<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะประมง ม.เกษตรฯ-ซีพีเอฟ ร่วมพัฒนาคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;คณะประมง&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โชว์ความสำเร็จโครงการความร่วมมือ &amp;ldquo;ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน&amp;rdquo; ห้องเรียนสำหรับนิสิตประมงเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง เกี่ยวกับระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย ปลอดสาร พัฒนาคนรุ่นใหม่ตอบโจทย์ความต้องการภาคการประมงที่ยั่งยืน ณ อาคารบุญอินทรัมพรรย์ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะประมง ม.เกษตรฯ กล่าวว่า คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการประมงน้ำจืดให้ทันสมัยตอบโจทย์กระแสการบริโภคสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือโครงการ &amp;ldquo;ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน&amp;rdquo; กับซีพีเอฟ เปิดโอกาสนิสิตสาขานี้ได้เรียนรู้ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควบคู่กับมุมมองเชิงธุรกิจ รวมถึงปลูกฝังความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการถ่ายทอดจากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟโดยตรง และได้ลงมือปฏิบัติจริง รวมถึงเพิ่มแนวความคิดความเข้าใจในด้านการผลิตสินค้าคุณภาพตามความต้องการของตลาด ทั้งนี้โครงการฯ ยังเป็นโมเดลในการร่วมมือกับซีพีเอฟในการพัฒนาหลักสูตรเรียนรู้ของนิสิตภาควิชาอื่นๆ ในคณะประมง อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ โครงการฯ ช่วยให้นิสิตได้รับการถ่ายทอดความรู้โดยตรงจากองค์กรชั้นนำด้านการเกษตร ช่วยให้นิสิตมีความเข้าใจในการผลิตสินค้าประมงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยจากการใช้ยาและสารเคมี ไม่เพียงเราจะได้พัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้าใจการผลิตสินค้าสัตว์น้ำสะอาด ปลอดภัย และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยตามหลักสากลและส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ผศ.ดร.เมธี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิโรจน์ ยุทธยงค์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการความร่วมมือฯ กับ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มดำเนินมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2563 โดยซีพีเอฟนำองค์ความรู้ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทันสมัย เรียกว่า CARE Aquaculture Model ซึ่งเป็นระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่เน้นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอาหารและการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นระบบที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ต้องมีความรู้ทางการผลิตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปต่อยอดในการดำเนินอาชีพของนิสิต ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและมีส่วนช่วยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้ ซีพีเอฟจะนำโครงการฯ ไปขยายผลต่อกับนิสิตประมงใน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยจะพัฒนาห้องเรียนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้นิสิตได้เรียนรู้ระบบ CARE Aquaculture Model อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงผลักดันให้นิสิตมีส่วนร่วมกับการพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้ทันสมัยและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มากขึ้น&amp;quot; นายวิโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายรชต ทองสุวรรณ์ อายุ 21 ปี นิสิตภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์ ชั้นปีที่ 3 คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การที่มีโครงการฯ นี้ในหลักสูตรถือเป็นประโยชน์กับนิสิตอย่างมาก เพราะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและลงมือปฏิบัติจริงควบคู่กัน รวมถึงฝึกทักษะหลายๆ ด้าน อาทิ ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่เพียงแค่เพื่อนร่วมภาควิชาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาควิชาอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากตรงนี้ อนาคตจะนำไปประยุกต์กับธุรกิจของที่บ้าน