็นได้ มีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจไทยอาจจะไม่เติบโตเลยหลังจากปีที่แล้วที่เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก หรือ ถึงจะโตได้ก็ต่ำมากๆ ประมาณ 1-2% เท่านั้น แถมยังอาจจะมีโอกาสติดลบต่อได้อีกถ้าการควบคุมการระบาดของไวรัสรอบใหม่ไม่ดีพอ โดยการระบาดครั้งใหม่นี้เกิดมาจากระบบที่หละหลวมของรัฐบาลที่ปล่อยให้มี การลักลอบเปิดบ่อนการพนันกันทั่วไป และ การลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเถื่อนเข้ามาในประเทศ ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะมีระบบอุปถัมภ์ของคนในรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าให้ประชาชนต้องมารับเคราะห์ที่ต้องได้รับความลำบากจากความผิดพลาดของรัฐบาลแต่กลับเยียวยาไม่เต็มที่ ซึ่งจะทำให้ประชาชนโกรธแค้นและจะออกมาขับไล่รัฐบาลกันมากขึ้นอีกหลังการระบาดสิ้นสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90080</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย, งบซื้ออาวุธ, เงินเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210117/image_big_6003a312b7d90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2018 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2018 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คนไม่มีผม&#039;แหยงทำแค่แชร์โพสต์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 ก.ย.2561 - &amp;nbsp;หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ก.ย.ในระหว่างงานแถลงยุทธศาสตร์ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) &amp;nbsp;ว่าด้วยเรื่อง &amp;quot;คนไม่มีผม&amp;quot; ที่ชอบวิจารณ์เรื่องเศรษฐกิจ พร้อมทั้งระบุว่า &amp;quot;สงสัยความจำเสื่อม เพราะเรียกมาทำความเข้าใจหลายรอบแล้วก็ยังเหมือนเดิม ต้องบอก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เผื่อจะเรียกมาคุยอีก &amp;nbsp;แต่ก็คงเบื่อแล้ว เพราะเรียกมาก็กลับไปพูดอีก ที่ผ่านมาก็เรียกไป 15 ครั้งแล้ว เรียกจนเบื่อกลับไปก็พูดอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในทันทีในวันที่ 7 ก.ย. พล.อ.ประวิตรก็รับลูกว่าอาจต้องเรียกคนไม่มีผมเข้ามา โดยระบุว่า &amp;ldquo;ก็เรียกมาอีกสิ ชอบอยากให้เรียกก็เรียก นักการเมืองก็พูดไปเรื่อย&amp;rdquo; ในขณะเดียวกัน &amp;nbsp; นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็ระบุในวันที่ 7 ก.ย.ว่า ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์หมายถึงใคร แต่ถ้าหากหมายถึงตนเอง ก็อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับไปอ่านข้อเสนอแนะและการวิเคราะห์ใหม่ เพราะสงสัยว่า พล.อ.ประยุทธ์จะอ่านข้อเสนอแนะและการวิเคราะห์ไม่ละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่น่าสังเกตว่าหลังจากวันที่ 7 ก.ย.นายพิชัยไม่มีการโพสต์แบบดุเดือดแบบเดิมๆ อีก โดยส่วนใหญ่เป็นการนำโพสต์ข่าวที่อ้างคำพูดของนายพิชัยในที่ต่างๆ มาแชร์ไว้เท่านั้น โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำเพื่อไทย โพสต์ก็นำมาแชร์ แต่ไม่มีการโพสต์หรือเขียนวิจารณ์แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17133</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย, คสช., นายกรัฐมนตรี, พท., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิชัย นริพทะพันธุ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa66e4b69986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039; ปลุก &#039;ทักษิโณมิกส์&#039; ฟื้นความนิยมพรรคเพื่อไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 61 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;กล่าวว่า ตามที่ได้เสนอแนวคิดทักษิโณมิกส์ ปรับปรุงใหม่ หรือ เวอร์ชั่นใหม่ เมื่อตอนเข้ารายงานตัวกับ บก. ปอท. ในการถูกเรียกครั้งที่ 11 นั้น อยากให้มั่นใจว่า แนวคิดทักษิโณมิกส์เวอร์ชั่นใหม่นี้เป็นความคิดส่วนตัวของตนในการนำหลักคิดทางเศรษฐกิจเดิมในสมัยพรรคไทยรักไทยที่ประชาชนชื่นชอบมาพัฒนาต่อยอด โดยชื่อทักษิโณมิกส์&amp;nbsp;อดีตประธานาธิบดี อาร์โรโยของประเทศฟิลิปปินส์เป็นผู้ตั้งให้ในปี 2546 และพยายามจะนำไปใช้พัฒนาประเทศฟิลิปปินส์ จนกลายเป็นชื่อสากลที่รู้จักกันทั่วโลก ดังนั้น ชื่อทักษิโณมิกส์นี้ จึงไม่ได้มีการครอบงำแต่อย่างใด คล้ายกับการนำแนวคิดเศรษฐกิจแบบเคนเซี่ยน ของจอร์น เมย์นาร์ด เคนส์ หรือ เรแกนโนมิกส์ ของอดีตประธานาธิบดีเรแกน แล้วนำมาพัฒนาแนวคิดหลักๆคือ การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และขยายโอกาส ประกอบกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน (Dual Track)ที่พัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ด้านบนไปพร้อมกับพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ลดช่องว่างของรายได้ พัฒนาให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีซึ่งจะแก้ไขไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าทำไมเศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวแต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้นเลยแต่กลับแย่ลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า ทักษิโณมิกส์เวอร์ชั่นใหม่นี้จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ในด้านต่างๆ และนำสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเข้ามาร่วมพัฒนาแนวคิดเพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้าได้ทันโลก หลังจากล้าหลังมากว่า 4 ปีแล้ว นอกจากนี้ยังจะเป็นการสร้างความหวังและความสุขให้กับประชาชนได้ทันทีตั้งแต่วันแรกหากพรรคเพื่อไทยได้เข้าบริหารประเทศโดยไม่ต้องรอ 4 ปีแล้วค่อยมาคิดทำ จนหลายคนสงสัยว่าหากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกอีก ประชาชนจะต้องรออีก 3-4 ปีหรือไม่ ถึงจะมีแนวทางช่วยประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากมีประกาศให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ จะมีการเสนอแนวคิดทักษิโณมิกส์ เวอร์ชั่นใหม่นี้เข้าสู่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และที่ประชุมพรรค เพื่อพิจารณาทำเป็นนโยบายของพรรคต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ความนิยมของพรรคเพื่อไทยพุ่งสูง และเป็นความหวังของประชาชนได้อย่างแน่นอน&amp;quot;นายพิชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15995</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย, ทักษิโณมิกส์, นายพิชัย นริพทะพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7e1bd4c958c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;ฟุ้งนโยบาย&#039;เพื่อไทย&#039;สุดเจ๋งมั่นใจชนะถล่มทลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.61-นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว. พลังงาน ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ยืนยันความพร้อมนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป &amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นนโยบายที่เพียบพร้อมในทุกด้านและสุดเจ๋ง โดยเฉพาะนโยบายทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ซึ่งจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังลำบากอยู่ได้ และทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นแน่นอน ไม่ใช่เพิ่มเงินเฉพาะกลุ่มคนรวยและนายทุนเหมือนในปัจจุบัน และประเทศไทยจะพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ในโลกได้โดยไม่ขายหน้าประเทศอื่นเหมือนเป็นตัวตลกแบบในตอนนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัยกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยทราบดีว่านโยบายเป็นปัจจัยหลักที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ และที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยก็ไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวังในเรื่องนโยบายและการนำนโยบายมาทำให้เป็นจริง โดยนโยบายของพรรคจะทำให้ประชาชนมีความสุขและมีความหวังตั้งแต่วันแรกหากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้เข้าบริหารประเทศ โดยประชาชนไม่ต้องทนลำบากรอถึงกว่าสี่ปี จนจะมีการเลือกตั้งถึงจะมาคิดเอาใจประชาชนเพื่อซื้อเสียง แถมยังเป็นแนวคิดแบบเก่าๆ เดิมๆ ที่ลอกเลียนจากพรรคไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทยในอดีตมาทั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่เปิดนโยบายจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมก่อนการเลือกตั้ง เพราะเกรงว่าจะถูกลอกเลียนแบบ และปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน ซึ่งหากเปิดนโยบายแล้วโดนใจประชาชน รัฐบาลอาจจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก อย่างไรก็ดี หากได้ติดตามแนวคิดที่ตนได้นำเสนอต่อสาธารณะมาโดยตลอด ก็น่าจะพอคาดเดาได้ว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยจะเป็นแนวคิดที่ทันสมัย โดยนำกระแสโลก และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนานโยบายเพื่อพัฒนาประเทศและทำให้ประชาชนมีความสุข และจะเน้นการสร้างโอกาส และการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กกต. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถพัฒนาความคิดตามทันนโยบายใหม่ของพรรคเพื่อไทย และไม่พยายามขัดขวางการพัฒนาของประเทศและไม่ขัดความสุขของประชาชน ซึ่งถ้าหากต้องการทราบนโยบาย ก็ต้องเร่งให้รัฐบาลและ คสช. กำหนดวันเลือกตั้งโดยเร็ว จะได้พิสูจน์กันว่าการชนะอย่างถล่มทลายแบบ Avalanche นั้นเกิดได้จริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14351</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;กกต.&#039;, การเมือง, การเลือกตั้ง, คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cefdc735a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คำโตเหมือนนายใหญ่ &#039;พิชัย&#039; โวนโยบายเพื่อไทยจะทำให้ทุกคนรวยแน่นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.61 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตามที่ได้มีการทวงถามนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายพร้อมแล้ว ซึ่งจะเป็นนโยบายที่เพียบพร้อมในทุกด้านและขอยืนยันว่าสุดเจ๋ง โดยเฉพาะนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังลำบากอยู่ได้ และทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นแน่นอน ไม่ใช่เพิ่มเงินเฉพาะกลุ่มคนรวยและนายทุนเหมือนในปัจจุบัน และ ประเทศไทยจะพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆในโลกได้โดยไม่ขายหน้าประเทศอื่นเหมือนเป็นตัวตลกแบบในตอนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เพราะพรรคเพื่อไทยทราบดีว่านโยบายเป็นปัจจัยหลักที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ และ ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยก็ไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวังในเรื่องนโยบายและการนำนโยบายมาทำให้เป็นจริง โดยนโยบายของพรรคจะทำให้ประชาชนมีความสุขและมีความหวังตั้งแต่วันแรกหากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้เข้าบริหารประเทศ โดยประชาชนไม่ต้องทนลำบากรอถึงกว่าสี่ปี จนจะมีการเลือกตั้งถึงจะมาคิดเอาใจประชาชนเพื่อซื้อเสียง แถมยังเป็นแนวคิดแบบเก่าๆเดิมๆที่ลอกเลียนจากพรรคไทยรักไทย และ พรรคเพื่อไทยในอดีตมาทั้งนั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยยังไม่เปิดนโยบายจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมก่อนการเลือกตั้ง เพราะเกรงว่าจะถูกลอกเลียนแบบ และ ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน ซึ่งหากเปิดนโยบายแล้วโดนใจประชาชน รัฐบาลอาจจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก อย่างไรก็ดี หากได้ติดตามแนวคิดที่ตนได้นำเสนอต่อสาธารณะมาโดยตลอด ก็น่าจะพอคาดเดาได้ว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยจะเป็นแนวคิดที่ทันสมัย โดยนำกระแสโลก และ เทคโนโลยีใหม่ๆมาพัฒนานโยบายเพื่อพัฒนาประเทศและทำให้ประชาชนมีความสุข และจะเน้นการสร้างโอกาส และ การเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กกต. และ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถพัฒนาความคิดตามทันนโยบายใหม่ของพรรคเพื่อไทย และ ไม่พยายามขัดขวางการพัฒนาของประเทศและไม่ขัดความสุขของประชาชน ซึ่งถ้าหากต้องการทราบนโยบาย ก็ต้องเร่งให้รัฐบาลและคสช. กำหนดวันเลือกตั้งโดยเร็ว จะได้พิสูจน์กันว่าการชนะอย่างถล่มทลายแบบ Avalanche นั้นเกิดได้จริง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14338</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย, นโยบายพรรคเพื่อไทย, พิชัย นริพทพันธุ์, เงินในกระเป๋าเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180327/image_big_5ab9d17ab4dec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