เพื่อส่งเสริมให้การเลี้ยงปลาน้ำจืดดีขึ้น มีระบบน้ำหมุนเวียนที่ไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี และจะส่งต่อข้อมูลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ที่สนใจ เพราะเป็นระบบที่จะช่วยให้เกษตรกรรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับโครงการความร่วมมือ &amp;ldquo;ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน&amp;rdquo; ซีพีเอฟได้นำระบบการเลี้ยง ที่เรียกว่า CARE&amp;nbsp; Aquaculture Model หรือ CARE เป็นกระบวนการผลิตที่ใช้ระบบน้ำหมุนเวียนที่มีการบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ทำให้ประหยัดการใช้น้ำเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;และยังออกแบบฟาร์มให้ประหยัดพลังงาน โดยนำหลักการ Gravity Flow มาใช้ ลดการใช้ยาและสารเคมี ที่สำคัญยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ประกอบกับในอนาคตจะมีการใช้พลังงานโซล่าเซลส์มาร่วมในออกแบบฟาร์ม มีการบริการจัดการง่ายโดยการนำระบบอัติโนมัติต่างๆ มาใช้ อาทิ การเปิด-ปิดเครื่องให้อาหารและเครื่องให้อากาศได้จากทางโทรศัพท์ เหมาะกับเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งจะมาช่วยพัฒนาและยกระดับธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำภายในประเทศ./&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97980</URL_LINK>
                <HASHTAG>CARE, CARE  Aquaculture Model, คณะประมง, ซีพีเอฟ, ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ, นายวิโรจน์ ยุทธยงค์, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60655a694b4ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 07:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 07:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เกาะมันใน&#039;เกาะที่&#039;พระราชินี&#039;พระราชทานให้แผ่นดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เนื้อหาและรูปบนเฟซบุ๊ก ว่าเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง มีพื้นที่ 134 ไร่ ชื่อเกาะมันใน ครั้งหนึ่งในอดีต เกาะแห่งนี้เคยเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระราชินีองค์หนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2518 เกาะกลายเป็นของแผ่นดิน เพราะราชินีองค์นั้นพระราชทานให้กรมประมง จุดประสงค์คือเพื่อดูแลอนุรักษ์เต่าทะเล ปัจจุบัน กรมทรัพยากรทางทะเลฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ เป็นเกาะแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีเป้าหมายเพื่อดูแลเต่าโดยเฉพาะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;45 ปีที่ผ่านมา มีลูกเต่านับหมื่นเคยอยู่ที่นี่ก่อนลงสู่ท้องทะเล มีพ่อเต่าแม่เต่านับพันเคยพักรักษาตัว ก่อนกลับบ้านเพื่อสืบสายพันธุ์อีกครั้ง ณ เวลานี้ พ่อเต่าแม่เต่าลูกเต่าหลายตัวก็ยังอยู่บนเกาะ &amp;nbsp;บ่อใหญ่ 30 ไร่ในทะเล ยังเป็นที่พักพิงสุดท้ายของเต่าบาดเจ็บจากการติดขยะทะเล ขาขาด พิการจนไม่สามารถกลับบ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาะมันในยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของระบบนิเวศ ทั้งทะเลทั้งบก แนวปะการังสมบูรณ์ตามธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกก็อยู่ที่นี่ ยังเป็นแหล่งฝึกงานของนิสิตวิทยาศาสตร์ทางทะเล/ประมง หลายต่อหลายรุ่น หลายต่อหลายมหาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยมาฝึกงานที่มันในตั้งแต่เป็นนิสิต กลับมาคุมลูกศิษย์ฝึกงานก็ที่เกาะมันใน ยังมีผู้มาเยือนเดินทางมาเกาะมันในปีละหลายพัน บางปีนับหมื่น ความรักทะเล รักเต่าทะเล ของคนหลายคน ของเด็กหลายคน เริ่มต้นที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;45 ปี ตัวเลขความรักคือเท่าไหร่ ? ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เริ่มต้นที่ราชินีองค์หนึ่ง พระราชทานเกาะให้เต่า ผมไม่ทราบว่าโลกนี้เคยมีราชินีองค์ไหนยกเกาะให้เต่าบ้าง ผมหาไม่เจอ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โลกนี้ยังมีเรื่องเล่ามากมาย แต่มีความจริงที่สายตาเห็นบางประการ เห็น &amp;ldquo;ความจริง&amp;rdquo; ได้แม้จากภาพที่ได้มาจากดาวเทียม ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงไหน เกาะมันในก็คือเกาะของเต่า ประจักษ์พยานของความรักที่ทรงมอบให้แก่ท้องทะเล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74166</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะประมง, นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล, ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล, เกาะมันใน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f3335dca7f5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2018 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2018 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.ธรณ์แจงลักษณะภูมิศาสตร์อ่าวมาหยาที่เป็นต้นตอปิดอ่าวไร้กำหนด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.2561 - &amp;nbsp;ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองอธิการบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อมชื่อดัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ระยะนี้มีเรื่องการฟื้นฟูอ่าวมาหยา จึงอยากนำภาพนี้มาอธิบายให้เพื่อนธรณ์เข้าใจฮะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่าวมาหยาเป็นอ่าวกึ่งปิด มองจากภาพก็พอทราบ ภายในอ่าวเป็นแนวปะการังน้ำตื้นหลายสิบไร่ เรื่อยไปจนเกือบจรดหาดทราย แผ่นดินของอ่าวมาหยามีพื้นที่ 30 ไร่นิดๆ เป็นเขตที่ผมเขียนไว้ว่า &amp;ldquo;ฟื้นฟูป่า/หาดทราย&amp;rdquo; ถัดไปด้านหลังสุด (เขตทางเข้าใหม่) เป็นอ่าวเล็กๆ ที่สามารถเข้ามาสู่อ่าวมาหยาได้ บริเวณนั้นมีปะการังอยู่บ้าง (อ่าวทุกแห่งทุกหาดในพีพีล้วนมีปะการัง) พื้นที่เล็กกว่าอ่าวมาหยาหลายเท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฟื้นฟูอ่าวมาหยาที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทำใน 2 ลักษณะ อันดับแรก ติดตั้งทุ่นบอกเขต ไม่ให้เรือเข้ามาในอ่าวมาหยา เพราะเรือคือสาเหตุหลักที่ทำให้ปะการังน้ำตื้นในอ่าวมาหยาเสียหายหนัก เมื่อไม่มีเรือ เราสามารถฟื้นฟูปะการังได้ โดยใช้แนวทางให้ธรรมชาติฟื้นตัว และช่วยปลูกปะการังเพิ่มเติมโดยกรมอุทยานกับม.เกษตรศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยนำเรื่องของการฟื้นตัวของปะการังในเขตนี้มาเล่าให้ฟังหลายหน พื้นที่ในอ่าวมาหยาจะไม่เปิดให้เรือเข้ามาอีกเลย...ตลอดไป เพราะถ้าเรือเข้ามาเมื่อไหร่ ทั้งหมดที่ทำไปก็สูญเปล่า ธรรมชาติจะฟื้นตัวกี่ปี จะช่วยปลูกปะการังกี่พันกี่หมื่นกิ่ง เรือเข้ามาเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็ตายเหี้ยนเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นเขตห้ามเรือเข้าถาวร (ลองดูภาพอีกครั้งเพื่อความเข้าใจ พื้นที่ฟื้นฟูปะการังที่ผมเขียนไว้น่ะครับ) อีกพื้นที่คือหาดทรายและป่า เนื่องจากอ่าวมาหยามีนักท่องเที่ยวมหาศาล ทำให้เกิดผลกระทบในบริเวณนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบจะเป็นเท่าไหร่ ผมไม่สามารถบอกเพื่อนธรณ์ได้ เนื่องจากไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านป่าหรือด้านหาดทราย&amp;nbsp;แต่กรมอุทยานมีการประสานกับผู้เชี่ยวชาญลงไปศึกษาติดตาม นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนทำท่าเรือเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ทางด้านหลัง และทางเดินในป่าชายหาดเพื่อลดผลกระทบจากการขึ้นเที่ยวบนบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฟื้นฟูดังกล่าวต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จึงเป็นที่มาของการงดให้บริการท่องเที่ยวชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบ จากนั้นเมื่อเปิดใหม่ จะมีระบบควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยว เช่น การเข้าไปเป็นรอบ แต่ละรอบมีจำนวนคนที่จำกัดไว้ชัดเจน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าการฟื้นฟูอ่าวมาหยาแบ่งเป็น 2 ส่วน 1) เขตฟื้นฟูปะการังในอ่าวมาหยาที่จะไม่อนุญาตให้เรือเข้าอีกแล้ว 2) ส่วนที่กำลังฟื้นฟูเพื่อปรับรูปแบบในการรับนักท่องเที่ยวให้พอเหมาะและเกิดความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคงจะลงไปอ่าวมาหยาอีกในไม่ช้า เพื่อที่จะไปดูว่า ปะการังในอ่าวมีการฟื้นตัวแค่ไหนและอย่างไร จะนำมารายงานให้เพื่อนธรณ์ทราบครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19291</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะประมง, ธรณ์ ธำรงนาสวัสดิ์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, อ่าวมาหยา, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bb9f3ba1c728.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
